สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

Islamic Republic of Iran

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 24, 2019, 1:50 p.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Jan. 6, 2020, 4:02 p.m.
ธงอิหร่าน
 

เมืองหลวง       เตหะราน


ที่ตั้ง              ภูมิภาคตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูด 24-40 องศาเหนือและระหว่างเส้นลองจิจูด 44-64 องศาตะวันออกในจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างเอเชียกลาง เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปตะวันออกรวมทั้งตั้งอยู่บนชายฝั่งของอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก (ประมาณ 40% ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก) มีพื้นที่ 1,648,195 ตร.กม. ใหญ่เป็นอันดับ 19 ของโลก และใหญ่ประมาณ 3.2 เท่าของไทย มีชายแดนทางบกยาว 5,894 กม. และมีชายฝั่งทะเลยาว 2,440 กม.


อาณาเขต         


                    ทิศเหนือ              ติดกับอาร์เมเนีย (44 กม.) อาเซอร์ไบจาน (689 กม.) เติร์กเมนิสถาน (1,148 กม.) และทะเลสาบแคสเปียนยาว 740 กม.


                    ทิศตะวันออก        ติดกับอัฟกานิสถาน (921 กม.) และปากีสถาน (959 กม.)


                    ทิศใต้                 ติดกับอ่าวเปอร์เซีย และอ่าวโอมาน โดยมีชายฝั่งยาว 1,700 กม.


                    ทิศตะวันตก          ติดกับตุรกี (534 กม.) และอิรัก (1,599 กม.)


ภูมิประเทศ              เป็นหนึ่งในประเทศที่มีภูเขามากที่สุดในโลก พื้นที่กว่า 95% เป็นเทือกเขาสูงและที่ราบสูง ภาคตะวันตกเป็นพื้นที่ที่มีภูเขามากที่สุด เทือกเขาสำคัญ ได้แก่ คอเคซัส ซากรอซ และอัลบอร์ซ โดยยอดเขา Damavand (สูง 5,610 ม. หรือ 18,406 ฟุต) ในเทือกเขาอัลบอร์ซ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอิหร่านและเขตยูเรเซีย ภาคกลางเป็นที่ราบสูงผืนใหญ่ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งประเทศต่อเนื่องเข้าไปถึงอัฟกานิสถานและปากีสถาน ภาคตะวันออกส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ได้แก่ ทะเลทราย Dasht-e Kavir ซึ่งเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และทะเลทราย Dasht-e Lut ภาคเหนือปกคลุมด้วยพื้นที่ป่าฝนหนาแน่นที่เรียกว่า Shomal กับที่ราบชายฝั่งทะเลสาบแคสเปียน ภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบตั้งแต่ปากแม่น้ำ Shatt al-Arab (อิหร่านเรียกว่า Arvand Rud) บริเวณพรมแดนอิรัก-อิหร่าน ลงมาตามแนวชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลโอมาน


ภูมิอากาศ              เแตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ ภาคเหนือซึ่งเป็นชายฝั่งทะเลสาบแคสเปียนและป่าฝนค่อนข้างชุ่มชื้น อุณหภูมิช่วงฤดูร้อนไม่เกิน 29 องศาเซลเซียส ภาคตะวันตกซึ่งเป็นเทือกเขามีอากาศเย็น เฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูหนาวมักมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งและมีหิมะตกหนัก ภาคกลางและตะวันออกซึ่งเป็นทะเลทรายค่อนข้างแห้งแล้ง ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 200 มม.ต่อปี ฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ภาคใต้ซึ่งเป็นที่ราบชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน มีความชื้นในอากาศสูงและอุณหภูมิสูงในฤดูร้อน ฤดูกาลในอิหร่านแบ่งเป็น ฤดูใบไม้ผลิประมาณ มี.ค.-มิ.ย. ฤดูร้อนประมาณ มิ.ย.-ก.ย. ฤดูใบไม้ร่วงประมาณ ก.ย.-ธ.ค. และฤดูหนาวประมาณ ธ.ค.-มี.ค. ภัยธรรมชาติที่ประสบเป็นประจำ ได้แก่ ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุฝุ่น พายุทราย และแผ่นดินไหว


ประชากร              82,913,893 คน (ประมาณการปี 2562 ขององค์การสหประชาชาติ) เปอร์เซีย 61% อาเซอรี 16% เคิร์ด 10% ลูร์ 6% บาลูช 2% อาหรับ 2% เติร์กเมน 2% และอื่น ๆ 1%  อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 24.23% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 70.3% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 5.48% อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโดยรวมประมาณ 74.2 ปี อายุขัยเฉลี่ยเพศชาย 72.8 ปี อายุขัยเฉลี่ยเพศหญิง 75.6 ปี อัตราการเกิด 17.4 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 5.3 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร 1.19% (ประมาณการปี 2561)


ศาสนา              ศาสนาประจำชาติ คือ อิสลาม มีผู้นับถือ 99.4% (ในจำนวนนี้เป็นชีอะฮ์ 90-95% และซุนนี 5-10%) ศาสนาอื่น ๆ (โซโรอัสเตอร์ ยูดาย คริสต์ และบาไฮ) 0.3% และไม่สามารถระบุได้ 0.3%


ภาษา              ภาษาราชการ คือ ฟาร์ซี มีผู้ใช้ 53% นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาษาถิ่นเติร์กอาเซอรี 18% เคิร์ด 10% กิลาคและมาซันดารัน 7% ลูร์ 6% บาลูช 2% อาหรับ 2% และอื่น ๆ 2%


การศึกษา              อัตราการรู้หนังสือ 87% (ข้อมูลปี 2561 ของกระทรวงศึกษาธิการอิหร่าน) งบประมาณด้านการศึกษา 3.95% ของ GDP (ข้อมูลปี 2561 ของธนาคารโลก) การเรียนการสอนในระดับประถมและมัธยมศึกษาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและบริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาเฉพาะด้าน เช่น การแพทย์ อยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขและแพทยศาสตร์ ขณะที่ด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัยและพัฒนา และอื่น ๆ อยู่ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์ วิจัยและเทคโนโลยี ทั้งนี้ รัฐบาลอิหร่านจัดการศึกษาแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายในระดับอุดมศึกษาเฉพาะการศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ ปัจจุบันมีวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทั่วประเทศมากกว่า 2,500 แห่ง


การก่อตั้งประเทศ              อิหร่านหรือเปอร์เซียในอดีตเริ่มก่อตั้งเป็นอาณาจักรที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์มาตั้งแต่ 2,800 ปีก่อนคริสตกาล และพัฒนากลายเป็นจักรวรรดิเมื่อ 625 ปีก่อนคริสตกาล ศาสนาอิสลามเข้าสู่เปอร์เซียตั้งแต่ปี 1194 ส่วนเตหะรานได้รับการสถาปนาเป็นเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์กอญัรตั้งแต่ปี 2338 มาจนถึงปัจจุบัน การเปลี่ยนชื่อประเทศจากเปอร์เซียเป็นอิหร่านซึ่งหมายถึง “ดินแดนของชาวอารยัน” มีขึ้นในรัชสมัยชาห์ เรซอ ปะห์ลาวี เมื่อปี 2478 กษัตริย์องค์สุดท้าย คือ ชาห์ มุฮัมมัด เรซอ ปะห์ลาวี ที่ปกครองประเทศแบบลุแก่อำนาจจนสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนและนำไปสู่การลุกฮือ ที่รู้จักทั่วไปว่า “การปฏิวัติอิสลาม” ภายใต้การนำของอายะตุลลอฮ์ รูฮุลลอฮ์ มูซาวี โคมัยนี นักการศาสนาที่ได้รับความเคารพอย่างสูงซึ่งลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส จนชาห์มุฮัมมัด ของอิหร่านต้องเสด็จฯ ไปลี้ภัยในต่างประเทศ เมื่อ 16 ม.ค. 2522 และเสด็จสวรรคตที่อียิปต์เมื่อปี 2523 ขณะที่อายะตุลลอฮ์ โคมัยนีเดินทางกลับประเทศและเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยการสถาปนาสาธารณรัฐอิสลามขึ้นเมื่อ 1 เม.ย. 2522 โดยใช้บทบัญญัติของศาสนาอิสลาม (ชะรีอะฮ์) เป็นแนวทางปกครองและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อ ธ.ค. 2522 (แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี 2532)


