ราชอาณาจักรโมร็อกโก

Kingdom of Morocco

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 21, 2019, 11:25 p.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Jan. 4, 2020, 9:32 p.m.
ธงโมร็อกโก
 

เมืองหลวง ราบัต


ที่ตั้ง แอฟริกาเหนือ พื้นที่ 446,550 ตร.กม. (ไม่รวมดินแดน Western Sahara) มีเขตแดนทางบก 2,362.5 กม. ชายฝั่งทะเล 1,835 กม.


อาณาเขต


    ทิศเหนือ ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเมือง Ceuta (8 กม.) และเมือง Melilla (10.5 กม.) ของสเปน ซึ่งทั้งสองเมืองอยู่ทางทิศเหนือของแอฟริกา


    ทิศใต้ ติดกับดินแดน Western Sahara (444 กม.)


    ทิศตะวันออก ติดกับแอลจีเรีย (1,900 กม.)


    ทิศตะวันตก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก


ภูมิประเทศ ตอนกลางของประเทศเต็มไปด้วยภูเขาและที่ราบสูง พื้นที่โดยรวมล้อมรอบด้วยเขตภูเขาและชายฝั่งทะเลทางทิศเหนือ


ภูมิอากาศ แบบเมดิเตอร์เรเนียน แต่จะร้อนขึ้นเมื่อเข้ามาในพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ


ประชากร 34,314,130 คน (ปี 2561)


รายละเอียดประชากร เป็นชาวอาหรับ-เบอร์เบอร์ 99% อื่น ๆ 1% อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ :วัยเด็ก (0-14 ปี) 25.47% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 67.57% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 6.95% อายุขัยเฉลี่ยประชากร 77.3 ปี อายุขัยเฉลี่ยเพศชายประมาณ 74.2 ปี อายุขัยเฉลี่ยเพศหญิงประมาณ 80.5 ปี อัตราการเกิด 17.5 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 4.9 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 0.95%


ศาสนา อิสลาม (ซุนนี) 98.7% (ชีอะฮ์ 0.1%) คริสต์ 1.1% และยูดาย 0.2%


ภาษา ภาษาอาหรับ และภาษาเบอร์เบอร์ (Tamazight) เป็นภาษาราชการ และยังมีการใช้ภาษา Tachelhit และ Tarifit ซึ่งเป็นภาษาของชาวเบอร์เบอร์เช่นกัน โดยนิยมใช้ภาษาฝรั่งเศสในการทำธุรกิจ ติดต่อราชการ และในแวดวงการทูต


การศึกษา อัตราการรู้หนังสือ 68.5%


การก่อตั้งประเทศ หลังจากชาวอาหรับมีอิทธิพลในแอฟริกาเหนือในช่วงปี 2331 กษัตริย์ของชาวมัวร์ก็เริ่มปกครองโมร็อกโก จนถึงศตวรรษที่ 16 ราชวงศ์ Sa’adi โดยกษัตริย์ Ahmed AL-MANSUR ขับไล่ผู้รุกรานชาวต่างชาติ และโมร็อกโกได้เข้าสู่ยุคของราชวงศ์ Alaouite (ราชวงศ์ที่ปกครองโมร็อกโกในปัจจุบัน) ขึ้นเป็นสุลต่านปกครองประเทศในศตวรรษที่ 17 เมื่อปี 2403 สเปนเข้ายึดครองภาคเหนือของโมร็อกโกและเปิดยุคแห่งการแข่งขันทางการค้าระหว่างโมร็อกโกกับประเทศยุโรปนานกว่า 50 ปี จนถึงปี 2455 ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองโมร็อกโก และเกิดความเคลื่อนไหวต่อต้านฝรั่งเศส เพื่อเรียกร้องเอกราช จนกระทั่งปี 2499 จึงได้เอกราชจากฝรั่งเศส กษัตริย์ Mohammed V (พระอัยกาของกษัตริย์ Mohammed VI ซึ่งปกครองโมร็อกโกในปัจจุบัน) ตั้งราชอาณาจักรโมร็อกโกขึ้น และเมื่อปี 2500 ก็เริ่มการปกครองในระบอบกษัตริย์ขึ้นอีกครั้ง


