สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

Republic of the Philippines

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 19, 2019, 11:01 p.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Dec. 19, 2019, 11:01 p.m.
ธงฟิลิปปินส์
 

เมืองหลวง มะนิลา

ที่ตั้ง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย 7,107 หมู่เกาะ พื้นที่ประมาณ 300,000 ตร.กม. (3 ใน 5 ของไทย) แบ่งเป็น 3 พื้นที่สำคัญ : ตอนเหนือเกาะลูซอน (Luzon) รวมมะนิลา ตอนกลาง หมู่เกาะวิสายาส์ (Visayas) รวมหมู่เกาะปาลาวันและมินโดโร และตอนใต้ เกาะมินดาเนา (Mindanao) และหมู่เกาะ Sulu ฟิลิปปินส์มีชายฝั่งทะเลยาวถึง 36,289 กม. หรือมีชายฝั่งทะเลยาวเป็นอันดับ 5 ของโลก ฟิลิปปินส์อยู่ในเขต Pacific’s Ring of Fire ซึ่งเป็นเขตแผ่นดินไหวรุนแรงและแนวภูเขาไฟ (ทั้งประเทศมี 106 ลูก)

อาณาเขต

    ทิศเหนือ ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลจีนใต้ และช่องแคบ Bash

    ทิศใต้ ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลฟิลิปปินส์

    ทิศตะวันออก ติดกับทะเลเซเลเบสและทะเลซูลู

    ทิศตะวันตก ติดกับทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก (ทะเลจีนใต้)

ภูมิประเทศ หมู่เกาะต่าง ๆ ของฟิลิปปินส์แบ่งเป็น 3 ภาค : ภาคเหนือ เกาะลูซอนใหญ่ที่สุด มีที่ราบ

2 แห่งคือ ที่ราบลุ่มแม่น้ำคากายันและที่ราบมะนิลา ตอนกลางเกาะเป็นที่ราบใหญ่ที่สุดของประเทศและเป็นที่ตั้งเมืองหลวงมะนิลา ภาคกลาง หมู่เกาะวิสายาส์ ประกอบด้วย เกาะมินโดโร มาสตาเบ ซามาร์ ปาไน เนกรอสเซบู โปโซล และเลเต ภาคใต้ เกาะมินดาเนา มีขนาดใหญ่อันดับ 2 รองจากเกาะลูซอน ภูเขาสูงที่สุด : ภูเขาอาโป บนเกาะมินดาเนา ความสูง 9,692 ฟุต และภูเขาไฟที่ยังไม่ดับอีก 21 ลูก ในจำนวนนี้เป็นภูเขาไฟที่คุกรุ่นมาก 6 ลูก : มายอน ตาอาล บูลูซาน พินาตูโบ คาลาอัน และฮิบอค

ภูมิอากาศ ภูมิอากาศของฟิลิปปินส์คล้ายคลึงกับไทยมาก อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ระหว่าง 26-27 องศาเซลเซียส ฝนตกชุกตลอดปี ปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 2,000-4,000 มม.ต่อปี แบ่งเป็น 3 ฤดู : ฤดูฝน (มิ.ย.-ก.ย.) โดยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านในช่วง มิ.ย.-มี.ค. และมีฝนตกทางภาคตะวันตกของเกาะเป็นส่วนมาก มีฝนตกกระจายโดยทั่วไปบางส่วนของประเทศ เกาะมินดาเนาจะมีฝนตกเกือบตลอดทั้งปี ฤดูหนาว (ต.ค.-ก.พ.) ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่านในช่วง พ.ย.-มี.ค. เป็นลมเย็นและแห้งแล้งอาจทำให้เกิดฝนตกบางครั้ง ฤดูร้อน (มี.ค.-พ.ค.) มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน ทำให้เกิดฝนตกหนักบริเวณชายฝั่ง ความชื้นเฉลี่ย 75-85% ฟิลิปปินส์ประสบกับพายุไต้ฝุ่นปีละประมาณ 25 ลูก

ประชากร 108.2 ล้านคน (ก.ย. 2562) มาเลย์ 96% จีน 2% และอื่น ๆ 2%

รายละเอียดประชากร วัยเด็ก (0-14 ปี) 30.60% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 64.03% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 5.37% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโดยรวมประมาณ 71.70 ปี เพศชายประมาณ 68.70 ปี เพศหญิงประมาณ 74.70 ปี อัตราการเกิด 16.18 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 5.8 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 1.37%

ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 83% โปรเตสแตนต์ 9% อิสลาม (ซุนนี) 5% และศาสนาอื่น ๆ 3%

ภาษา ภาษาประจำชาติ : ภาษาอังกฤษ (วงราชการ ธุรกิจ และการศึกษา) ภาษาตากาล็อก (ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะในภาคกลาง) ภาษาพื้นเมืองมีมากกว่า 87 ภาษา ภาษาอาหรับใช้ในพิธีทางศาสนาของมุสลิมในภาคใต้ที่เกาะมินดาเนา

การศึกษา อัตราการรู้หนังสือ 96.29% งบประมาณด้านการศึกษาปี 2563 ประมาณ 10,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การศึกษาภาคบังคับ 6 ปี สาขาวิชาในระดับอุดมศึกษาที่นักศึกษาประสงค์เข้าเรียนมากที่สุดคือ การพยาบาล การศึกษา และเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนสาขาวิชาที่มีแนวโน้มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากคือ เกษตรกรรม โภชนาการ แพทย์ และพาณิชย์นาวี

การก่อตั้งประเทศ

ชนเผ่าแรกที่อพยพเข้ามาในฟิลิปปินส์ คือ เผ่าปิกมี่ ซึ่งเป็นพวกหาของป่าและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ต่อมาชนเผ่ามาเลย์อพยพเข้ามาและนำวัฒนธรรมอิสลามมาสู่ฟิลิปปินส์ หลังจากนั้นนายเฟอร์ดินานด์ แมกเจลแลน นักเดินเรือชาวโปรตุเกสสำรวจพบหมู่เกาะฟิลิปปินส์เมื่อปี 2064 และตั้งชื่อว่า “ฟิลิปปินส์” เพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน ฟิลิปปินส์กลายเป็นอาณานิคมของสเปนนานถึง 327 ปี ชาวฟิลิปปินส์พยายามต่อสู้กับสเปนจนได้รับเอกราชเมื่อ 12 มิ.ย. 2411 และตั้งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ แต่ก็ยังไม่มีผลสมบูรณ์เพราะสเปนแพ้สงครามและยกฟิลิปปินส์ให้สหรัฐฯ เมื่อ 10 ธ.ค. 2411 ฟิลิปปินส์จึงตกอยู่ใต้การปกครองของสหรัฐฯ เมื่อปี 2445 และได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์เมื่อ 4 ก.ค. 2489 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

วันชาติ 12 มิ.ย.

การเมือง ปกครองแบบสาธารณรัฐ ประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี จำกัดให้ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียวเท่านั้น การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อ 9 พ.ค. 2559 โดยนายโรดริโก ดูเตอร์เต (Rodrigo Duterte) ชนะการเลือกตั้ง และกำหนดครบวาระใน 30 มิ.ย. 2565 ส่วนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปกำหนดใน พ.ค. 2565

ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีมีอำนาจแต่งตั้ง ครม. และ ออท. รวมทั้งควบคุมฝ่ายบริหาร กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แต่ไม่มีอำนาจในการยุบสภา

ฝ่ายนิติบัญญัติ : ทำหน้าที่พิจารณากฎหมายและข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ ให้ความเห็นชอบงบประมาณและภาษี รวมถึงพิจารณาการปลดประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง ประกอบด้วย 2 สภา คือ 1) วุฒิสภามีสมาชิก 24 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระไม่เกิน 6 ปี และไม่เกิน 2 สมัย โดยมีการเลือกตั้งใหม่กึ่งหนึ่งทุก 3 ปี และ 2) สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มีสมาชิกไม่เกิน 250 คน (200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และอีก 50 คนมาจากการเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อจากตัวแทนสาขาอาชีพต่าง ๆ) มีวาระ 3 ปี และไม่เกิน 3 สมัย

ฝ่ายตุลาการ : ศาลสูง ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นมีระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค ศาลสูง ประกอบด้วย ประธานศาลสูงและผู้พิพากษาศาลสูง 14 คน ซึ่งถูกเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีและผ่านการลงมติจากรัฐสภา โดยมีหน้าที่พิจารณาคดีการเมือง คดีอุทธรณ์ คดีฎีกา รวมถึงคดีที่มีความสำคัญระดับประเทศ เช่น การสั่งปลดประธานาธิบดี หรือการระงับการประกาศใช้กฎอัยการศึก