วันชาติ              ปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลาม (Islamic Republic) มีผู้นำสูงสุด (Rahbar) เป็นประมุขของรัฐทั้งฝ่ายศาสนจักรและอาณาจักร ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน คือ อายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี ฮุซัยนี คอมะนะอี ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ มิ.ย. 2532 มีประธานาธิบดี (Ra’is-e Jomhoor) เป็นผู้นำรัฐบาล ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ ดร.ฮะซัน รูฮานี ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 หลังจากชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 19 พ.ค. 2560 ด้วยคะแนนเสียงกว่า 23.54 ล้านคะแนน (57.13% ของผู้ไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง)
                    รัฐธรรมนูญอิหร่านแบ่งอำนาจสูงสุดออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่
                    ฝ่ายบริหาร : มีการจัดสรรอำนาจอย่างซับซ้อน ผู้นำสูงสุดเป็นประมุขของรัฐ มาจากการคัดเลือกโดยสภาผู้ชำนัญ (Assembly of Experts) วาระการดำรงตำแหน่งตลอดชีพ มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจเรื่องสำคัญทุกเรื่อง รวมทั้งการแต่งตั้งบุคคลสำคัญหลายตำแหน่ง ขณะที่ประธานาธิบดีเป็นผู้นำรัฐบาล มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน วาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องได้ไม่เกิน 2 สมัย และดำรงตำแหน่งได้สูงสุดไม่เกิน 3 สมัย ประธานาธิบดีมีอำนาจแต่งตั้ง ครม. โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา อำนาจในการถอดถอนประธานาธิบดีเป็นของผู้นำสูงสุด การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นใน พ.ค. 2564
                    ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภาแบบสภาเดี่ยว คือ สภาที่ปรึกษาอิสลาม (Majles-e-Shura-ye-Eslami เรียกสั้น ๆ ว่า Majles) มีสมาชิก 290 คน ที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนและได้รับการรับรองจากสภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญ วาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 26 ก.พ. 2559 และครั้งต่อไปจะมีขึ้นใน ก.พ. 2563 มีหน้าที่สำคัญ คือ การออกกฎหมาย การรับรองรายชื่อ ครม.ที่ประธานาธิบดีแต่งตั้ง การให้สัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างประเทศ การอนุมัติงบประมาณแผ่นดิน และการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร
                    ฝ่ายตุลาการ : สภาตุลาการสูงสุด (High Council of the Judiciary) ซึ่งมีสมาชิก 4 คน มาจากการแต่งตั้งโดยผู้นำสูงสุด มีหน้าที่กำกับการบังคับใช้กฎหมาย กำหนดนโยบายด้านกฎหมาย และมีอำนาจแต่งตั้งประธานศาลสูงสุดและอัยการสูงสุด ระบบศาลของอิหร่านมีทั้งศาลที่พิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญาทั่วไป (Public Courts) กับศาลปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Courts) ที่พิจารณาคดีอาญาที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติและอุดมการณ์ปฏิวัติอิสลาม คำตัดสินของศาลปฏิวัติอิสลามถือเป็นที่สิ้นสุดไม่สามารถอุทธรณ์ได้ นอกจากนี้ ยังมีศาลพิเศษสำหรับนักการศาสนา (Special Clerical Court) ซึ่งเป็นอิสระจากระบบศาลข้างต้น มีหน้าที่พิจารณาคดีอาญาที่นักการศาสนาตกเป็นผู้ต้องหาโดยขึ้นตรงต่อผู้นำสูงสุด คำตัดสินของศาลนี้ถือเป็นที่สิ้นสุด ไม่สามารถอุทธรณ์ได้)


                    นอกจากนี้ ยังมีองค์กรสำคัญอื่น ๆ ที่ตั้งขึ้นตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ได้แก่
                    สภาผู้ชำนัญ (Assembly of Experts) สมาชิก 86 คน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาที่มาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี จัดประชุมอย่างน้อย 2 วันทุก 6 เดือน มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของผู้นำสูงสุดให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย อีกทั้งมีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้นำสูงสุด แต่ไม่มีอำนาจคัดค้านการตัดสินใจของผู้นำสูงสุด ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 26 ก.พ. 2559
                    สภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญ (Guardian Council of the Constitution) สมาชิก 12 คน ได้รับการแต่งตั้งจากผู้นำสูงสุด 6 คน และอีก 6 คน เป็นผู้พิพากษาที่ประธานสภาตุลาการสูงสุดเสนอชื่อให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือก วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี มีหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญ รวมทั้งพิจารณาคุณสมบัติผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทุกระดับทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งเพื่อให้แน่ใจได้ว่า บุคคลเหล่านี้มีความภักดีต่ออุดมการณ์ปฏิวัติอิสลาม นอกจากนี้ ยังมีอำนาจในการใช้สิทธิยับยั้งการออกกฎหมายบางฉบับให้รัฐสภานำกลับไปแก้ไขใหม่ได้ หากเห็นว่าขัดกับรัฐธรรมนูญและหลักชะรีอะฮ์
                    สภาผู้ชี้ขาด (Expediency Discernment Council) เป็นองค์กรที่มีอำนาจมากที่สุดองค์กรหนึ่ง สมาชิกทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งโดยผู้นำสูงสุด วาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี สมาชิกสภาชุดปัจจุบันมี 28 คน ทำมีหน้าที่ให้คำแนะนำด้านนโยบายแก่ผู้นำสูงสุด ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ รวมทั้งไกล่เกลี่ยกรณีสภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญและรัฐสภามีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับข้อกฎหมาย
                    พรรคการเมืองสำคัญ ได้แก่ 1) Islamic Iran Developers Coalition (Abadgaran) พรรคอนุรักษ์นิยมใหม่ของอดีตประธานาธิบดีมะห์มูด อะห์มัดดีเนญอด 2) National Trust Party ของนายมะฮ์ดี กัรรูบี อดีตประธานรัฐสภา 3) United Front of Principlists 4) Broad Popular Coalition of Principalists ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมเคร่งจารีต 5) The Second Khordad Front ซึ่งเป็นแนวร่วมของกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองสายปฏิรูปหลายกลุ่ม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม Green Path of the Hope ของนายมีร ฮอสเซน มูซาวี นักการเมืองสายปฏิรูป ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2552 ซึ่งไม่ได้ขออนุญาตกระทรวงมหาดไทยเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่ม/พรรคการเมืองอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย


เศรษฐกิจ              ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง แต่การที่รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการควบคุมราคาสินค้าและอุดหนุนการผลิตสินค้าบางรายการ โดยปล่อยให้ภาคเอกชนมีบทบาทจำกัดเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก เช่น การเกษตร การบริการ ทำให้เกิดการบิดเบือนของกลไกตลาด นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องพึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเป็นหลักนับตั้งแต่มีการค้นพบแหล่งน้ำมันในประเทศเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 อย่างไรก็ดี รัฐบาลสมัยอดีตประธานาธิบดีอะห์มัดดีเนญอด พยายามดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจให้เสรีมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งการลดการอุดหนุนราคาสินค้าประเภทอาหารและพลังงานเพื่อลดภาระของรัฐ หลังจากประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณ ปัญหาเงินเฟ้อและการว่างงานสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีรูฮานี ซึ่งได้รับเลือกตั้งต่อจากอดีตประธานาธิบดีอะห์มัดดีเนญอด เมื่อ มิ.ย. 2556 และชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 เมื่อ พ.ค. 2560 ดำเนินนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ภาคการเงินและการธนาคาร สร้างบรรยากาศทางธุรกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และกระตุ้นการเติบโตของภาคเอกชน ทั้งนี้ อิหร่านปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยระบบตลาดเพื่อหวังปูทางไปสู่การเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในอนาคต
                    ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ : น้ำมันดิบมีปริมาณสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้วประมาณ 157,200 ล้านบาร์เรล (มากเป็นอันดับ 4 ของโลก) กำลังผลิตวันละ 4.251 ล้านบาร์เรล (ประมาณการเมื่อปี 2561) และส่งออกได้วันละประมาณ 365,000 บาร์เรล (เมื่อ ก.ค. 2562) ทั้งนี้ บริษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Iranian Oil Company-NIOC) ของรัฐบาลอิหร่าน มีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอยู่ในระดับมากกว่าวันละ 4.5 ล้านบาร์เรล ภายในปี 2565 สำหรับก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้ว 33.72 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร (มากเป็นอันดับ 2 ของโลก) กำลังผลิตวันละประมาณ 248,524 ล้านลูกบาศก์เมตร และส่งออกได้วันละ 12,327 ล้านลูกบาศก์เมตร. (ข้อมูลปี 2561 ของ OPEC) นอกจากนี้ ยังมีแร่ธาตุสำคัญได้แก่ ถ่านหิน โครเมียม ทองแดง แร่เหล็ก ตะกั่ว แมงกานีส สังกะสี และกำมะถัน
                     สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : รียาล (Rial)
                    อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ดอลลาร์สหรัฐ : 42,105 รียาล
                    อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 บาท : 1,386.2 รียาล (ต.ค. 2562)
ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 485,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2562 ของ IMF)
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : - 9.5%
ดุลบัญชีเดินสะพัด : - 12,268 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ : 103,172 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 17,600 ดอลลาร์สหรัฐ
อัตราเงินเฟ้อ : 35.7%
อัตราการว่างงาน : 16.8%
แรงงาน : 27.72 ล้านคน (ประมาณการปี 2562 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ)
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ได้เปรียบดุลการค้า 54,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลเมื่อปี 2561 ของ WTO)
มูลค่าการส่งออก : 96,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : ปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ พลาสติก สารเคมีอินทรีย์ เหล็กหล่อและเหล็กกล้า สินแร่ ผักและผลไม้ ปุ๋ย เกลือ กำมะถัน ปูนซีเมนต์ และทองแดง
ประเทศส่งออกสินค้าสำคัญ : จีน อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อัฟกานิสถาน เกาหลีใต้ ตุรกี อินเดีย ปากีสถาน อินโดนีเซีย โอมาน ไทย และอาเซอร์ไบจาน
มูลค่าการนำเข้า : 41,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : เครื่องจักรสำหรับภาคอุตสาหกรรม คอมพิวเตอร์ ธัญพืช เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า เวชภัณฑ์ ยานพาหนะ เมล็ดพืชน้ำมัน อุปกรณ์ทางการแพทย์ สารเคมีอินทรีย์
ประเทศนำเข้าสินค้าสำคัญ : จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย ตุรกี เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ รัสเซีย อิตาลี และสหราชอาณาจักร