วันชาติ 2 มี.ค. 2499 (ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส)


การเมือง ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) ปัจจุบันสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 (King Mohammed VI) เป็นประมุขของประเทศ เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ 30 ก.ค. 2542 นาย Saad Dine El Otmani ดำรงตำแหน่ง นรม. โดยได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาธิบดีเมื่อ 17 มี.ค. 2560 หลังจากนาย Abdelillah Benkirane หัวหน้าพรรค Justice and Development (PJD) ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อ 7 ต.ค. 2559 แต่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ แม้ว่ารัฐธรรมนูญของโมร็อกโก (ปี 2555) จะลดอำนาจของสมเด็จพระราชาธิบดีลง แต่ก็ยังคงมีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอน ครม. และยุบสภาได้ โดยยังทรงดำรงตำแหน่งผู้นำกองทัพและศาสนา


     หมายเหตุ โมร็อกโกอ้างสิทธิเหนือดินแดน Western Sahara ทำให้เกิดความขัดแย้งกับกลุ่มแนวร่วม Polisario Front ซึ่งเป็นชาว Sahrawi ที่ต้องการประกาศอิสรภาพหลังพ้นจากการปกครองของฝรั่งเศส ปัจจุบันอยู่ในสภาพต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ


ฝ่ายนิติบัญญัติ : เป็นระบบ 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Representatives) มาจากการเลือกตั้ง มีสมาชิก 395 คน โดย 305 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากระบบเขตเดียวหลายที่นั่ง และ 90 คนมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศในระบบเลือกตั้งเขตละหนึ่งคน มีวาระ 5 ปี และสภาที่ปรึกษา (Chamber of Advisors) มีสมาชิก 120 คน มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งท้องถิ่น องค์กรวิชาชีพ และสหภาพแรงงาน มีวาระ 6 ปี ซึ่งการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2559 ปรากฏว่า พรรค PJD ชนะการเลือกตั้ง ปัจจุบันเป็นพรรครัฐบาล โดยมี นรม. Saad Dine El Otmani เป็นหัวหน้าพรรค ทั้งนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาที่ปรึกษาครั้งหน้า จะจัดขึ้นในปี 2564


     พรรคการเมืองสำคัญ : พรรค Justice and Development พรรค Action Party พรรค An-Nahj Ad-Dimocrati/An-Nahj พรรค Authenticity and Modernity พรรค Constitutional Union และพรรค Democratic and Social Movement


เศรษฐกิจ โมร็อกโกให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญ โดยส่งออกธัญพืช และสินค้าประมง อย่างไรก็ดี ผลผลิตภายในประเทศยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายใน จึงจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยระบบเศรษฐกิจของโมร็อกโกได้รับประโยชน์จากค่าแรงต่ำและได้รับความช่วยเหลือจากประเทศในยุโรปในการพัฒนาภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเบา รวมทั้งมีรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้มีเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศจำนวนมาก นอกจากนี้ โมร็อกโกยังเป็นประเทศผู้ส่งออกฟอสเฟตสำคัญของโลก ซึ่งสร้างรายได้หลักสำคัญและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 มีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจมหภาคและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้โมร็อกโกกลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการบริการและอุตสาหกรรม มีการทำความตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ทำให้โมร็อกโกมีตลาดรองรับผลผลิตภายในประเทศมากขึ้น แต่ปัญหาความยากจน ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และการว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนยังเป็นปัญหาสำคัญ ปัจจุบันโมร็อกโกริเริ่มหลายโครงการเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การเป็นหุ้นส่วนกับทั้งยุโรป สหรัฐฯ โลกอาหรับ และเอเชีย