องค์กรอิสระ : คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจสอบการประพฤติมิชอบ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

พรรคการเมืองสำคัญ : พรรค Laban ng Demokratikong Pilipino/LDP (พรรครัฐบาล) พรรค Liberal Party/LP พรรค United Nationalist Alliance พรรค People Power Coalition พรรค PuwersangMasa และพรรค Kilusang Bagon Lipunan

เศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยใช้กลไกตลาด สภาพเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพคล้ายกับไทย สินค้าเกษตรเป็นรายได้หลัก การส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ นโยบายเศรษฐกิจ คือ แก้ไขปัญหาความยากจน ปราบปรามการทุจริต เร่งสร้างงานเพื่อแก้ไขปัญหาชาวฟิลิปปินส์ไปทำงานต่างประเทศ ก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุน ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองด้านอาหาร

ปีงบประมาณ : ม.ค.-ธ.ค. (งบประมาณปี 2563 วงเงิน 78,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : เปโซฟิลิปปินส์ (PHP)

อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ 51.05 เปโซ (ต.ค. 2562)

อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท : 1.68 เปโซ (ต.ค. 2562)

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 332,846 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ธ.ค. 2561)

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : ปี 2561 อยู่ที่ 6.2% และรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่า ทั้งปี 2562 อยู่ที่ 6% โดยช่วง ม.ค.-มี.ค. 2562 อยู่ที่ 5.6% และ เม.ย.-มิ.ย. 2562 อยู่ที่ 5.5%

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 3,102.7 ดอลลาร์สหรัฐ (ก.ย. 2562)

แรงงาน : 45.30 ล้านคน (ก.ย. 2562)

รายได้แรงงานในต่างประเทศ : 61,156 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2561) และ 36,338 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-ก.ค. 2562) มาจากสหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น โดยมีแรงงานในต่างประเทศประมาณ 2.3 ล้านคน

อัตราการว่างงาน : 5.4% (เมื่อ ก.ค. 2562) และรัฐบาลตั้งเป้าหมายในปี 2562 อยู่ที่ 4.3-5.3%

อัตราเงินเฟ้อ : 4.9% (ปี 2561) รัฐบาลประมาณการว่า ทั้งปี 2562 อยู่ที่ 2-4% โดย ส.ค. 2561 อยู่ที่ 1.7% ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุล 32,922 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2561) และขาดดุล 16,386 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-ก.ค. 2562)

ผลผลิตทางการเกษตร : ข้าว ข้าวโพด มะพร้าว อ้อย กล้วยหอม มะม่วง สับปะรด และการประมง

ผลผลิตอุตสาหกรรม : การผลิตอาหาร สิ่งทอ รองเท้า เคมีภัณฑ์ ปิโตรเลียม และถ่านหิน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า

มูลค่าการส่งออก : 104,015 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2561) และ 62,558 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-ก.ค. 2562)

สินค้าส่งออก : เซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง เคมีภัณฑ์ อาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม เสื้อผ้า น้ำมันมะพร้าว แร่ทองแดง อาหารทะเล กล้วย และผลไม้เมืองร้อน

คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ ไทย เยอรมนี เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน

มูลค่าการนำเข้า : 136,937 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2561) และ 78,944 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-ก.ค. 2562)

สินค้านำเข้า : ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เชื้อเพลิง แร่ เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง เหล็กและเหล็กกล้า ผ้า สิ่งทอ ธัญพืช เคมีภัณฑ์ และพลาสติก

คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม มาเลเซีย

คู่ค้าสำคัญ : ญี่ปุ่น สหรัฐฯ จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ : 9,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2561) และ 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-พ.ค. 2562) เป็นการลงทุนจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่า ทั้งปี 2562 อยู่ที่ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทรัพยากรธรรมชาติ : ทองแดง ตะกั่ว ทองคำ นิกเกิล โครเมียม น้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรทางทะเล

การทหาร : กองทัพฟิลิปปินส์ประกอบด้วย ทบ. ทร. และ ทอ. ประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการกองทัพ รมว.กห. เป็นรองผู้บัญชาการกองทัพ และเสนาธิการกองทัพคือ ผบ.ทหารสูงสุด ซึ่งรับผิดชอบด้านยุทธการในนามประธานาธิบดี โดยคนปัจจุบันคือ พล.ท. Noel Clement (ดำรงตำแหน่งเมื่อ 29 ก.ย. 2562)

งบประมาณด้านการทหาร : 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปีงบประมาณ 2563) กำลังพลรวม 142,350 นาย กำลังพลรวม (คน) : 142,350 นาย ทบ. 101,000 นาย ทร. 23,750 นาย ทอ. 17,600 นาย กกล.อื่น ๆ ที่มิใช่ทหาร 11,100 นาย กกล.สำรอง 131,000 นาย

ยุทโธปกรณ์สำคัญ : ถ.เบา Scorpion 7 คัน รถถังหลัก 54 คัน รถลำเลียงพลหุ้มเกราะ 387 คัน เรือลาดตระเวนและตรวจการณ์ชายฝั่ง 69 ลำ เรือบรรทุกอากาศยานจำนวน 2 ลำ เรือยกพลขึ้นบก 2 ลำ เรือระบายพล 11 ลำ เรือส่งกำลังบำรุง 6 ลำ บ.FA-50PH 1 ฝูง บ.โจมตีภาคพื้นดิน 1 ฝูง บ.ลาดตระเวน 1 ฝูง ฮ.โจมตี 1 ฝูง ฮ.ลำเลียง 7 ฝูง อากาศยานไร้คนขับรุ่น Hermes 450 จำนวน 2 ลำ โดยฟิลิปปินส์มีโครงการซื้ออากาศยานไร้คนขับรุ่น Hermes 450 จำนวน 3 ลำ และ รุ่น Hermes 900 จำนวน 9 ลำ กำหนดรับมอบภายในปี 2563 รวมทั้งมีแผนจัดหาเรือดำน้ำจำนวน 2 ลำ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดซื้อจากรัสเซีย เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์มีแผนพัฒนาปรับปรุงกองทัพระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2561–2565 จัดสรรงบประมาณจำนวน 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งออกเป็น กองทัพบกจำนวน 890 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กองทัพเรือจำนวน 1,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กองทัพอากาศจำนวน 2,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคลังสรรพาวุธและศูนย์บัญชาการกองทัพจำนวน 660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัญหาด้านความมั่นคง

ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ยังคงดำเนินนโยบายแข็งกร้าวในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด ทำให้ฟิลิปปินส์ถูกโจมตีและต่อต้านจากต่างประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ พยายามลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลัก และหันไปเพิ่มความร่วมมือกับจีนและรัสเซีย โดยคาดหวังว่าจะเป็นการคานอิทธิพลของสหรัฐฯ ทั้งด้านการทหารและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ปัญหาภัยก่อการร้ายทำให้ฟิลิปปินส์มีท่าทีผ่อนคลายต่อสหรัฐฯ ฟิลิปปินส์เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการก่อการร้ายและอาชญากรรม รวมทั้งความปลอดภัยของชาวต่างประเทศ โดยปรากฏความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มอาบู ไซยาฟ ซึ่งประกาศตัวแสดงความจงรักภักดีต่อกลุ่ม Islamic State (IS) ทำให้กลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศเข้ามาใช้พื้นที่ในฟิลิปปินส์หลบซ่อนและฝึกอบรมทางทหาร รวมทั้งฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงที่อาจถูกจัดตั้งเป็นสาขาจังหวัดของ IS ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์มีแนวโน้มเผชิญกับภัยคุกคามก่อการร้ายที่รุนแรงมากขึ้น หลังจากเกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายโดยชาวฟิลิปปินส์ในปี 2562 และการแผ่ขยายแนวคิดหัวรุนแรงจากนักรบชาวต่างชาติสู่กลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังคงเผชิญปัญหาเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง ได้แก่ 1) พรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์ (Communist Party of the Philippines-CPP) และกองทัพประชาชนใหม่ (New People Army-NPA) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของ CPP เคลื่อนไหวทั่วประเทศ ปัจจุบัน รัฐบาลฟิลิปปินส์ยกเลิกการเจรจาสันติภาพกับ CPP 2) ปัญหาการก่อการร้ายและการก่ออาชญากรรมของกลุ่มก่อการร้ายอาบู ไซยาฟ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในหมู่เกาะซูลูและเกาะบาสิลัน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะมินดาเนา 3) กลุ่มนักรบเสรีภาพอิสลามโมโร (Bangsamoro Islamic Freedom Fighters-BIFF) ที่แยกตัวออกมาจาก MILF ยืนยันว่า ต้องการเป็นเอกราชไม่ยอมรับอำนาจจากรัฐบาลกลาง

สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ : ที่สำคัญ เช่น UN, ASEAN, APEC, ADB, G-77, G-24, IAEA, ILO, IMF, IPU, NAM, WHO, WTO, World Bank, UNESCO, UNHCR, ESCA

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี : กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส่งเสริมและกระตุ้นภาครัฐและเอกชนให้ร่วมกันพัฒนาและใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด ส่งเสริมการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีและวิจัยวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากร การจัดการด้านภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเกษตร โภชนาการ ด้านสุขภาพ การวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises–SMEs)การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี และส่งเสริมการวิจัยระดับท้องถิ่น ฟิลิปปินส์ผ่านร่างกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานด้านอวกาศเมื่อปี 2562 และมีแผนพัฒนาเครือข่าย 5G ให้สำเร็จภายในปี 2563

การขนส่งและโทรคมนาคม : ท่าอากาศยาน 247 แห่ง ใช้การได้ดี 85 แห่ง : ท่าอากาศยานนานาชาติ 11 แห่ง ที่สำคัญ คือ ท่าอากาศยานนินอยอากิโนในกรุงมะนิลา และมีแผนก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ที่ จ.บูลาคัน เส้นทางรถไฟระยะทาง 995 กม. ถนนระยะทาง 217,456 กม. และการเดินทางโดยเรือเฟอร์รีเชื่อมระหว่างเกาะต่าง ๆ โทรคมนาคม : โทรศัพท์พื้นฐานให้บริการประมาณ 3.9 ล้านเลขหมาย (ปี 2561) โทรศัพท์เคลื่อนที่ 123 ล้านเลขหมาย (ปี 2561) ระบบเครือข่าย GSM GPRS EDGE UMTS HSPDA WiMAX LTE รหัสโทรศัพท์ +63 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 67 ล้านคน หรือ 65% ของประชากรทั้งหมด (2561) รหัสอินเทอร์เน็ต .ph เว็บไซต์การท่องเที่ยว : http://www.philtourism.com/

การเดินทาง : สายการบินไทยมีเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-มะนิลา (ประมาณ 1,800 กม.) ทุกวัน สายการบินฟิลิปปินส์ที่บินตรงมาไทย : ฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ และเซบูแปซิฟิก ระยะเวลาในการบิน 3 ชม. 50 นาที เวลาที่ฟิลิปปินส์เร็วกว่าไทย 1 ชม. นักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าฟิลิปปินส์ได้โดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

1) ความคืบหน้าสันติภาพในมินดาเนาและการจัดตั้งการปกครองสหพันธรัฐฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ผ่านการลงประชามติกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญบังสาโมโร (Bangsamoro Organic Law-BOL) เมื่อ 21 ม.ค. 2562 และสามารถจัดตั้งเขตปกครองตนเองบังสาโมโร (Bangsamoro in the Autonomous Region in Muslim Mindanao-BARMM) ส่งผลให้เขตปกครองตนเองมุสลิมมินดาเนา (Autonomous Region in Muslim Mindanao-ARMM) ซึ่งดำเนินการมากว่า 28 ปี ต้องถูกยกเลิกตามกฎหมาย BOL ประธานาธิบดีดูเตอร์เตแต่งตั้งรัฐบาลเปลี่ยนผ่านบังสาโมโร (Bangsamoro Transition Authority-BTA) ซึ่งทำหน้าที่บริหารและออกกฎหมายในพื้นที่บังคับใช้ BOL ระหว่างปี 2562-2565 โดยมุ่งหวังให้ BOL ช่วยดึงให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ไม่เห็นด้วยกับการเจรจากลับมาสู่กระบวนการทางการเมือง และจำกัดโอกาสการเกิดเหตุจลาจลจากการยึดครองอย่างที่เคยเกิดกับเมืองมาราวี รวมทั้งเป็นการลดโอกาสของกลุ่มหัวรุนแรงต่างชาติที่ต้องการเข้ามาเป็นแนวร่วมกับกลุ่มมุสลิมในพื้นที่ ทั้งนี้ ขอบเขตพื้นที่การบริหาร BARMM ประกอบด้วย จ.ตาวี-ตาวี จ.ซูลู จ.บาสิลัน จ.มากินดาเนา จ.ลาเนา เดล ซูร์ เมืองโคตาบาโต เมืองมาราวี เมืองลามิตัน และ 63 หมู่บ้านใน จ.นอร์ท โคตาบาโต ขณะที่แผนเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสาธารณรัฐ เป็นสหพันธรัฐ ประธานาธิบดีดูเตอร์เตมีแนวโน้มไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จภายในวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งกำหนดครบวาระปี 2565

2) ความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์-จีนกับสหรัฐฯ และแนวโน้มการแก้ไขปัญหาทะเลจีนใต้ ประธานาธิบดีดูเตอร์เตมีนโยบายไม่ต้องการเผชิญหน้าและทำสงครามกับจีน แม้ว่าจีนจะยังคงพยายามรุกล้ำในพื้นที่ทะเลจีนใต้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทราบดีว่าไม่สามารถชนะจีนหากเกิดการสู้รบ ประธานาธิบดีดูเตอร์เตจึงให้ความสำคัญกับจีนในด้านเศรษฐกิจ และหวังพึ่งพาจีนด้านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงพยายามเจรจาเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะการสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ในทางปฏิบัติ ระดับเจ้าหน้าที่และกองทัพฟิลิปปินส์ยังคงเฝ้าระวังภัยจากจีน และพยายามเพิ่มความสัมพันธ์ทางการทหารกับสหรัฐฯ โดยมีการออกแถลงการณ์กล่าวเตือนจีนในประเด็นทะเลจีนใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการย้ำว่า ฟิลิปปินส์ยังคงรักษาอธิปไตยในน่านน้ำฟิลิปปินส์ ด้านสหรัฐฯ เข้ามามีอิทธิพลกับฟิลิปปินส์โดยใช้ช่องทางการทหาร ซึ่งฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ มีความร่วมมือด้านการทหารมาอย่างยาวนาน และเดิมฟิลิปปินส์เคยเป็นอาณานิคมของสหรัฐฯ โดยทั้งสองประเทศมีการทำสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ ฉบับปี 2494 ซึ่งหมายถึงสหรัฐฯ จะช่วยฟิลิปปินส์ต่อสู้เมื่อถูกโจมตีหรือรุกรานทางทหารจากภัยคุกคามที่มีร่วมกัน รวมทั้งมีแผนเพิ่มความร่วมมือการฝึกทางทหารร่วมกันในปี 2563 เป็น 300 กิจกรรม จากเดิม 281 กิจกรรม นอกจากนี้ สหรัฐฯ พยายามนำประเด็นปัญหาการก่อการร้ายในฟิลิปปินส์มาช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน เนื่องจากฟิลิปปินส์มีที่ตั้งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้ และสามารถตอบสนองนโยบายอินโด–แปซิฟิกของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ฟิลิปปินส์ยังไม่มีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ตามสนธิสัญญาป้องกันฯ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าครอบคลุมถึงพื้นที่ทะเลจีนใต้หรือไม่

