สาธารณรัฐฝรั่งเศส

French Republic

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 10, 2019, 7:55 p.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Dec. 15, 2019, 10:06 p.m.
ธงฝรั่งเศส
 

เมืองหลวง ปารีส

ที่ตั้ง ทางตะวันตกของทวีปยุโรป ติดทะเล 2 ด้าน คือ ด้านตะวันตกติดกับอ่าวบิสเคย์และช่องแคบอังกฤษ ด้านใต้ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยอยู่ระหว่างอิตาลีและสเปน ถูกขนานนามตามรูปทรงของประเทศว่าแผ่นดินหกเหลี่ยม มีพื้นที่ 643,801 ตร.กม. (รวมดินแดนโพ้นทะเล) เฉพาะในยุโรป 551,500 ตร.กม. (ขนาดใกล้เคียงกับไทยแต่ใหญ่กว่าเล็กน้อย) ขนาดใหญ่อันดับที่ 44 ของโลก และมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก (มีพื้นที่หนึ่งในห้าของประเทศในสหภาพยุโรป)

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับช่องแคบอังกฤษ เบลเยียม และลักเซมเบิร์ก

ทิศตะวันออก ติดกับเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี

ทิศตะวันตก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก

ทิศใต้ ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อันดอร์รา และสเปน

ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบ ทางเหนือและตะวันตกเป็นเนินเขา ส่วนที่เหลือเป็นเทือกเขาสูง คือ เทือกเขาพีเรนีสทางใต้ และเทือกเขาแอลป์ทางตะวันออก มีจุดสูงสุดในทวีปยุโรปตะวันตก คือ ยอดเขามงบล็อง (Mont Blanc) บนเทือกเขาแอลป์ บริเวณชายแดนฝรั่งเศสและอิตาลี

ภูมิอากาศ โดยทั่วไปอากาศเย็นในฤดูหนาว และอบอุ่นในฤดูร้อน บริเวณทางใต้ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีอากาศอบอุ่นกว่า บางครั้งอากาศหนาวแห้งด้วยอิทธิพลของลมเหนือ (Mistral) ที่พัดจากทางเหนือสู่ทางใต้

ประชากร 67.028 ล้านคน (ม.ค. 2562) เพิ่มขึ้น 0.15%

รายละเอียดประชากร

วัยเด็ก (0-14 ปี) 18.1% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 62.1% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 19.7% อายุขัยเฉลี่ย 82.70 ปี เพศชาย 79.6 ปี เพศหญิง 85.6 ปี อัตราการเกิด 11.3 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 9.2 คนต่อประชากร 1,000 คน

บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสไม่ให้มีการจัดรวบรวมข้อมูลประชาชนด้วยการแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิว กลุ่มเชื้อชาติต่าง ๆ ทำให้ไม่ได้มีการสำรวจตัวเลขดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ชาวฝรั่งเศสประกอบด้วยคนหลากหลายชาติพันธุ์ เนื่องจากประวัติศาสตร์ และการอพยพจากประเทศอาณานิคม เช่น ชาวเคลต์ สลาฟ แอฟริกาเหนือ อินโดจีน ชนกลุ่มน้อยบาสก์ ลาติน ส่วนอาณาเขตโพ้นทะเลของฝรั่งเศสเป็นคนผิวดำ ผิวขาว ลูกครึ่งระหว่างผิวขาวกับผิวดำ (Mulatto) อินเดีย จีน

ศาสนา รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพการนับถือศาสนา และไม่กำหนดศาสนาประจำชาติ แต่อาจแบ่งเป็นศาสนาคริสต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนิกายโรมันคาทอลิก (63-66%) อิสลาม (7-9%) พุทธ (0.5-0.75%) ยูดาย (0.5-0.75%) ไม่นับถือศาสนา (23-28%) ทั้งนี้ ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในยุโรป

ภาษา ภาษาราชการ ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส

การศึกษา งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษา 5.43% ของ GDP

วันชาติ 14 ก.ค. (ปี 2333) Fete de la Federation หรือ Bastille Day

การเมือง ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบกึ่งประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยใช้ระบบเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด (คือได้คะแนนเสียงข้างมากเกินกว่า 50%) หากการเลือกตั้งรอบแรกไม่มีผู้ใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ก็นำผู้สมัครที่ได้ลำดับ 1 และ 2 มาเลือกตั้งในรอบที่สอง มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี อยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 สมัย ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายเอ็มมานูเอล มาครง ดำรงตำแหน่งเมื่อ 14 พ.ค. 2560 กำหนดการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2565

ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีแต่งตั้ง นรม. และ ครม. โดยต้องมีเสียงรับรองจากรัฐสภา นรม.มีบทบาทเป็นหัวหน้ารัฐบาล นรม.คนปัจจุบัน คือ นาย Édouard Philippe

ฝ่ายนิติบัญญัติ : เป็นระบบ 2 สภาได้แก่ 1) วุฒิสภา สมาชิก 348 คน มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยคณะบุคคลที่เป็นตัวแทนของเขตเลือกตั้งทั่วประเทศมณฑลโพ้นทะเลและชุมชนฝรั่งเศสในต่างประเทศ มีวาระ 6 ปี โดยจัดให้มีการเลือกตั้งกึ่งหนึ่งทุก 3 ปี และ 2) สภาผู้แทนราษฎร สมาชิก 577 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงวาระ 5 ปี การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 11 และ 18 มิ.ย. 2560 ซึ่งพรรค La République En Marche! หรือ Republic on the Move (REM) ที่ก่อตั้งโดยประธานาธิบดีมาครงและพรรคพันธมิตร สามารถครองเสียงข้างมากโดยได้ที่นั่ง 350 ที่นั่ง ส่วนการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะจัดใน มิ.ย. 2565

วุฒิสภามีอำนาจค่อนข้างจำกัด กรณีที่ทั้งสองสภาไม่สามารถตกลงกันได้ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจชี้ขาด และมีอำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม. โดยปกติสภาผู้แทนราษฎรเป็นเสียงของรัฐบาลและสามารถกำหนดการตัดสินใจของรัฐบาลได้

ฝ่ายตุลาการ : ประกอบด้วย 1) ศาลฎีกา (Supreme Court of Appeals or Cour de Cassation) คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดยคณะกรรมการตุลาการ (Conseil Superieurede la Magistraure) เป็นผู้เสนอรายชื่อ 2) ศาลรัฐธรรมนูญ (Constitutional Council or Conseil Constitutionnel) ประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ท่านละ 3 คน และ 3) ศาลทั่วไป (Council of State or Conseil d’Etat)

การแบ่งเขตการปกครอง ประกอบด้วย 13 แคว้น (Région) กับ 96 จังหวัด (Département) ส่วนดินแดนโพ้นทะเลมีจำนวน 5 แคว้น ได้แก่ แคว้น Guadeloupe และแคว้น Martinique ในทะเลแคริบเบียน มหาสมุทรแอตแลนติก ภูมิภาคอเมริกากลาง แคว้น Guyane หรือ French Guiana มหาสมุทรแอตแลนติก ภูมิภาคอเมริกาใต้ แคว้น Mayotte และแคว้น Réunion ในมหาสมุทรอินเดีย ภูมิภาคแอฟริกาใต้ กับอีก 5 จังหวัด (แคว้นละ 1 จังหวัด) นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังมีดินแดนโพ้นทะเลในรูปแบบอื่น ๆ เช่น เขตปกครองโพ้นทะเล (Collectivités d’outre-mer-COM) ได้แก่ French Polynesia, St Pierre and Miquelon, Wallis and Futuna, Saint Martin และ Saint Bartelemy ดินแดนที่มีสถานะเป็นอาณานิคมพิเศษ (Collectivité sui generis) ได้แก่ Nouvelle Calédonie (มีสถานะเป็นชุมชน) Clipperton และ French Southern and Antarctic Territories. การปกครองท้องถิ่นของฝรั่งเศสยังแบ่งย่อยเป็นระดับเทศบาล (Commune) มีจำนวน 35,287 แห่ง และเทศบาลในดินแดนโพ้นทะเลอีก 129 แห่ง