รายได้หลักที่สำคัญของโมร็อกโกยังมาจากภาคการท่องเที่ยวรองจากภาคการเกษตร คิดเป็น 10% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ โดยเมื่อปี 2561 มีชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในโมร็อกโก 12.28 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 8.3% โดยในห้วง ม.ค.-ก.ค. 2562 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาโมร็อกโกจำนวนประมาณ 7.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.2% จากปี 2561 ในห้วงเดียวกัน โดยเฉพาะเมือง Marrakech และเมือง Agadir นักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมมาโมร็อกโก ได้แก่ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสเปน ทั้งนี้ โมร็อกโกหวังจะเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 20 ของโลกภายในปี 2563 นอกจากนี้ โมร็อกโกยังเร่งดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนด้วยจากการลงนามข้อตกลงให้ชาวจีนสามารถเดินทางเข้าโมร็อกโกโดยได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางเป็นเวลา 90 วัน เมื่อ มิ.ย. 2559 และบริษัท Ctrip ซึ่งเป็นบริษัทจัดการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน ลงนามกับโมร็อกโกเมื่อ 6 ก.ย. 2562 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยโมร็อกโกมุ่งหวังจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาโมร็อกโกเพิ่มเป็น 500,000 คน ภายในปี 2563 โดยเมื่อปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาโมร็อกโกเป็นจำนวน 180,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 107,500 คน


 


สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : Moroccan Dirhams (MAD)


อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 9.71 MAD (ต.ค. 2562)


อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท = 0.32 MAD (ต.ค. 2562)


ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2561)


ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 118,495 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 3%


รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี 8,586.6 ดอลลาร์สหรัฐ


แรงงาน 11.8 ล้านคน อยู่ในภาคบริการ 40.5% ภาคการเกษตร 39.1% และภาคอุตสาหกรรม 20.3%


อัตราการว่างงาน 9.8%


อัตราเงินเฟ้อ 1.9%


ผลผลิตทางการเกษตร : ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี ผลไม้ประเภทส้ม องุ่น ผักสด มะกอก ปศุสัตว์ และไวน์


ผลผลิตอุตสาหกรรม : ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เหมืองและการแปรรูปฟอสเฟต อุตสาหกรรมอวกาศ การแปรรูปอาหาร เครื่องหนัง สิ่งทอ การก่อสร้าง พลังงาน และการท่องเที่ยว


ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุลการค้า 22,428 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


มูลค่าการส่งออก : 28,608 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


สินค้าส่งออก : สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป รถยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์อนินทรีย์ เครื่องรับวิทยุ แร่ดิบ ปุ๋ยเคมีและฟอสเฟต ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ผลไม้ประเภทส้ม ผักและปลา


คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : สเปน 23% ฝรั่งเศส 22% สหรัฐฯ 4.6% อิตาลี 4.3% อินเดีย 3.8%


มูลค่าการนำเข้า : 51,036 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


สินค้านำเข้า : น้ำมันดิบ เส้นใย อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ข้าวสาลี ก๊าซและไฟฟ้า วงจรวิทยุ และพลาสติก


คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : สเปน 15% ฝรั่งเศส 11% จีน 10% สหรัฐฯ 8% อิตาลี 5.5%


ทรัพยากรธรรมชาติ : ฟอสเฟต แร่เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ปลา และเกลือ


การทหารและความมั่นคง


การทหาร : กองทัพโมร็อกโก (Royal Armed Force) ประกอบด้วย ทบ. (Royal Morocco Army) ทร. (Royal Morocco Navy) และ ทอ. (Royal Moroccan Air force) งบประมาณทางทหารเมื่อปี 2561 อยู่ที่ 3,633 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 3.07% ของ GDP ผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 19-25 ปี จะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารและประจำการในกองทัพนาน 12 เดือน กำลังพลรวม : 395,800 นาย แยกเป็นกองกำลังประจำการ (ทบ. ทร. และ ทอ.) 195,800 นาย กองหนุน 150,000 นาย และกองกำลังกึ่งทหาร 50,000 นาย ทบ. กำลังพล 175,000 นาย ทร. กำลังพล 7,800 นาย ทอ. กำลังพล 13,000 นาย นอกจากนี้ โมร็อกโกส่งกองกำลังร่วมในภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (MINUSCA) ในสาธารณรัฐแอฟริกากลางจำนวน 765 นาย และภารกิจ MONUSCO ในคองโกจำนวน 527 คน