การทหาร              กองทัพอิหร่านมีขีดความสามารถมากที่สุดประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง อิหร่านใช้จ่ายงบประมาณด้านการทหารเมื่อปี 2561 ประมาณ 19,591 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.56% ของ GDP) มากเป็นอันดับ 18 ของโลก (จัดลำดับโดย Stockholm International Peace Research Institute เมื่อ เม.ย. 2562) นอกจากนี้ การที่อิหร่านต้องพัฒนาอาวุธขึ้นมาใช้งานเอง ในช่วงที่ต้องเผชิญมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจของสหประชาชาติ (UN) และประเทศมหาอำนาจตะวันตก ส่งผลให้อุตสาหกรรมทางทหารของอิหร่านมีความก้าวหน้าและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอิหร่านสามารถผลิตรถถัง ยานยนต์หุ้มเกราะ อาวุธปล่อยนำวิถี เรือดำน้ำ เรือรบ เรือพิฆาตติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีระบบเรดาร์ เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินขับไล่ และอากาศยานไร้คนขับ (UAVs หรือ Drone) ซึ่งองค์การอุตสาหกรรมการบินของอิหร่าน (Iran Aviation Industries Organization) ระบุเมื่อ ธ.ค. 2561 ว่า ศักยภาพการผลิต UAV ของอิหร่านอยู่ในอันดับ 5 ของโลก ขณะเดียวกันอิหร่านยังเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่กองทัพมีขีดความสามารถในการทำสงครามบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (cyber-warfare)
                    ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยตำแหน่ง มีสิทธิ์ขาดเพียงผู้เดียวในการประกาศและยุติสงคราม รวมทั้งมีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้บัญชาการเหล่าทัพต่าง ๆ โดยแบ่งเป็น
                    1)  กองทัพแห่งชาติ (Islamic Republic of Iran Regular Forces) หรือ Artesh อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองบัญชาการใหญ่ของกองทัพแห่งชาติ (General Headquarters of Armed Forces) ขณะที่กระทรวงกลาโหมรับผิดชอบการวางแผนส่งกำลังบำรุงและจัดสรรงบประมาณให้เหล่าทัพต่าง ๆ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการบัญชาการปฏิบัติการในสนามรบ ทั้งนี้ กองทัพแห่งชาติมีกำลังพลทั้งสิ้น 350,000 นาย ประกอบด้วย
                        - ทบ.กำลังพลประจำการ 130,000 นาย กำลังพลสำรอง 220,000 นาย ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ รถถัง (MBT) ที่ผลิตขึ้นเองรุ่น T-72S จำนวน 480 คัน รุ่น M-60A1 จำนวน 150 คัน รุ่น T-62 กว่า 75 คัน รุ่น Chieftain Mk3/Mk5 จำนวน 100 คัน (เป็นรถถังของสหราชอาณาจักร ที่ประจำการตั้งแต่สมัยชาห์) รุ่น T-54/T-55/Type-59/Safir-74 จำนวน 540 คัน รุ่น M47/M48 จำนวน 168 คัน (เป็นรถถังของสหรัฐฯ ที่ประจำการตั้งแต่สมัยชาห์) รุ่น Karrar (ใช้รุ่น T-90MS ของรัสเซียเป็นต้นแบบ) รุ่น Tiam (ใช้รุ่น M47/M48 ของสหรัฐฯ เป็นต้นแบบ) และรุ่น Zulfiqar (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) รถถังเบา (LT/TK) รุ่น Scorpion จำนวน 80 คัน และรุ่น Towsan (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ยานยนต์ลาดตระเวนหุ้มเกราะ (RECCE) รุ่น EE-9 Cascavel จำนวน 35 คัน ยานยนต์อเนกประสงค์หุ้มเกราะ (IFV) รุ่น BMP-1 จำนวน 210 คัน รุ่น BMP-2 จำนวน 400 คัน และรุ่น BMT-2 Cobra (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) รถสายพานลำเลียงหุ้มเกราะ (APC) รุ่น Boragh จำนวน 140 คัน รุ่น M113 จำนวน 200 คัน รุ่น BTR-50/BTR-60 จำนวน 300 คัน และรุ่น Rakhsh (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) จรวดนำวิถีต่อต้านรถถัง (MSL) แบบ MANPATS รุ่น 9K11 Malyutka รุ่น 9K11 Fagot รุ่น 9K113 Konkurs รุ่น Saeqhe และรุ่น Toophan (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลังต่อต้านรถถัง (RCL) ขนาดต่าง ๆ กว่า 200 กระบอก ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานและเครื่องยิงลูกระเบิด (ARTILLERY) จำนวนกว่า 6,798 กระบอก ปืนใหญ่วิถีราบ (GUNS) รุ่นและขนาดต่าง ๆ รวม 1,122 กระบอก ขีปนาวุธและอาวุธปล่อยทางยุทธวิธีแบบพื้นสู่พื้น (SRBM) รุ่น CSS-8 รุ่น Shahin-1/Shahin-2 รุ่น Nazeat และรุ่น Oghab (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) เครื่องบินลำเลียง (TPT) เฮลิคอปเตอร์แบบโจมตี (ATK) และแบบลำเลียง (TPT) รุ่นต่าง ๆ กว่า 230 เครื่อง อากาศยานไร้คนขับสำหรับภารกิจลาดตระเวนและสอดแนมรุ่น Mohajer 3/4 รุ่น Mohajer 2 รุ่น Shahed 129 และรุ่น Ababil (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ขีปนาวุธแบบพื้นสู่อากาศ (SAM) รุ่น FM-80 รุ่น 9K36 Strela-3 รุ่น 9K32 Strela-2 รุ่น Misaq 1/Misaq 2 รุ่น 9K338 Igla-S และรุ่น HN-5A (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน)
                        - ทร.เป็นกองกำลังที่มีขนาดเล็กที่สุดในกองทัพแห่งชาติ กำลังพลประจำการ 18,000 นาย ในจำนวนนี้เป็นนาวิกโยธินประมาณ 2,600 นาย แต่มีศักยภาพสูงที่จะก่อกวนเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจโลกโดยรวม ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เรือดำน้ำปราบเรือดำน้ำ (SSK) ชั้น Kilo จากรัสเซียจำนวน 3 ลำ เรือดำน้ำใกล้ฝั่ง (SSC) ชั้น Fateh จำนวน 1 ลำ เรือดำน้ำเล็ก (SSW/SSM) ชั้น Qadir จำนวน 16 ลำ และชั้น Nahang จำนวน 1 ลำ เรือคอร์เวต (เรือรบผิวน้ำขนาดเล็กติดตั้งขีปนาวุธ) ชั้น Jamaran จำนวน 1 ลำ ชั้น Alvand จำนวน 3 ลำ และชั้น Bayandor จำนวน 2 ลำ เรือตรวจการณ์ติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีปราบเรือดำน้ำ (PCFG) ชั้น Kaman จำนวน 13 ลำ เรือตรวจการณ์ติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านเรือ (PBG) ชั้น Hendijan จำนวน 3 ลำ ชั้น Kayvan จำนวน 3 ลำ และชั้น Parvin จำนวน 3 ลำ เรือตรวจการณ์โจมตีเร็ว (PBFT) แบบกึ่งดำน้ำ ชั้น Kajami จำนวน 3 ลำ เรือตรวจการณ์ชายฝั่ง (PBF/PB) ชั้น MIL55 จำนวน 1 ลำ ชั้น C14 จำนวน 9 ลำ ชั้น Hendijan จำนวน 9 ลำ ชั้น MkII จำนวน 6 ลำ และชั้น MKIII จำนวน 10 ลำ เรือยกพลขึ้นบกขนาดกลาง (LSM) ชั้น Farsi จำนวน 3 ลำ เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ (LST) ชั้น Hengam จำนวน 3 ลำ เรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบก (LSL/LSSL) ชั้น Fouque จำนวน 6 ลำ เรือระบายพลขนาดใหญ่ (LCU) ชั้น Liyan 110 จำนวน 1 ลำ และชั้นอื่น ๆ รวม 11 ลำ เรือสนับสนุนกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และปฏิบัติการทางน้ำชั้นอื่น ๆ รวม 18 ลำ ระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำรุ่น C-701 Kosar รุ่น C-704 Nasr รุ่น C-802 Noor รุ่น C-802A Ghader และ รุ่น Ra’ad (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) นอกจากนี้ มีการประจำการเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์แบบโจมตีและแบบลำเลียงรุ่นต่าง ๆ รวมประมาณ 56 เครื่อง ในหน่วยนาวิกโยธิน ทั้งนี้ เรือดำน้ำและเรือรบส่วนใหญ่เป็นยุทโธปกรณ์ที่อิหร่านพัฒนาและผลิตขึ้นใช้เอง