3) รัฐบาลฟิลิปปินส์มีแนวโน้มเผชิญกับภัยคุกคามก่อการร้ายที่รุนแรงมากขึ้น หลังจากเกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายโดยชาวฟิลิปปินส์ และการแผ่ขยายแนวคิดหัวรุนแรงจากนักรบชาวต่างขาติ สู่กลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่ รวมทั้งความสำเร็จในการวางระเบิดฆ่าตัวตายหลายครั้งยิ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ก่อการร้ายมากขึ้น ทำให้ฟิลิปปินส์เพิ่มความเสี่ยงที่อาจถูกจัดตั้งเป็นสาขาจังหวัดของ IS หลังจากที่กลุ่ม IS ประกาศเมื่อปี 2557 ต้องการขยายการควบคุมฟิลิปปินส์ ส่วนกลุ่มก่อการร้ายในฟิลิปปินส์พยายามจัดหาเงินทุนและเพิ่มสมาชิกใหม่ โดยการใช้เหตุการณ์บุกยึดเมืองมาราวีของฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ 23 พ.ค.-23 ต.ค. 2560 มาเป็นประเด็นโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งนี้ หลังจาก IS พ่ายแพ้ในพื้นที่ซีเรียและอิรัก ทำให้มีการย้ายพื้นที่สู้รบไปยังภูมิภาคอื่น โดยทางการฟิลิปปินส์ตรวจพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้สนับสนุน IS และผู้ก่อการร้ายชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์ทำให้แนวคิดอิสลามในฟิลิปปินส์มีความสุดโต่ง และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาสมาชิกใหม่ได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความไม่พอใจเรื่องการฟื้นฟูเมืองมาราวีและการขยายการบังคับใช้กฎอัยการศึกในมินดาเนาถึง 31 ธ.ค. 2562 อาจเป็นปัจจัยผลักดันให้ชาวฟิลิปปินส์เข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายมากขึ้น หากฟิลิปปินส์ได้รับการจัดตั้งให้เป็นจังหวัดสาขาของ IS จะยิ่งทำให้ผู้ก่อการร้ายหลั่งไหลเดินทางเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้สนับสนุน IS และผู้ก่อการร้ายชาวต่างชาติในบริเวณชายแดน โดยเฉพาะการลาดตระเวนทางทะเลและทางอากาศร่วมกัน

ความสัมพันธ์ไทย-ฟิลิปปินส์

สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อ 12 ก.ย. 2492 โดยฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ฯ มีความสัมพันธ์กับไทยในฐานะมิตรประเทศที่ร่วมก่อตั้งอาเซียนและเป็นแนวร่วมที่สนับสนุนบทบาทกันในเวทีระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ทวิภาคีราบรื่นและใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านการทหาร ส่วนด้านเศรษฐกิจอยู่ในลักษณะพันธมิตรเชิงแข่งขันทั้งด้านการค้าและการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

การค้าไทยกับฟิลิปปินส์ในปี 2561 มีมูลค่ารวมประมาณ 501,158.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้า โดยไทยส่งออกมูลค่า 252,956.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้ามูลค่า 248,201.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกของไทย : รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า ข้าว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรกล เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว

สินค้านำเข้าจากฟิลิปปินส์ : เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ สินแร่โลหะอื่นๆ เครื่องจักรกล แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ

ข้อตกลงสำคัญ : ความช่วยเหลือทางทหาร (14 มี.ค. 2490) ความตกลงว่าด้วยไมตรี-พาณิชย์-การเดินเรือ (14 มิ.ย. 2492) บริการเดินอากาศ (27 เม.ย. 2496) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ (31 ก.ค. 2505) ความตกลงว่าด้วยที่ดิน (21 พ.ค. 2506) ความตกลงทางวัฒนธรรมไทย-ฟิลิปปินส์ (22 ก.ค. 2518) ความร่วมมือด้านการเกษตร (29 ส.ค. 2522) การส่งผู้ร้ายข้ามแดน (16 มี.ค. 2524) การเว้นการเก็บภาษีซ้อน (14 ก.ค. 2525) ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ (11 เม.ย. 2526) การจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-ฟิลิปปินส์ (24 ส.ค. 2535) ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (24 มี.ค. 2536) การส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (30 ก.ย. 2538) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางทหาร (20 ส.ค. 2540) ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม (18 ธ.ค. 2541) การจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมความร่วมมือทวิภาคี (24 ส.ค. 2542) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขจัดคราบน้ำมัน (23 พ.ย. 2542) ความตกลงทางการค้า (27 พ.ย. 2542) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาการเกษตร (30 พ.ค. 2543) สนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (12 ต.ค. 2544) ความตกลงแลกเปลี่ยนข้อสนเทศ และจัดตั้งวิธีการดำเนินการในการสื่อสาร (5 พ.ย. 2545) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการเกษตร (19 ต.ค. 2546) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (19 ต.ค. 2546) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายข้าวไทย-ฟิลิปปินส์ (8 เม.ย. 2553) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนครู (10 ก.พ. 2558) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการปราบปรามยาเสพติด (20 ก.ย. 2560) ไม่ต่ออายุบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายข้าวไทย-ฟิลิปปินส์ (2560-2561) เนื่องจากฟิลิปปินส์มีกฎหมายการเปิดเสรีนำเข้าข้าว (Republic Act No. 11203) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสารสนเทศและสื่อสารมวลชน (17 ม.ค. 2562)