ยุทโธปกรณ์สำคัญ : รถหุ้มเกราะติดอาวุธ 2,422 คัน รถหุ้มเกราะกู้ภัยและส่งกำลังบำรุง 48 คัน เครื่องยิงอาวุธต่อสู้รถถัง 470 เครื่อง ปืนใหญ่ 2,306 กระบอก อากาศยานไร้คนขับ ISR รุ่น R4E-50 Skyeye เครื่องยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านอากาศยานประมาณ 49 เครื่อง เครื่องยิงปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน 407 เครื่อง เรือพิฆาต 1 ลำ เรือฟริเกต 5 ลำ เรือตรวจการณ์และเรือรบชายฝั่ง 50 ลำ เรือรบสะเทินน้ำสะเทินบก 5 ลำ เรือสนับสนุน 9 ลำ เฮลิคอปเตอร์ ASW/ASUW รุ่น AS565SA Panther 3 เครื่อง เครื่องบินประจำการประมาณ 197 เครื่อง เช่น เครื่องบินขับไล่ เฮลิคอปเตอร์ ขีปนาวุธจากอากาศสู่พื้น ขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ และระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์


 


สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ AU, ABEDA, AfDB, AFESD, AMF, AMU, CD, EBRD, FAO, G-11, G-77, IAEA, IBRD, ICAO, ICC, ICRM, IDA, IDB, IFAD, IFC, IFRCS, IHO, ILO, IMF, IMO, IMSO, Interpol, IOC, IOM, IPU, ISO, ITSO, ITU, ITUC, LAS, MIGA, MONUSCO, NAM, OAS, OIC, OIF, OPCW, OSCE, Paris Club, PCA, UN, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, UNIDO, UNMIS, UNOCI, UNWTO, UPU, WCO, WHO, WIPO, WMO, WTO


การขนส่งและโทรคมนาคม ท่าอากาศยาน 55 แห่ง ท่าอากาศยานนานาชาติที่สำคัญ คือ ท่าอากาศยาน Mohammed V International Airport ในคาซาบลังกา ทางรถไฟระยะทาง 2,067 กม. ถนนระยะทาง 57,300 กม. และท่าเรือสำคัญ ได้แก่ คาซาบลังกา Jorf Lasfar Mohammedia Safi และ Tangier การโทรคมนาคม : โทรศัพท์พื้นฐานให้บริการประมาณ 2,046,390 เลขหมาย โทรศัพท์เคลื่อนที่ 43.9 ล้านเลขหมาย รหัสโทรศัพท์ +212 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 19.6 ล้านคน รหัสอินเทอร์เน็ต .ma เว็บไซต์การท่องเที่ยว :http://www.morocco-travel.com/, http://www.morocco.com/


การเดินทาง ไม่มีเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-ราบัตหรือคาซาบลังกา ต้องต่อเที่ยวบินที่ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส หรืออิตาลี ซึ่งใช้เวลาเดินทางระหว่าง 16-30 ชม. (ขึ้นอยู่กับจุดต่อเครื่อง) เวลาในโมร็อกโกช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 6 ชม. การเดินทางเข้าโมร็อกโกต้องขอรับการตรวจลงตราโดยติดต่อที่ สอท.โมร็อกโก ณ กรุงเทพฯ


สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม


1. ปัญหาความไม่สงบทางสังคม อันเนื่องมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจในโมร็อกโกบ่อยครั้ง ประชาชนต้องการให้รัฐบาลปรับปรุงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น แก้ไขปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนที่มีอัตราการว่างงานสูง โดยเมื่อปี 2561 อัตราการว่างงานอยู่ที่ 9.8% รวมถึงต้องการลดอำนาจทางการเมืองของสมเด็จพระราชาธิบดีในการแต่งตั้งและถอดถอน นรม. ครม. รวมถึงการเป็นผู้นำทางศาสนา ฯลฯ