                        - ทอ.เป็นกองกำลังที่ค่อนข้างมีปัญหา เพราะแม้มีกำลังพลถึง 30,000 นาย แต่มีเครื่องบินรบที่สามารถใช้การได้เพียง 336 เครื่อง ส่วนใหญ่เข้าประจำการตั้งแต่สมัยชาห์ ด้วยเหตุนี้อิหร่านจึงพยายามพัฒนาเครื่องบินขึ้นเองเพื่อทดแทนของเก่า รวมทั้งสั่งซื้อเครื่องบินรบรุ่น Su-30 MKM จำนวน 250 เครื่อง เครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศรุ่น II-78 MKI จากรัสเซียจำนวน 20 เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ J-10 จากจีนจำนวน 2 ฝูงบิน อากาศยานที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ (FTR) รุ่น F-5B จำนวน 20 เครื่องรุ่น F-5E/F มากกว่า 55 เครื่อง รุ่น F-7M จำนวน 24 เครื่อง รุ่น F-14 จำนวน 43 เครื่อง รุ่น MiG-29/U/UB จำนวน 36 เครื่อง รุ่น Azarakhsh มากกว่า 6 เครื่อง เครื่องบินขับไล่และโจมตีภาคพื้นดิน (FAG) รุ่น F-4D/E จำนวน 64 เครื่อง รุ่น F-1E จำนวน 10 เครื่อง รุ่น Saegheh มากกว่า 6 เครื่อง รุ่น Su-22M4 มากกว่า 7 เครื่อง และรุ่น Su-22UM-3K มากกว่า 3 เครื่อง เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน (ATK) รุ่น Su-24MK จำนวน 29 เครื่อง รุ่น Su-25K จำนวน 7 เครื่อง และรุ่น Su-25UBK จำนวน 3 เครื่อง เครื่องบินปราบเรือดำน้ำ (ASW) รุ่น P-3F Orion จำนวน 3 เครื่อง
เครื่องบินขับไล่และลาดตระเวน (ISR) รุ่น RF-4E Phantom มากกว่า 6 เครื่อง เครื่องบินลำเลียงและลาดตระเวน (TKR/TPT) รุ่นต่าง ๆ รวม 120 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์โจมตีรุ่น Bell 412 จำนวน 2 เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (MRH/TPT) รุ่นต่าง ๆ กว่า 34 เครื่อง ขีปนาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยานแบบพื้นสู่อากาศ (SAM) พิสัยไกล รุ่น S-200 Angara จำนวน 10 ลูก รุ่น S-300PMU2 จำนวน 32 ลูก พิสัยกลางรุ่น MIM-23BI-HAWK มากกว่า 150 ลูก รุ่น S-75 Dvina จำนวน 45 ลูก พิสัยใกล้รุ่น FM-80 จำนวน 250 ลูก รุ่น 9K331 Tor-M1 จำนวน 29 ลูก เครื่องขีปนาวุธแบบ SAM ชนิดประทับบ่าและนำวิถีด้วยอินฟาเรด (Point-defence) รุ่น Rapier จำนวน 30 เครื่อง รุ่น FIM-92A Stinger และรุ่น 9K32 Strela-2 (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานรุ่น ZU-23 และรุ่น Oerlikon (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) อาวุธปล่อยนำวิถีแบบอากาศสู่อากาศ (AAM) รุ่น PL-2A รุ่น PL-7 รุ่น R-60 รุ่น R-73 รุ่น AIM-9J รุ่น R-27 รุ่น AIM-7E-2 และรุ่น AIM-54 (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) อาวุธปล่อยนำวิถีแบบอากาศสู่พื้นรุ่น AGM-65A รุ่น Kh-25 รุ่น Kh-25ML และรุ่น Kh-29 (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน) ขีปนาวุธต่อต้านเรือ (AShM) รุ่น C-801K ขีปนาวุธต่อต้านเรดาร์ (ARM) รุ่น Kh-58 และระเบิดนำวิถี (BOMBS) รุ่น GBU-87/B ที่อิหร่านผลิตขึ้นเอง (ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน)
                        - กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศ เป็นกองกำลังที่แยกตัวออกมาจาก ทอ. กำลังพล 12,000 นาย แต่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธในประจำการ
                    2)  กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guards Corps-IRGC) หรือ Pasdaran ขึ้นตรงต่อผู้นำสูงสุด มีกำลังพลมากกว่า 125,000 นาย ประกอบด้วย
                        - ทบ.ของ IRGC กำลังพลกว่า 100,000 นาย ภารกิจหลัก คือ การต่อต้านการก่อความไม่สงบภายในประเทศ ไม่ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์
                        - ทร.ของ IRGC กำลังพล 20,000 นาย ในจำนวนนี้เป็นนาวิกโยธินประมาณ 5,000 นาย ยุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เรือโจมตีเร็วขนาดเล็กชั้นต่าง ๆ จำนวน 1,500 ลำ เครื่องบินรุ่น Bavar-2 ที่ผลิตเอง เฮลิคอปเตอร์รุ่น Mi-17 จากจีน อาวุธปล่อยต่อต้านเรือรุ่น C-701 Kosar รุ่น C-704 Nasr และรุ่น C-802 ที่ผลิตเอง และรุ่น HY-2 จากจีน แต่ไม่ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับจำนวน เรือตรวจการณ์ชั้นต่าง ๆ รวม 126 ลำ เรือสะเทินน้ำสะเทินบก ลำเลียงพลและยุทโธปกรณ์ และเรือสนับสนุนกำลังพลชั้นต่าง ๆ แต่ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน นอกจากนี้ยังมีเฮลิคอปเตอร์แบบลำเลียงมากกว่า 5 ลำ
                        - ทอ.ของ IRGC ไม่ปรากฏข้อมูลกำลังพลในประจำการ แต่มียุทโธปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เครื่องบินรุ่น Sukhoi Su-25 จำนวน 10 เครื่อง และ UAVs ที่ผลิตขึ้นเองรุ่น Ababil รุ่น Mohajer I/II/III/VI และรุ่น Shahed 129 ซึ่งไม่ปรากฏข้อมูลจำนวน นอกจากนี้ ยังมีกองกำลังขีปนาวุธ (Missile Force) อยู่ในกำกับ และมีขีปนาวุธที่ผลิตเอง ได้แก่ ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลางแบบพื้นสู่พื้น ระยะยิงไกลกว่า 1,000 กม. หลายรุ่น เช่น รุ่น Shahab-3 รุ่น Ghadr-1 รุ่น Emad-1 รุ่น Sajjil-2 ซึ่งมีจำนวนรวมกันมากถึง 50 ลูก และขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้แบบพื้นสู่พื้น ระยะยิงไกล 300-1,000 กม. หลายรุ่น เช่น รุ่น Fateh 110 รุ่น Khalij Fars รุ่น Shahab-1/-2 และรุ่น Zelzal ซึ่งมีจำนวนรวมกันมากถึง 100 ลูก
                        - กองกำลังปฏิบัติการพิเศษหรือ Qods Force (ตั้งชื่อตามนครอัลกุดส์หรือเยรูซาเลมที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอล) เป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษต่างประเทศ คาดว่ามีกำลังพลในประจำการประมาณ 15,000 นาย
                        - กองกำลังอาสาสมัครทหารพราน (Basij Force) ซึ่งอิหร่านอ้างว่ามีสมาชิกมากถึง 12.6 ล้านนาย แต่นักวิเคราะห์คาดว่าน่าจะมีกำลังพลประจำการอยู่ที่ 90,000 นาย กำลังพลสำรอง 300,000 นาย และอาจเรียกระดมพลในกรณีที่เกิดเหตุจำเป็นได้อีก 1 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีกองกำลังป้องกันชายแดนประมาณ 40,000-60,000 คน