พรรคการเมืองที่สำคัญ ได้แก่ 1) พรรค La République En Marche! หรือ Republic on the Move (REM) กลุ่มแนวคิดการเมืองสายกลาง ก่อตั้งโดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เป็นแกนนำรัฐบาลปัจจุบัน 2) พรรค Democratic Movement หรือ MoDEM พรรคการเมืองสายกลาง และเป็นพันธมิตรกับพรรค REM 3) พรรค Les Republicains หรือ Republican แนวคิดการเมืองขวากลาง และ 4) พรรค National Rally แนวขวาจัด

กลุ่มกดดันทางการเมือง ได้แก่ กลุ่มสหภาพแรงงานต่าง ๆ ได้แก่ CFDT (สหภาพแรงงานที่มีแนวคิดซ้าย มีสมาชิกประมาณ 875,000 คน) CFE-CGC (สหภาพสำหรับผู้ทำงานในสำนักงาน/บริษัท มีสมาชิกประมาณ 140,000 คน) CFTC (สหภาพแรงงานเอกชน ก่อตั้งโดยกลุ่มคนงานที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก มีสมาชิกประมาณ 142,000 คน) CGT (สหภาพแรงงานเก่าแก่ มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ มีสมาชิกประมาณ 710,000 คน) FO (สหภาพแรงงานภาคเอกชน มีสมาชิกประมาณ 300,000 คน) และ MEDEF (แนวร่วมรัฐวิสาหกิจของฝรั่งเศส มีสมาชิกประมาณ 750,000 คน) นอกจากนี้ ยังมีสหภาพแรงงานในดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศสด้วย

เศรษฐกิจ มีขนาดเศรษฐกิจปี 2561 ใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลกและอันดับ 3 ในยุโรป รองจากเยอรมนีและสหราชอาณาจักร

ผลผลิตการเกษตร : ข้าวสาลี ธัญพืช มันฝรั่ง องุ่นที่ใช้ในการผลิตไวน์ หัวบีทที่ใช้ทำน้ำตาล (sugar beets) เนื้อวัว และผลผลิตประมง

อุตสาหกรรมหลัก : เครื่องจักรกล เคมี รถยนต์ โลหะภัณฑ์ เครื่องบิน เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ กระบวนการผลิตอาหาร การท่องเที่ยว

สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ยูโร (EUR)

อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 1 ยูโร : 1.16 ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 1 ยูโร : 33.44 บาท (4 ต.ค. 2562)

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2561)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 2.778 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ : 1.7%

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 45,342 ดอลลาร์สหรัฐ

แรงงาน : 30.25 ล้านคน

อัตราการว่างงาน : 9.18%

อัตราเงินเฟ้อ : 1.9%

ดุลบัญชีเดินสะพัด : ขาดดุล 19,014 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าการส่งออก : 611,088 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออก : เครื่องจักรกลและอุปกรณ์การขนส่ง เครื่องบิน พลาสติก เคมีภัณฑ์ เวชภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า

มูลค่าการนำเข้า : 669,648 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้านำเข้า : เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ ยานพาหนะ น้ำมันดิบ เวชภัณฑ์ เครื่องบิน พลาสติก เคมีภัณฑ์

คู่ค้าสำคัญ : เยอรมนี สหรัฐฯ สเปน อิตาลี เบลเยียม สหราชอาณาจักร จีน

การทหาร มีความสำคัญในฐานะ 1 ใน 5 ประเทศสมาชิกถาวรของ UNSC และครอบครองอาวุธนิวเคลียร์มากเป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจากสหรัฐฯ และรัสเซีย) กองทัพติดตั้งยุทโธปกรณ์ก้าวหน้าทันสมัย ติดอันดับของโลก

กองทัพฝรั่งเศสแบ่งออกเป็น 4 เหล่า ได้แก่ ทบ. ทร. ทอ. และ กกล.สารวัตรทหาร ซึ่งประกอบด้วย กกล.ตำรวจแห่งชาติ (National Gendarmerie) ปฏิบัติหน้าที่เป็นทหารประจำการในพื้นที่ชนบท และเป็นเสมือนสารวัตรทหารของกองทัพฝรั่งเศส