2. ปัญหาการก่อการร้าย โมร็อกโกยังเผชิญปัญหาการก่อการร้ายจากกลุ่ม Islamic State (IS) และกลุ่ม AQIM (Al-Qaida in the Islamic Maghreb) ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอัลกออิดะฮ์ โดยเหตุก่อการร้ายที่น่าสะเทือนใจคือ เหตุฆาตกรรมฆ่าตัดศีรษะนักท่องเที่ยวหญิงชาวสแกนดิเนเวีย 2 คน ที่เทือกเขาแอตลาส ในโมร็อกโก เมื่อ 17 ธ.ค. 2561 โดยผู้ก่อเหตุได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่ม IS นอกจากนี้ โมร็อกโกยังกังวลปัญหานักรบสมาชิกกลุ่ม IS ที่เป็นชาวโมร็อกโกเดินทางกลับถิ่นฐานเดิม (returnees) หลังจาก IS สูญเสียฐานที่มั่นส่วนใหญ่ในอิรักและซีเรียช่วงปลายปี 2557 ทั้งนี้ โมร็อกโกมีการจับกุมและดำเนินคดี returnees แล้วกว่า 200 คน ซึ่งข้อมูลเมื่อปี 2558 พบว่ามีชาวโมร็อกโกเข้าร่วมกลุ่ม IS จำนวน 1,666 คน โดยนักรบ IS ชาวโมร็อกโกบางส่วนไม่เดินทางกลับโมร็อกโกเพราะกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีจึงไปตั้งถิ่นฐานในตุรกี (พยายามให้ได้สิทธิพำนักอย่างถูกกฎหมายและสิทธิทางการทูต) และบางส่วนอพยพเข้าสู่ยุโรปแบบผิดกฎหมาย


โมร็อกโกเสี่ยงต่อการเป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย เนื่องจาก 1) การกระตุ้นของกลุ่ม IS ให้สมาชิกและผู้สนับสนุนก่อเหตุโจมตีในบ้านเกิด 2) การแพร่ขยายแนวคิดหัวรุนแรง โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนที่มีการว่างงานสูง และอ่อนไหว ซึ่งอาจถูกชักจูงเป็นพวกแนวคิดหัวรุนแรงหรือเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายได้ง่าย 3) โมร็อกโกยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของชาวยุโรป และ 4) โมร็อกโกอยู่ติดภูมิภาค Sahel ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มก่อการร้ายสากลทั้งกลุ่ม IS และกลุ่ม AQ มักใช้เป็นแหล่งซ่อนตัว และยังเป็นพื้นที่บ่มเพาะปัญหาการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และความรุนแรง แม้ว่าทางการโมร็อกโกมักจะอ้างความสำเร็จในการปราบปรามกลุ่ม IS ภายในประเทศ แต่ยังมีข่าวการจับกุมสมาชิกกลุ่ม IS ในโมร็อกโกเป็นระยะ ๆ นอกจากนี้ ยังพบผู้ก่อการร้ายในยุโรป รวมถึงฝรั่งเศส เบลเยียม และสเปน มีเชื้อสายโมร็อกโกด้วย


3. ปัญหาข้อพิพาทดินแดน Western Sahara ระหว่างโมร็อกโกกับกลุ่ม Polisario Front ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันเพื่ออ้างสิทธิ์เหนือดินแดน Western Sahara ระหว่างปี 2518-2541 โดยสหประชาชาติเข้ามาเป็นเจ้าภาพจัดทำข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 2541 และให้มีกองกำลัง UN ประจำ Western Sahara (United Nations Mission for the Referendum in Western Sahara-MINURSO) มีกำลังพลประมาณ 450 คน แต่ยังคงมีการปะทะกันอยู่เป็นระยะ โดยโมร็อกโกต้องการแสวงประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอุดมไปด้วยฟอสเฟต แหล่งประมง และยังคาดว่ามีแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งด้วย โดยต้องการให้ Western Sahara เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน และให้เพียงอำนาจปกครองตนเองแก่ชาวซาห์ราวี (ชนดั้งเดิมที่อยู่ใน Western Sahara) เท่านั้น ในขณะที่กลุ่ม Polisario Front เรียกร้องให้มีการจัดการลงประชามติกำหนดใจตนเองเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชจากโมร็อกโก โดยที่ผ่านมาสหประชาชาติเข้ามามีบทบาทในการเจรจาสันติภาพเพื่อไกล่เกลี่ยยุติปัญหาดังกล่าว โดยจัดเจรจาสันติภาพ Western Sahara แล้ว 2 รอบ ที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อ ธ.ค. 2561 และ มี.ค. 2562 แต่ผลการประชุมมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อย


4. ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างโมร็อกโกกับอิหร่าน โดยเมื่อ 1 พ.ค. 2561 โมร็อกโกประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน รวมถึงสั่งขับนักการทูตอิหร่านออกจากโมร็อกโก และปิด สอท.โมร็อกโก ประจำเตหะราน เนื่องจากเห็นว่าอิหร่านให้การสนับสนุนเงินทุนและอาวุธแก่กลุ่ม Polisario Front ผ่านกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ และ สอท.แอลจีเรีย ประจำราบัต


5. ปัญหาผู้อพยพ โมร็อกโกประสบปัญหาผู้ลักลอบอพยพไปยังยุโรปทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยกระทรวงมหาดไทยโมร็อกโกเผยแพร่สถิติเมื่อปี 2561 ว่าทางการสามารถสกัดกั้นผู้ลักลอบอพยพจากโมร็อกโกไปยุโรปจำนวน 88,761 คน


ความสัมพันธ์ไทย-โมร็อกโก


ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับโมร็อกโกเมื่อ 4 ต.ค. 2528 โดยเมื่อ มี.ค. 2537 ไทยเปิด สอท. ประจำราบัต ส่วนโมร็อกโกเปิด สอท. ณ กรุงเทพฯ เมื่อ ส.ค. 2537 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโมร็อกโกเป็นไปอย่างราบรื่น และมีความพยายามที่จะพัฒนาสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น


ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ และมีกลไกเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือทวิภาคี เช่น การประชุม Political Consultations ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย สภาธุรกิจไทย-โมร็อกโก และกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-โมร็อกโก นอกจากนี้ โมร็อกโกเคยให้การสนับสนุนไทยในเวที OIC และแสดงความเข้าใจในสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งยังแสดง ความพร้อมที่จะสนับสนุนไทยในการส่งเสริมอิสลามศึกษาตามแนวทางสายกลาง เพื่อต่อสู้กับแนวคิดของกลุ่มสุดโต่ง โดยโมร็อกโกให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีแก่นักศึกษาไทย จำนวน 15 ทุน เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2537 โดยนักศึกษาไทยส่วนใหญ่เรียนด้านอิสลามศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย Cadi Ayyad และมหาวิทยาลัย Mohammed V เป็นต้น


ปัจจุบัน โมร็อกโกต้องการขยายความสัมพันธ์กับภูมิภาคเอเชียมากขึ้น รวมทั้งไทย ด้วยการเพิ่มความร่วมมือหลากหลายกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นหุ้นส่วนทวิภาคีของอาเซียนกับโมร็อกโกในลักษณะเป็นความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation-SSC) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาทางเศรษฐกิจและวิชาการ ทั้งนี้ โมร็อกโกเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia-TAC) เมื่อ 6 ก.ย. 2559 โดยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคแอฟริกาและอาหรับที่เข้าร่วมในสนธิสัญญาดังกล่าว การเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC) และการสมัครเป็นคู่เจรจาเฉพาะสาขาของอาเซียน (Sectoral Dialogue Partner-SDP) เมื่อ 29 พ.ย. 2559 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาถึงความเกี่ยวพันระหว่างกัน ทั้งนี้ นโยบายต่างประเทศของโมร็อกโกต่อประเทศสมาชิกอาเซียนมีพัฒนาการที่ดีมาโดยตลอด โมร็อกโกมีความคืบหน้าในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ เป็นอย่างดี เฉพาะอย่างยิ่งกับมาเลเซีย เวียดนาม และไทย ปัจจุบันโมร็อกโกมี สอท.แล้ว ใน 5 ประเทศของอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย


เมื่อปี 2561 มีชาวโมร็อกโกเดินทางมาไทย 14,999 คน (ข้อมูลจาก สตม.) ปัจจุบันมีคนไทยในโมร็อกโกมีจำนวน 291 คน ส่วนใหญ่เป็นพนักงานร้านนวดแผนโบราณ ร้านอาหาร และเป็นช่างฝีมือในโรงงานเครื่องประดับ และเป็นนักศึกษา 63 คน ส่วนใหญ่เรียนด้านเทววิทยา อิสลามศึกษา เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านภาษา (ไม่รู้ภาษาฝรั่งเศส)