ปัญหาด้านความมั่นคง


                     นับจากอิหร่านเปลี่ยนแปลงการปกครอง (การปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน) เมื่อปี 2522 อิหร่านเผชิญกับปัญหาท้าทายรอบด้านที่ส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน ได้แก่
                    1)  ความหวาดระแวงจากรัฐอาหรับเพื่อนบ้าน เฉพาะอย่างยิ่งการที่รัฐกษัตริย์รอบอ่าวอาหรับเคยสนับสนุนอิรักให้เข้ารุกรานจังหวัดคูซิสถานของอิหร่านเมื่อ 22 ก.ย. 2523 จนกลายเป็นชนวนสงครามอิรัก-อิหร่าน ที่ยืดเยื้อถึง 8 ปี เพื่อตอบโต้การดำเนินนโยบายส่งออกการปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม แม้อิรักกับอิหร่านจะยุติสงครามด้วยการทำข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 20 ส.ค. 2531 แต่ความหวาดระแวงของรัฐกษัตริย์รอบอ่าวอาหรับยังคงดำรงอยู่ เนื่องจากกังวลว่าอิหร่านจะใช้อิทธิพลผ่านชุมชนมุสลิมชีอะฮ์ก่อเหตุวุ่นวายทางการเมืองขึ้นในประเทศของตน
                    2)  ความขัดแย้งกับประเทศมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ที่ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและยังคงใช้มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวต่ออิหร่านหลังเกิดเหตุนักศึกษาอิหร่านบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน เมื่อ 4 พ.ย. 2522 และจับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เป็นตัวประกันไว้ 444 วัน ส่วนความขัดแย้งในประเด็นโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานถึง 13 ปี ผ่อนคลายนับจากอิหร่านกับ P5+1 (สมาชิกถาวร UNSC และเยอรมนี) บรรลุแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อยุติปัญหาเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน (Joint Comprehensive Plan of Action-JCPOA) เมื่อปี 2558 และนำไปสู่การที่มหาอำนาจตะวันตกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินและภาคพลังงานของอิหร่านนับตั้งแต่ ม.ค. 2559 แต่การที่อิหร่านไม่ยอมยุติการดำเนินโครงการพัฒนาขีปนาวุธและยังถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย ก็เป็นเหตุให้รัฐบาลสหรัฐฯ สมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ยังคงบังคับใช้มาตรการลงโทษอิหร่านฝ่ายเดียวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาขีปนาวุธ การก่อการร้าย และการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในประเด็นโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน กลับมาตึงเครียดและทวีความรุนแรงขึ้น นับจากรัฐบาลสหรัฐฯ สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวเพียงฝ่ายเดียวจาก JCPOA เมื่อ 9 พ.ค. 2561 และนำมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ กลับมาบังคับใช้อีกครั้ง เพื่อกดดันให้อิหร่านยุติการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และการขยายอิทธิพลในภูมิภาค
                    3)  การพยายามก่อเหตุของกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มติดอาวุธ เห็นได้จากเหตุโจมตีรัฐสภาและสุสานอิหม่ามโคมัยนี ในกรุงเตหะรานเมื่อ 7 มิ.ย. 2560 (มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 คน) ซึ่งถูกระบุว่าเป็นการก่อการร้ายของกลุ่ม Islamic State (IS) และถือเป็นครั้งแรกที่กลุ่ม IS ประสบความสำเร็จในการก่อเหตุโจมตีในอิหร่าน ขณะเดียวกันอิหร่านยังเผชิญกับความพยายามก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐบาล ซึ่งมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มญุนดุลลอฮ์ หรือ People’s Resistance Movement of Iran (PRMI) ที่ต่อสู้ด้วยแนวทางรุนแรงเพื่อเรียกร้องสิทธิของมุสลิมซุนนีในอิหร่าน กลุ่ม al-Ahvaziya ซึ่งต้องการแบ่งแยกดินแดนและเคลื่อนไหวในจังหวัดคูซิสถานทางภาคใต้ของอิหร่าน โดยอ้างเป็นผู้ก่อเหตุุกราดยิงในพิธีสวนสนามในเมืองอะห์วาซ ทางภาคใต้ของอิหร่านเมื่อ 22 ก.ย. 2561 (มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 คน) กลุ่ม People’s Free  Life Party of Kurdistan (PJAK) กลุ่มชาตินิยมชาวเคิร์ด ซึ่งต้องการสถาปนารัฐของชาวเคิร์ด และกลุ่ม Mujahedin-e-Khalq Organization (MEK หรือ MKO) ที่มีอุดมการณ์สังคมนิยมมาร์กซิสต์ ซึ่งต้องการโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลาม โดยกลุ่ม PJAK และกลุ่ม MKO ใช้ปฏิบัติการข้ามพรมแดนจากที่มั่นในภาคเหนือของอิรักเข้ามาลอบวางระเบิดสถานที่สำคัญ โจมตีเจ้าหน้าที่ทหาร และลอบสังหารบุคคลสำคัญ

สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ   CICA, CP, D-8, ECO, FAO, G-15, G-24, G-77, IAEA, IBRD, ICAO, ICC, ICRM, IDA, IDB, IFAD, IFC, IFRCS, IHO, ILO, IMF, IMO, IMSO, Interpol, IOC, IOM, IPU, ISO, ITSO, ITU, MIGA, NAM, OIC, OPCW, OPEC, PCA, UN, UNAMID, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, UNIDO, UNITAR, UNWTO, UPU, WCO, WFTU (NGOs), WHO, WIPO, WMO นอกจากนี้ ยังมีสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์ของ SAARC, SCO,  WTO
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   แม้ว่าอิหร่านจะเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณ สิ่งอำนวยความสะดวกและความร่วมมือจากต่างประเทศ จากการตกอยู่ภายใต้มาตรการลงโทษของมหาอำนาจตะวันตก แต่นักวิทยาศาสตร์อิหร่านยังสามารถประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพระดับโลก เฉพาะอย่างยิ่งในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ และนาโนเทคโนโลยี โดยสามารถโคลนนิ่งแกะสำเร็จเมื่อปี 2549 ขณะที่การวิจัยด้าน Stem cell มีความก้าวหน้าอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก และมีความก้าวหน้าด้านนาโนเทคโนโลยีเป็นอันดับที่ 7 ของโลก ขณะเดียวกัน ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศอย่างต่อเนื่อง เช่น การส่งดาวเทียมสอดแนม Sina-1 ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ผลิตได้เองดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรโลกได้สำเร็จเมื่อปี 2549 การส่งดาวเทียม Omid ด้วยจรวดนำส่ง Safir ที่ผลิตได้เองขึ้นสู่วงโคจรโลกได้สำเร็จเมื่อปี 2552 ซึ่งทำให้อิหร่านกลายเป็นชาติที่ 9 ในโลกที่สามารถผลิตดาวเทียมและจรวดนำส่งดาวเทียมได้เอง การส่งแคปซูล Pishgam ที่ผลิตได้เองโดยยิงขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อ ม.ค. 2556 และการทดลองยิงจรวด Simorgh ที่ผลิตได้เองและมีขีดความสามารถในการนำส่งดาวเทียมพร้อมกันหลายดวงขึ้นสู่วงโคจรโลกได้สำเร็จเมื่อ ก.ค. 2560 รวมทั้งมีแผนส่งมนุษย์คนแรกขึ้นสู่ห้วงอวกาศในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยมีขีดความสามารถในการควบคุมวัฏจักรการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ได้ครบทั้งวงจร แต่มหาอำนาจตะวันตกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีความพยายามลักลอบนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวไปพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์
การขนส่งและโทรคมนาคม   ท่าอากาศยาน 319 แห่ง ใช้งานได้ดี 140 แห่ง โดยมีท่าอากาศยานนานาชาติสำคัญ ได้แก่ ท่าอากาศยาน Imam Khomeini กับท่าอากาศยาน Mehrabad ที่เตหะราน ท่าอากาศยาน Shahid Beheshti ที่อิสฟาฮาน ท่าอากาศยาน Shahid Dastghaib ที่ชีราซ ท่าอากาศยาน Shahid Hashemi Nejad ที่มัชฮัด ท่าอากาศยาน Tabriz ที่ตับรีซ และท่าอากาศยาน Bandar Abbas ที่บันดัรอับบาส การขนส่งทางน้ำมีท่าเรือทางทะเลที่สำคัญ ได้แก่ ท่าเรือ Bandar-e Assaluyeh ท่าเรือ Bandar Abbas และท่าเรือ Bandar-e-Imam Khomeini เส้นทางรถไฟระยะทางรวม 13,500 กม. (ข้อมูลปี 2562 ขององค์การรถไฟแห่งชาติอิหร่าน) ถนนระยะทาง 223,485 กม. (ข้อมูลปี 2561) ท่อส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมระยะทาง 38,906 กม. (ข้อมูลปี 2559) การโทรคมนาคม: โทรศัพท์พื้นฐานให้บริการประมาณ 30.49 ล้านเลขหมาย โทรศัพท์เคลื่อนที่ 88.72 ล้านเลขหมาย (ข้อมูลปี 2561 ของ Information Technology Organization ของอิหร่าน) จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 46.315 ล้านคน (ข้อมูลปี 2561 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิหร่าน) รหัสประเทศสำหรับโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ +98 รหัสอินเทอร์เน็ต .ir เว็บไซต์การท่องเที่ยว: http://www.tourismiran.ir/
การเดินทาง     สายการบินไทยไม่มีเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ-เตหะราน (ประมาณ 5,450 กม.) ทั้งนี้ สายการบินไทยเคยเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ)-เตหะราน (ท่าอากาศยาน Imam Khomeini) 4 เที่ยวต่อสัปดาห์ เป็นครั้งแรกเมื่อ 1 ต.ค. 2559 หลังจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและมหาอำนาจตะวันตกผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน เมื่อ 16 ม.ค. 2559 แต่จำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ส่งผลให้ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง และต้องประกาศปิดเส้นทางบินดังกล่าวเมื่อ 1 มี.ค. 2561 สำหรับสายการบินอิหร่าน ได้แก่ Iran Air (เป็นสายการบินแห่งชาติ) และ Mahan Air (เป็นสายการบินเอกชนอิหร่าน) ซึ่งก่อนหน้านี้ระงับเที่ยวบินตรงเตหะราน-กรุงเทพฯ เป็นการชั่วคราว เนื่องจากฝ่ายไทยระงับการบริการเติมน้ำมันแก่สายการบินอิหร่านตั้งแต่ปี 2555 (ตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ) ปัจจุบัน Iran Air ยกเลิกเที่ยวบินมาไทย ขณะที่ Mahan Air กลับมาให้บริการเที่ยวบินมาไทย 6 เที่ยวต่อสัปดาห์ (จันทร์-เสาร์) การเดินทางใช้เวลาประมาณ 7 ชม. เวลาที่อิหร่านช้ากว่าไทย 3 ชม. 30 นาที นอกจากนี้อาจใช้บริการสายการบินอื่น ๆ เช่น Oman Air ของโอมาน Qatar Airways ของกาตาร์ Emirates ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และ Turkish Airline ของตุรกี โดยแต่ละสายการบินจะแวะพักที่ประเทศของตนก่อน (ไม่มีสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินตรง) นักท่องเที่ยวไทยที่ต้องการเดินทางเข้าอิหร่านต้องขอรับการตรวจลงตรา (Visa) ส่วนการขอรับการตรวจลงตราประเภทธุรกิจจะต้องมีหนังสือเชิญจากคู่ค้าในอิหร่านยื่นประกอบการขอ Visa


สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม
                    1)  ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ หลังจากสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) เพียงฝ่ายเดียวเมื่อ 9 พ.ค. 2561 และนำมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านกลับมาบังคับใช้ มีแนวโน้มปะทุเป็นระลอกและเพิ่มระดับความตึงเครียดจนอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารได้ โดยมีสาเหตุมาจากการที่สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรอย่างต่อเนื่องเพื่อกดดันให้อิหร่านยุติการพัฒนานิวเคลียร์และขยายอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการเพิ่มความเคลื่อนไหวทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางของสหรัฐฯ ด้วยการส่งเรือรบและ UAVs เข้าไปปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและรักษาความปลอดภัยในน่านน้ำสากลบริเวณอ่าวโอมานและช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเชื่อมอ่าวอาหรับ/อ่าวเปอร์เซียของอิหร่าน โดยอ้างการป้องปรามอิหร่านที่มีพฤติกรรมเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และพันธมิตร หลังจากเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย นอร์เวย์  และ UAE ในน่านน้ำอ่าวโอมานรวม 4 ลำ เมื่อ 12 พ.ค. 2562 และเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของนอร์เวย์และญี่ปุ่น ในน่านน้ำอ่าวโอมาน รวม 2 ลำ เมื่อ 13 มิ.ย. 2562 อาจสุ่มเสี่ยงเกิดการปะทะหรือการใช้ปฏิบัติการทางทหารในลักษณะป้องปรามและข่มขู่ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และพันธมิตร เห็นได้จาก กรณีอิหร่านยิง UAVs รุ่น MQ-4C Triton ของ ทร.สหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน ตกบริเวณจังหวัด Homozgan ทางภาคใต้ของอิหร่าน ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อ 20 มิ.ย. 2562 โดยอ้างว่า UAVs ดังกล่าวละเมิดน่านฟ้าอิหร่าน
                    2)  ความพยายามของอิหร่านในการใช้ข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) เป็นเครื่องมือต่อรองกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นคู่สัญญา JCPOA ที่เหลือ (สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี) และต้องการให้อิหร่านรักษาพันธกรณีใน JCPOA ร่วมกับตนต่อไป โดยอิหร่านประกาศทยอยยุติการปฏิบัติตามพันธกรณีใน JCPOA ทุก ๆ 60 วัน นับจาก 8 ก.ค. 2562 จนกว่าคู่สัญญาประเทศสมาชิก EU จะออกมาตรการหรือหลักประกันทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วยรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอิหร่านซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ อิหร่านก็จะกลับมารักษาพันธกรณีใน JCPOA ทุกข้อตามเดิมต่อไป ทั้งนี้ หากคู่สัญญาประเทศสมาชิก EU ไม่สามารถออกมาตรการเพื่อช่วยเหลืออิหร่านได้ อิหร่านอาจตัดสินใจถอนตัวจาก JCPOA แล้วกลับไปพัฒนาโครงการนิวเคลียร์โดยไม่ยอมรับการตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมด้านนิวเคลียร์จากประชาคมระหว่างประเทศ
                    3)  แนวโน้มเสถียรภาพของรัฐบาลอิหร่านภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีฮะซัน รูฮานี ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 จากการต้องเผชิญกับการชุมนุมประท้วงของชาวอิหร่านในกรุงเตหะรานและอีกหลายเมืองอยู่เป็นระยะ มาตั้งแต่ปลายปี 2560 จนถึงปี 2562 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งค่าครองชีพและอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันยังเผชิญแรงกดดันจากกลุ่มการเมืองอนุรักษ์นิยมในรัฐสภาอิหร่าน ในประเด็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ และการดำเนินมาตรการเพื่อรับมือและตอบโต้สหรัฐฯ ที่นำมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกลับมาบังคับใช้กับอิหร่านอีก เฉพาะอย่างยิ่งมาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานของอิหร่านที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และมาตรการคว่ำบาตรภาคการเงินและธนาคารที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะภาคเอกชน EU และสหรัฐฯ หลายราย ตัดสินใจระงับการทำธุรกิจและถอนการลงทุนจากอิหร่านแล้ว เนื่องจากกังวลกับมาตรการลงโทษจากสหรัฐฯ
                      4)  ท่าทีของอิหร่านต่อสงครามและความขัดแย้ง ที่เป็นสงครามตัวแทน (Proxy War) ระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียและพันมิตรอาหรับในภูมิภาค ได้แก่
                         4.1) สงครามกลางเมืองในซีเรีย ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักและเขตอิทธิพลอิหร่าน ที่ยังไม่ยุติ รวมทั้งแนวโน้มการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งในซีเรีย ที่อิหร่าน รัสเซีย และตุรกี ร่วมมือกันผลักดันการเจรจาดังกล่าวทั้งในกรอบ Astana Talks และ Sochi Talks ที่มีขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2559 ยังไม่บรรลุผลการเจรจาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
                         4.2) การสู้รบในเยเมนระหว่างรัฐบาลเยเมนกับกลุ่มกบฏชาวชีอะฮ์เผ่าฮูษี ทางภาคเหนือของเยเมนที่ยังไม่ยุติ โดยอิหร่านถูกมองว่าพยายามขยายเขตอิทธิพลเข้าไปในเยเมน ผ่านการเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มกบฏเผ่าฮูษี ให้ทำรัฐประหาร และใช้ความรุนแรงยึดครองกรุงซานาและเมืองสำคัญต่าง ๆ เพื่อต่อต้านรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียและ UAE
ความสัมพันธ์ไทย-อิหร่าน
                    ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-อิหร่าน ย้อนหลังไปไกลกว่า 400 ปี นับแต่การมาถึงของเฉกอะห์มัด กุมมี ชาวอิหร่านจากเมืองกุมที่เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี 2086 เพื่อเผยแผ่ศาสนาอิสลามและส่งเสริมการค้าจนได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาบวรราชนายกและจุฬาราชมนตรี ส่วนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการมีขึ้นเมื่อ 9 พ.ย. 2498 และไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งหรือแทรกแซงกิจการภายในระหว่างกัน เฉพาะอย่างยิ่งหลังการปฏิวัติอิสลามเมื่อปี 2522 ไทยเลือกดำเนินนโยบายเป็นตัวของตัวเองด้วยการไม่คว่ำบาตรอิหร่านตามสหรัฐฯ ทำให้อิหร่านซาบซึ้งน้ำใจและนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
                    อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนไทยเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ในช่วงที่อิหร่านดำรงตำแหน่งประธาน OIC ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายเน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเมือง เและวัฒนธรรมเป็นหลัก ผ่านการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission - JC) ไทย-อิหร่านว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พาณิชย์ อุตสาหกรรม วิชาการ การเกษตร และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่างรัฐต่อรัฐ ที่มีผู้แทนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงของแต่ละฝ่ายเป็นประธานร่วม (ฝ่ายไทยคือ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ หรือ รมว.กระทรวงพาณิชย์ ฝ่ายอิหร่านคือ รมว.กระทรวงพาณิชย์) การประชุมล่าสุดครั้งที่ 10 มีขึ้นที่กรุงเตหะราน ระหว่าง 6-8 ก.พ. 2561 และการประชุม Political Consultations (PC) ระหว่างไทย-อิหร่าน ที่มีผู้แทนระดับอธิบดีีกรมประจำกระทรวงการต่างประเทศของแต่ละฝ่ายเป็นประธานร่วม (ฝ่ายไทยคือ อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ฝ่ายอิหร่านคือ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก) การประชุมล่าสุดครั้งที่ 3 มีขึ้นที่ไทย ระหว่าง 12-13 พ.ย. 2560