---------------------------------------------

 
 
 
 

ผู้นำฟิลิปปินส์

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 19, 2019, 11:01 p.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำฟิลิปปินส์
 

นายโรดริโก ดูเตอร์เต

(Rodrigo Duterte)

ตำแหน่ง ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

เกิด 28 มี.ค. 2488 (อายุ 75 ปี/ปี 2563) ที่ Maasin,

Southern Leyte เป็นบุตรชายของนาย Vicente G. Duterte

(เสียชีวิต/อดีตผู้ว่าการเมืองดาเวา) และนาง Soledad R. Duterte

(เสียชีวิต/อดีตครู)

สถานภาพ - สมรสครั้งที่ 1 กับนาง Elizabeth Zimmerman

มีบุตร 3 คน (หญิง 1 คน ชาย 2 คน ได้แก่

Paolo, Sara และ Sebastian)

- สมรสครั้งที่ 2 แต่งงานโดยไม่จดทะเบียนสมรส

กับนางสาว Honeylet Avancena มีบุตรสาว 1 คน

(Veronica)

การศึกษา

ปี 2511 - รัฐศาสตร์จาก Lyceum of the Philippines University

ปี 2515 - นิติศาสตร์จาก San Beda College ในมะนิลา

ประวัติทางการเมือง

2520-2522 - ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานอัยการเมืองดาเวา

2522-2524 - อัยการผู้ช่วยระดับสี่ สำนักงานอัยการเมืองดาเวา

2524-2526 - อัยการผู้ช่วยระดับสาม สำนักงานอัยการเมืองดาเวา

2526-2529 - อัยการผู้ช่วยระดับสอง สำนักงานอัยการเมืองดาเวา

2529-2531 - รองนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา และเป็นอาจารย์สอนกฎหมายอาญา

และวิธีพิจารณาความอาญาโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

2531-2535 - นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา

2535-2538 - นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา

2538-2541 - นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา

2541-2544 - สมาชิกสภาคองเกรส เขตที่ 1 เมืองดาเวา

2544-2547 - นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา

2547-2550 - นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา

2550-2553 - นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา

2553-2556 - รองนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา

2556-2559 - นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีฟิลิปปินส์

ประธานาธิบดี Rodrigo Duterte

รองประธานาธิบดี Maria Leonor Robredo

รมว.กระทรวงการต่างประเทศ Teodoro L. Locsin Jr.

รมว.กระทรวงเกษตร William Dar

รมว.กระทรวงงบประมาณและการบริหาร Wendel Eliot Avisado

รมว.กระทรวงศึกษาธิการ Leonor Magtolis-Briones

รมว.กระทรวงพลังงาน Alfonso Cusi

รมว.กระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ Roy Cimatu

รมว.กระทรวงการคลัง Carlos Dominguez III

รมว.กระทรวงสาธารณสุข Francisco Tiongson Duque III

รมว.กระทรวงมหาดไทยและการปกครองท้องถิ่น Eduardo Manahan Año

รมว.กระทรวงยุติธรรม Menardo Ilasco Guevarra

รมว.กระทรวงแรงงานและการจ้างงาน Silvestre Bello III

รมว.กระทรวงกลาโหม Delfin Lorenzana

รมว.กระทรวงโยธาธิการและทางหลวง Mark Villar

รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Fortunato de la Peña

รมว.กระทรวงสวัสดิการสังคมและการพัฒนา Rolando Joselito Delizo Bautista

รมว.กระทรวงการปฏิรูปการเกษตร John Rualo Castriciones

รมว.กระทรวงการท่องเที่ยว Bernadette Fatima Romulo-Puyat

รมว.กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม Ramon Lopez

รมว.กระทรวงการขนส่งและโทรคมนาคม Arthur Tugade

---------------------------------------------

(ต.ค. 2562)