การค้าระหว่างไทยกับโมร็อกโกมีมูลค่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในแอฟริกา โดยโมร็อกโกเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 16 ของไทยในภูมิภาคแอฟริกา และอันดับที่ 88 ของโลก โดยเมื่อปี 2561 การค้าระหว่างไทยกับโมร็อกโกมีมูลค่า 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปยังโมร็อกโกมูลค่า 107.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัว 8.3%) และนำเข้าจากโมร็อกโกมูลค่า 62.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัว 25%) โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 44.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่ไทยนำเข้าจากโมร็อกโกที่สำคัญ ได้แก่ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง เสื้อผ้าสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า สินแร่โลหะอื่น ๆ ไดโอดทรานซิสเตอร์ เป็นต้น


สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังโมร็อกโกยังค่อนข้างจำกัดอยู่ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ เส้นใยประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น ปัจจุบันไทยมุ่งส่งเสริมการส่งออกสินค้าประเภทอื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งไทยมีศักยภาพและมีความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยการส่งออกสินค้าอาหารของไทยหลายรายการติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่ส่งออกไปยังโมร็อกโก เช่น ข้าว ผักผลไม้แปรรูป สินค้าอาหารแปรรูปอื่น ๆ และยังมีแนวโน้มอัตราการขยายตัวมากขึ้นในอนาคต โดยมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการค้าและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าอาหารไทยในโมร็อกโกอย่างต่อเนื่อง


สำหรับการลงทุน โมร็อกโกเข้าลงทุนในบริษัท O’BRILLANT ASIA PACIFIC CO., LTD. ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องประดับและชิ้นส่วน มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 20 ล้านบาท ส่วนบริษัท Minor Group ของไทยจะเข้าลงทุนในโมร็อกโกสร้างโรงแรม Anantara ที่เมืองแทนเจียร์ คาดว่าจะเปิดทำการในปี 2563


ข้อตกลง/ความตกลงที่ลงนามแล้ว จำนวน 8 ฉบับ ได้แก่ 1) ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ ปี 2541 2) ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางทะเล ปี 2542 3) ความตกลงว่าด้วยการค้า ปี 2543 4) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถือหนังสือเดินทางทูต หนังสือเดินทางราชการ และหนังสือเดินทางพิเศษ ปี 2558 5) พิธีสารว่าด้วยการปรึกษาหารือและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย และกระทรวงการต่างประเทศโมร็อกโก ปี 2558 6) บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางวิชาการ ปี 2558 7) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านศุลกากร ปี 2559 และ 8) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาและการวิจัยไทย-โมร็อกโก ปี 2561

 
 
 
 

ผู้นำโมร็อกโก

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 21, 2019, 11:25 p.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำโมร็อกโก
 

สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6


(King Mohammed VI)


ตำแหน่ง กษัตริย์หรือสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ที่ 3 ของโมร็อกโกที่ปกครองประเทศหลัง ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อปี 2499


ประสูติ 21 ส.ค. 2506 (พระชนมพรรษา 57 พรรษา/ปี 2563) ที่ กรุงราบัต โมร็อกโก


มีพระฉายาว่า M6 หรือ bachelor playboy เป็นโอรสในกษัตริย์ Hassan II


และมเหสี Lalla Latifa Hammou (มาจากชนเผ่าเบอร์เบอร์) เป็นพระราชโอรส พระองค์โต ดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารตั้งแต่ประสูติ มีพระอนุชา 1 พระองค์