ระบบการเกณฑ์ทหารเป็นไปโดยสมัครใจสำหรับทั้งบุรุษและสตรีที่มีอายุ 18-25 ปี ไม่มีระบบการบังคับเกณฑ์ทหาร แต่มีข้อผูกพันต้องประจำการในกองทัพ 12 เดือน โดยสตรีปฏิบัติงานในหน่วยที่ไม่ใช่หน่วยปฏิบัติการ อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2562 ฝรั่งเศสเริ่มโครงการทดลองคัดเลือกเยาวชนจากกลุ่มอาสาสมัครให้ฝึกการใช้ชีวิตแบบทหารโดยไม่ต้องจับอาวุธ แต่ศึกษาเกี่ยวกับทักษะจำเป็นด้านอื่น ๆ และค่านิยมของฝรั่งเศส โดยมีแผนจะทำให้โครงการนี้เป็นโครงการภาคบังคับสำหรับเยาวชนในอนาคต

งบประมาณด้านการทหาร 2.3% ของ GDP กำลังพลรวม 203,900 นาย ทบ. 114,450 นาย ทร. 35,300 นายทอ. 40,800 นาย และ จนท.อื่น ๆ 13,350 นาย โดยมี กกล.สำรอง 36,300 นาย นอกจากนี้ ยังมี กกล.สารวัตรทหารที่ประจำการ 103,400 นาย และ กกล.สารวัตรทหารสำรอง 40,000 นาย

ปัญหาด้านความมั่นคง

ฝรั่งเศสยังเป็นเป้าหมายการก่อการร้าย เพียงแต่ว่าในห้วงปี 2560-2562 ฝรั่งเศสยังสามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุก่อการร้ายขนาดใหญ่ได้ อย่างไรก็ดี ฝรั่งเศสยังคงเกิดเหตุก่อการร้ายในลักษณะที่สร้างความหวาดกลัวในที่สาธารณะหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการก่อเหตุโดยลำพัง โดยเหตุก่อการร้ายสำคัญในห้วงปี 2561-2562 ได้แก่ เหตุกราดยิงที่สตราสบูร์กเมื่อ 11 ธ.ค. 2561 มีผู้เสียชีวิต 5 คน โดยมีคนไทยรวมอยู่ด้วย เหตุใช้จักรยานเป็นพาหนะเพื่อนำระเบิดมาวางบนทางเท้าหน้าร้านเบเกอรีกลางเมือง Lyon เมื่อ 24 พ.ค. 2562 ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 13 คน และเหตุไล่แทงในกองบัญชาการตำรวจปารีส มีผู้เสียชีวิต 1 คน

ฝรั่งเศสกังวลกับการจัดการกับชาวฝรั่งเศสที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ หลังจากการสูญเสียดินแดนของกลุ่ม Islamic State (IS) ในซีเรียและอิรัก โดยชาวฝรั่งเศสเป็นกลุ่มนักรบต่างชาติจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เข้าร่วมกับกลุ่ม IS (ประมาณ 1,900 คน) และคาดว่ามีชาวฝรั่งเศสที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม IS ประมาณ 400-450 คน ยังอยู่ในการควบคุมของ กกล.ชาวเคิร์ดในค่ายผู้ลี้ภัยทาง ตอ.น.ของซีเรีย โดยฝรั่งเศสพิจารณารับกลับเป็นรายกรณี ส่วนใหญ่รับกลับในกรณีที่เป็นเด็ก ขณะที่แนวทางปฏิบัติโดยทั่วไป ได้แก่ ให้มีการพิจารณาและตัดสินคดีกลุ่มชาวฝรั่งเศสดังกล่าวในประเทศที่กระทำความผิด (อิรักหรือซีเรีย) โดยจะไม่รับการส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน

การชุมนุมประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2561 ยังคงไม่ยุติ แม้จะมีผู้เข้าร่วมลดลงมาก แต่กระทบต่อภาพลักษณ์ของฝรั่งเศสในฐานะประเทศปลายทางการท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก รวมทั้งสะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่พอใจของประชาชนต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจในฝรั่งเศส

สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ ที่สำคัญ คือ สมาชิกผู้ก่อตั้ง UN สมาชิกถาวรของ UNSC กลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส (Francophone) G8, G20, OECD, OSCE, FAO, ILO, WTO, WHO, Interpol, NATO, ADB (สมาชิกนอกภูมิภาค), AIIB