                    การแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างสองฝ่ายที่สำคัญในระยะหลัง ได้แก่ การเยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และ รมว.กระทรวงการต่างประเทศระหว่าง 2-3 ก.พ. 2559 การเยือนอิหร่านของ ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะผู้แทนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม. เพื่อเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีฮะซัน รูฮานี เมื่อ 5 ส.ค. 2560 ขณะที่นายมุฮัมมัด ญะวาด เซาะรีฟ รมว.กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 9-11 มี.ค. 2559 และประธานาธิบดีรูฮานีซึ่งเยือนไทยระหว่าง 8-10 ต.ค. 2559 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD Summit) ครั้งที่ 2 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยระหว่างการเยือนไทยของประธานาธิบดีรูฮานีในครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายได้จัดการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee-JTC) ครั้งที่ 1 เมื่อ 10 ต.ค. 2559 ซึ่งมีผู้แทนระดับ รมว. แต่ละฝ่ายเป็นประธานร่วม (ฝ่ายไทยคือ รมว.กระทรวงพาณิชย์ ฝ่ายอิหร่านคือ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่ และการค้า) และการเยือนไทยของนาย Mohammad Bagher Nobakht รองประธานาธิบดีอิหร่าน เพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (UN Economic and Social Commission for Asia and the Pacific - UNESCAP) สมัยที่ 74 ระหว่าง 14-16 พ.ค. 2561
                    มูลค่าการค้าไทย-อิหร่าน เมื่อปี 2561 อยู่ที่ 972.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (31,439.96 ล้านบาท) โดยไทยส่งออกมูลค่า 250.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,006.03 ล้านบาท) และนำเข้ามูลค่า 722.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (23,433.93 ล้านบาท) ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 471.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (15,427.89 ล้านบาท) ขณะที่มูลค่าการค้าเมื่อห้วง ม.ค. - ส.ค. 2562 อยู่ที่ 315.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (9,973.63 ล้านบาท) ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับห้วงเดียวกันกับปี 2561 โดยไทยส่งออกมูลค่า 104.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,260.27 ล้านบาท) และนำเข้ามูลค่า 211.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6,713.35 ล้านบาท) ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 106.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,453.08 ล้านบาท)
                    สินค้าส่งออกของไทยเมื่อปี 2561 ได้แก่  ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ยางพารา ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ ผักสด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เครื่องเทศและสมุนไพร เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ ตู้แช่เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก สินค้านำเข้าจากอิหร่านเมื่อปี 2561 ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้  พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช  เคมีภัณฑ์เชื้อเพลิงอื่น ๆ น้ำมันสำเร็จรูป แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก
                    ด้านการท่องเที่ยว เมื่อปี 2561 อิหร่านเป็นตลาดท่องเที่ยวที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของไทยในตะวันออกกลาง โดยมีชาวอิหร่านเดินทางมาไทยรวม 96,359 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวอิหร่านที่ขอรับการตรวจลงตรา (Visa) ประเภทท่องเที่ยวรวม 86,480 คน (ลดลงจากเมื่อปี 2560 ที่มีชาวอิหร่านขอ Visa ประเภทท่องเที่ยวรวม 134,174 คน) นักท่องเที่ยวชาวอิหร่านส่วนใหญ่สนใจบริการสปาและนวดเพื่อสุขภาพขณะที่เมื่อปี 2560 มีชาวไทยพำนักอยู่ในอิหร่านประมาณ 325 คน โดยเป็นเแรงงานภาคการประมงในพื้นที่ภาคใต้ของอิหร่านประมาณ 111 คน ที่เหลือเป็นพนักงานนวดสปา นักเรียนและนักศึกษา และคนไทยที่สมรสกับชาวต่างชาติ ส่วนการลงทุนของไทยในอิหร่าน ได้แก่ โครงการลงทุนผลิตเม็ดพลาสติกของบริษัท เอสซีจี  เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับญี่ปุ่นและอิหร่าน และโครงการฟาร์มเลี้ยงกุ้งและปลา รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีการจับปลาและแปรรูปปลาป่นสำหรับทำอาหารสัตว์ในอิหร่าน ระหว่างบริษัท พี.ที.อินเตอร์มารีน จำกัด (บริษัทในเครือพรานทะเล) ของไทยกับบริษัท Qeshm Aquaculture Industrial และบริษัท Qeshm Fish Process ของอิหร่าน
                    หลังจากได้รับการยกเลิกมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ อิหร่านแสดงความประสงค์ให้ภาคเอกชนของไทยไปลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ศูนย์การค้า และการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่น ๆ อีกทั้งต้องการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างกัน ส่วนในภาคพลังงาน อิหร่านแสดงความประสงค์ให้บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) กลับเข้าไปลงทุนในอิหร่านครอบคลุมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงก๊าซธรรมชาติ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ปทต.สผ. ถอนการลงทุนสำรวจและขุดเจาะน้ำมันแปลง Saveh (ได้รับสัมปทานเมื่อปี 2547) ตั้งแต่ปี 2553 เนื่องจากปัญหาด้านกายภาพของแหล่งน้ำมันที่ยากต่อการขุดเจาะ โดยเมื่อปลายปี 2559 ปตท.สผ.ได้ยื่นข้อเสนอแก่บริษัทน้ำมันแห่งชาติอิหร่าน (NIOC) เพื่อขอเข้าไปสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำมัน 3 แห่งในอิหร่าน โดยเฉพาะแปลงน้ำมัน Changuleh ติดชายแดนอิรักที่คาดว่ามีปริมาณน้ำมันสำรอง 7,000 ล้านบาร์เรล แต่ไม่ได้รับเลือก นอกจากนี้การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันเมื่อห้วงปี 2559 ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการค้าทวิภาคีให้ขยายตัวถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 5 ปีข้างหน้า (ภายในปี 2564) และผลักดันการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงสิทธิพิเศษทางการค้า (Preferential Trade Agreement - PTA) เพื่อเปิดตลาดสินค้าระหว่างกัน
                    ข้อตกลงสำคัญ : สนธิสัญญาทางไมตรี (เมื่อ 2 ก.พ. 2510) ความตกลงทางการค้า (12 พ.ย. 2512) ความตกลงทางวัฒนธรรม (11 ก.ย. 2519) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม วิชาการ เกษตรกรรม และวิทยาศาสตร์ (12 ส.ค. 2533) ข้อตกลงว่าด้วยการหารือและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ (6 ก.ค. 2542) ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ (25 เม.ย. 2545) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการควบคุมยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และสารตั้งต้น (23 เม.ย. 2556) ความตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านนาโนเทคโนโลยีระหว่างศูนย์นาโนเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสภาพัฒนานาโนเทคโนโลยีแห่งชาติอิหร่าน หนังสือแสดงเจตจำนงความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนความรู้และบุคลากรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุและวัคซีน ระหว่างศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับสถาบันพาสเตอร์แห่งประเทศอิหร่าน และหนังสือแสดงเจตจำนงความร่วมมือระหว่างบริษัท ซินนาเจน แห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน กับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งราชอาณาจักรไทย (3 ก.พ. 2559) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กับศาลบัญชีสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (25 ก.ค. 2560)