(เจ้าชาย Moulay Rachid) และพระขนิษฐภคินี 3 พระองค์ ได้แก่


เจ้าหญิง Lalla Meryem เจ้าหญิง Lalla Asma และเจ้าหญิง Lalla Hasna


การศึกษา ทรงเข้ารับการศึกษาทางศาสนาและหลักสูตรสามัญควบคู่กันตั้งแต่พระชนมายุ 4 พรรษาในพระราชวัง ทรงจบการศึกษาขั้นปริญญาตรีเมื่อปี 2524 และทรงศึกษา ต่อด้านกฎหมายที่ the College of law of the Mohammed V University ที่ Agdal ในกรุงราบัต (ที่มีการบรรยายจากมหาวิทยาลัย Imperial College และ University of Rabat) เมื่อปี 2528 จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการเมือง Certificatd’Études Supérieures (CES) เมื่อปี 2530 และปริญญาเอกด้านกฎหมาย a Diplôme d’Études Approfondies DEA จาก University of Nice Sophia Antipolis ฝรั่งเศส เมื่อปี 2545 นอกจากนี้ ทรงได้รับปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ (doctor honoris causa) จาก George Washington University สหรัฐฯ เมื่อ 22 มิ.ย. 2553 จากการส่งเสริมประชาธิปไตยในโมร็อกโก


สถานภาพทางครอบครัว ทรงอภิเษกสมรสกับ นาง Salma Bennani (H.R.H. Princess Laalla Salma) มีพระราชโอรส 1 พระองค์ และพระธิดา 1 พระองค์ ได้แก่ มกุฎราชกุมาร


Moulay Hassan (พระชนมายุ 16 พรรษา/ปี 2563) และเจ้าหญิง Lalla Khadija (พระชนมายุ 12 พรรษา/ปี 2563)


พระราชประวัติการทำงาน


ปี 2535-2537 ทรงดำรงตำแหน่งพันตรีในกองทัพโมร็อกโก และ Coordinator of the Offices and Services of the Royal Armed Forces


ปี 2537 ทรงดำรงตำแหน่งประธาน High Council of Culture และผู้บัญชาการทหาร the Royal Moroccan Army จนถึงปี 2542


30 ก.ค. 2542 ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 พระราชบิดา


พระราชประวัติที่น่าสนใจ


สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 และราชตระกูล ถือหุ้นใน ONA Group เป็นกลุ่มธุรกิจเหมืองแร่ การแปรรูปอาหาร การค้าและธุรกิจด้านการเงิน เมื่อปี 2554 Forbes ประเมินว่า ทรงมีพระราชทรัพย์ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีโมร็อกโก


นายกรัฐมนตรี Saad Dine El Otmani


รมว.กระทรวงมหาดไทย Abdelouafi Laftit


รมว.กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือ Nasser Bourita


รมว.กระทรวงยุติธรรม Mohamed Benabdelkader


รมว.กระทรวงกิจการศาสนาอิสลาม Ahmed Toufiq


รมว.กระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง Mohamed Benchaaboun


รมว.กระทรวงที่อยู่อาศัย วางผังเมืองและบริหารเขตเมือง Nezha Bouchareb


รมว.กระทรวงเกษตร การประมง การพัฒนาชนบท น้ำและป่า Aziz Akhannouch


รมว.กระทรวงการศึกษา อาชีวศึกษา การศึกษาขั้นสูง และวิจัยวิทยาศาสตร์ Said Amazazi


รมว.กระทรวงวัฒนธรรม เยาวชนและกีฬา El Hassan Abyaba


รมว.กระทรวงเครื่องมือ การขนส่ง และโลจิสติกส์ Abdelkader Amara


รมว.กระทรวงสาธารณสุข Khalid Ait Taleb


รมว.กระทรวงพลังงาน เหมืองแร่ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน Aziz Rebbah


รมว.กระทรวงการแรงงานและอาชีวศึกษา Mohamed Amkraz


รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม การลงทุน การค้าและเทคโนโลยีสมัยใหม่ Moulay Hafid Elalamy


รมว.กระทรวงท่องเที่ยว คมนาคมทางอากาศ หัตถกรรม และเศรษฐกิจสังคม Nadia Fettah Alaoui


รมว.กระทรวงพัฒนาสังคม ครอบครัว ความเสมอภาค และความเป็นปึกแผ่นทางสังคม Jamila EL Moussali


รมว.กระทรวงสิทธิมนุษยชน Mustapha Ramid


ที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ Fouad Ali El Himma


โฆษกรัฐบาล El Hassan Abyaba


เลขาธิการรัฐบาล Mohammed Hajoui


---------------------------------------------


(ต.ค. 2562)