---------------------------------------------


 


 
 
 
 

ผู้นำอิหร่าน

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 24, 2019, 1:50 p.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำอิหร่าน
 

ดร. ฮะซัน รูฮานี
(His Excellency Dr. Hassan Rouhani)


ตำแหน่ง                 ประธานาธิบดีอิหร่าน


เกิด                      12 พ.ย. 2491 (อายุ 72 ปี/ปี 2563) ที่เมือง Sorkhe จังหวัดเซ็มนาน อิหร่าน     ในครอบครัวที่มีธุรกิจร้านขายเครื่องเทศ ซึ่งเคร่งศาสนาและต่อต้านชาห์ มุฮัมมัด     เรซอ ปะห์ลาวี เดิมใช้นามสกุล “ฟิรีดูน” ก่อนจะเปลี่ยนในภายหลัง (ไม่ทราบปีที่    แน่ชัด) เป็น “รูฮานี” (มีความหมายว่า จิตวิญญาณหรือนักการศาสนา)


ศาสนา                  อิสลาม (ชีอะฮ์)


การศึกษา               


                            -   เริ่มศึกษาวิชาศาสนาที่จังหวัดเซ็มนานเมื่อปี 2503 ก่อนจะย้ายไปศึกษาต่อที่เมืองกุม (ศูนย์กลางการศึกษาวิชาศาสนาของนิกายชีอะฮ์ในอิหร่าน) กับนักการศาสนาชั้นนำหลายท่านเมื่อปี 2504


                            -   เข้าศึกษาสายสามัญที่ University of Tehran เมื่อปี 2512 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขา Judicial Law เมื่อปี 2515


                            -   ปริญญาโทด้านกฎหมายจาก Glasgow Caledonian University ในสกอตแลนด์ เมื่อปี 2538 (ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “The Islamic Legislative Power with Reference to the Iranian Experience”)


                            -   ปริญญาเอกด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญจาก Glasgow Caledonian University ในสกอตแลนด์เมื่อปี 2542 (ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “The Flexibility of Shariah with Reference to the Iranian Experience”)


ภาษา                  นอกจากฟาร์ซีซึ่งเป็นภาษาแม่แล้ว ยังสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษและอาหรับได้ดีมาก


 


สถานภาพทางครอบครัว  สมรสกับนางศอฮิบะฮ์ อะรอบี ซึ่งเป็นญาติ ตั้งแต่ปี 2512 มีบุตรด้วยกัน 5 คน


 


 


ประวัติทางการเมือง


ปี 2523                   -   ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. เป็นสมัยแรกและได้รับเลือกตั้งติดต่อกัน 5 สมัย (ปี 2523-2543)


                             -   ประธานคณะกรรมาธิการกลาโหมของรัฐสภา 2 สมัยจนถึงปี 2531


                             -   ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา Islamic Republic of Iran Broadcasting (IRIB) ซึ่งเป็นบรรษัทกระจายเสียงของรัฐจนถึงปี 2526


ปี 2525                  -   สมาชิกสภากลาโหมสูงสุดจนถึงปี 2531


ปี 2528                  -   ผู้บัญชาการ Khatam al Anbiya Operation Center จนถึงปี 2531


ปี 2532                      -    เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติคนแรกของประเทศและอยู่ในตำแหน่งจนถึงปี 2548


ปี 2534                     -    สมาชิกสภาผู้ชี้ขาดและยังอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน


ปี 2535                  -   รองประธานรัฐสภา 2 สมัย ระหว่างปี 2535-2543


                   -   ประธานคณะกรรมาธิการนโยบายต่างประเทศ 2 สมัย ระหว่างปี 2535-2543


ปี 2543                  -   สมาชิกสภาผู้ชำนัญและยังอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน


ปี 2556                  -   ชนะการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อ 15 มิ.ย. 2556 และเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอิหร่านคนที่ 7 เมื่อ 3 ส.ค. 2556


ปี 2560                  -   ชนะการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 เมื่อ 19 พ.ค. 2560 และดำรงตำแหน่งถึงปัจจุบัน


ข้อมูลอื่นๆที่น่าสนใจ


                             -   มีบทบาทสำคัญในการปราศรัยต่อต้านชาห์ มุฮัมมัด เรซอ ปะห์ลาวี ช่วงกลางทศวรรษ 1960 ถึงปลายทศวรรษ 1970 จนเป็นเหตุให้ถูกจับกุมหลายครั้ง ก่อนจะลี้ภัยไปเคลื่อนไหวร่วมกับอิหม่าม โคมัยนี ที่ฝรั่งเศส


                             -   มีบทบาทบัญชาการรบในหลายหน่วยช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก ระหว่างปี 2523 จนถึงปี 2531 จนได้รับการประดับเหรียญ Nasr และเหรียญ Fath ซึ่งเป็นอิสริยาภรณ์ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ภายหลังสิ้นสุดสงครามดังกล่าว


                             -   เคยร่วมในคณะเจรจากับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐฯ เพื่อซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2529 ทั้งนี้ ข้อตกลงขายอาวุธให้อิหร่านอย่างลับ ๆ ทั้งที่อิหร่านยังอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ กลายเป็นกรณีอื้อฉาวที่รู้จักกันว่ากรณี “อิหร่าน-คอนทรา”


                             -   เคยได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวงการข่าวกรองและความมั่นคง (MOIS) เมื่อปี 2532 แต่ปฏิเสธ


                             -   ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านกับชาติตะวันตกช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติได้เป็นอย่างดี ทำให้ได้รับการขนานนามจากสื่อมวลชนว่า “Diplomat Sheikh” ตั้งแต่ปี 2546


                             -   นอกจากมีตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งทางวิชาการได้แก่ ผู้อำนวยการ Center for Strategic Research และบรรณาธิการอำนวยการวารสารวิชาการราย 3 เดือน ภาษาฟาร์ซี (Rahbord หรือ Strategy) และ ภาษาอังกฤษ (Foreign Relations และ Iranian Review for Foreign Affairs) นอกจากนี้ ยังมีผลงานในรูปของหนังสือซึ่งส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายและการเมืองอิสลาม การเมือง ความมั่นคง และการทูตของอิหร่าน


                             -   เคยได้รับการระบุจากนิตยสาร TIME ของสหรัฐฯ ว่า เป็น 1 ใน 100 บุคคลทรงอิทธิพลของโลกเมื่อปี 2557


------------------------------------------------

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี

บุคคลสำคัญและคณะรัฐมนตรีของอิหร่าน


ผู้นำสูงสุด                                                      Ayatollah Sayyid Ali Hoseini Khamenei      


ประธานรัฐสภา                                                  Ali Larijani 


ประธานสภาตุลาการสูงสุด                                    Sayyid Ebrahim Raisi


ประธานสภาผู้ชำนัญ                                            Ayatollah Ahmad Jannati


ประธานสภาผู้ชี้ขาด                                         Ayatollah Sadeq Amoli Larijani


ประธานสภาพิทักษ์รัฐธรรมนูญ                              Ayatollah Ahmad Jannati


ประธานาธิบดี                                                  Hassan Rouhani


รองประธานาธิบดีคนที่ 1                                     Es’haq Jahangiri


รองประธานาธิบดีด้านกิจการกฎหมาย                     Laya Joneydi


รองประธานาธิบดีด้านกิจการเศรษฐกิจ                    Mohammad Nahavandian


รองประธานาธิบดี และ ผอ.องค์การบริหารจัดการแผนและงบประมาณ    Mohammad Bagher Nobakht


รองประธานาธิบดีด้านกิจการรัฐสภา                        Hossein-Ali Amiri


รองประธานาธิบดีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี        Sorena Sattari


รองประธานาธิบดีด้านกิจการสตรีและครอบครัว          Masoumeh Ebtekar


รองประธานาธิบดีและ ผอ.องค์การบริหารและกิจการจัดหางาน    Jamshid Ansari


รองประธานาธิบดีและ ผอ.องค์การพลังงานปรมาณู        Ali Akbar Salehi


รองประธานาธิบดีและ ผอ.องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม        Isa Kalantari


รองประธานาธิบดีและประธานมูลนิธิกิจการผู้พลีชีพและทหารผ่านศึก    Seyyed Mohammad-Ali Shahidi


หัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดี                             Mahmoud Vaezi   


เลขาธิการคณะรัฐมนตรี                                      Mohsen Haji-Mirzaie


รมว.กระทรวงศึกษาธิการ                                     Mohsen Haji-Mirzaie


รมว.กระทรวงมรดกทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว     Ali-Asghar Mounesan


รมว.กระทรวงแรงงาน สหกรณ์ และสวัสดิการสังคม      Mohammad Shariatmadari


รมว.กระทรวงเกษตร                                          Mahmoud Hojjati


รมว.กระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ      Mohammad Javad Azari Jahromi


รมว.กระทรวงวัฒนธรรมและแนวทางอิสลาม              Seyyed Abbas Salehi


รมว.กระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง                        Farhad Dejpasand


รมว.กระทรวงพลังงาน                                        Reza Ardakanian


รมว.กระทรวงการต่างประเทศ                               Mohammad Javad Zarif


รมว.กระทรวงสาธารณสุขและแพทยศาสตร์                Saeed Namaki


รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่ และการค้า        Reza Rahmani


รมว.กระทรวงปิโตรเลียม (น้ำมัน)                           Bijan Namdar Zanganeh


รมว.กระทรวงถนนและการพัฒนาชุมชนเมือง             Mohammad Eslami   


รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ การวิจัย และเทคโนโลยี      Mansour Gholami


รมว.กระทรวงกีฬา และกิจการเยาวชน                      Masoud Soltanifar


รมว.กระทรวงมหาดไทย                                       Abdolreza Rahmani Fazli


รมว.กระทรวงยุติธรรม                                         Alireza Avaei


รมว.กระทรวงกลาโหม                                         Amir Hatami (Brig. Gen.)


รมว.กระทรวงการข่าวกรองและความมั่นคง              Mahmoud Alavi-Tabar


------------------------------------------------


(ต.ค. 2562)