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และการพัฒนาระบบคมนาคมที่ใช้ความเร็วสูง เช่น ระบบรถไฟ TGV เครื่องบินคอนคอร์ด และระบบรถไฟใต้ดิน ซึ่งบริษัทของฝรั่งเศสช่วยพัฒนาในหลายเมือง ได้แก่ มอนทรีอัล (แคนาดา) กรุงเม็กซิโกซิตี นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังเป็นประเทศผู้ส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยมีจีนเป็นลูกค้าสำคัญประเทศหนึ่ง เป็นแหล่งความรู้ด้านวิศวกรรมการบิน และด้านกฎหมาย

การขนส่งและโทรคมนาคม ท่าอากาศยาน 464 แห่ง (ปี 2556) ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ 1 แห่ง ท่าอากาศยานนานาชาติ หลักในกรุงปารีส คือ ท่าอากาศยานชาร์ลเดอโกลและท่าอากาศยานออร์ลี เส้นทางท่อส่งก๊าซ 15,322 กม. ท่อส่งน้ำมัน 2,939 กม. เส้นทางรถไฟระยะทาง 29,640 กม. (อันดับ 10 ของโลก) ถนนระยะทาง 1,028,446 กม. (อันดับ 8 ของโลก) และการเดินทางทางน้ำ 8,501 กม. ด้านโทรคมนาคม ระบบการเข้าถึงโทรศัพท์พัฒนาดีมาก มีโทรศัพท์พื้นฐานให้บริการประมาณ 39 ล้านเลขหมาย โทรศัพท์เคลื่อนที่ 69 ล้านเลขหมาย โดยมีระบบเครือข่ายที่ทันสมัยและพัฒนาอย่างดี ระบบเคเบิลใต้น้ำเชื่อมโยงทั่วยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และสหรัฐฯ มีสถานีติดตั้งดาวเทียมภาคพื้นดินมากกว่า 3 ระบบ (ระบบ Intelsat ที่มหาสมุทรแอตแลนติก 3 แห่ง และมหาสมุทรอินเดีย 2 แห่ง ระบบ Eutelsat และระบบ Inmarsat) รหัสโทรศัพท์ +33 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเมื่อปี 2562 คิดเป็น 92.3% ของจำนวนประชากร รหัสอินเทอร์เน็ต .fr

การเดินทาง สายการบินตรงกรุงเทพฯ-ปารีสมี 2 สายการบินคือ Air France ของฝรั่งเศส และการบินไทย ระยะเวลาการบินประมาณ 11 ชม. 20 นาที เวลาที่ฝรั่งเศสช้ากว่าไทย 5 ชม. (ปลาย มี.ค.-ปลาย ต.ค.) และ 6 ชม. (ปลาย ต.ค.-ปลาย มี.ค.) จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางเข้าฝรั่งเศสจะต้องขอรับการตรวจลงตราเข้าฝรั่งเศส หรือวีซ่าเชงเกน ที่ สอท.ฝรั่งเศส/กรุงเทพฯ ไทยมีข้อตกลงกับฝรั่งเศสในการยกเว้นการตรวจลงตราผู้ถือหนังสือเดินทางทูตระหว่างกัน โดยสามารถพำนักในแต่ละประเทศไม่เกิน 90 วัน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสได้รับยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับการพำนักในไทยไม่เกิน 30 วัน

สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม

1) การป้องกันการก่อการร้ายที่เกี่ยวพันกับกลุ่มก่อการร้ายสากล และกระแสเกลียดกลัวมุสลิม

2) บทบาทของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

3) นโยบายต่างประเทศที่เน้นความพยายามเข้าไปมีบทบาทในการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งฝรั่งเศสเชื่อว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาก่อการร้ายในฝรั่งเศส

4) การร่วมมือกับเยอรมนีเป็นแกนนำในการฟื้นฟูบทบาทของสหภาพยุโรป หลังจากสหราชอาณาจักรลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป

ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส

ด้านการทูต ฝรั่งเศสกับไทยมีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไทยและฝรั่งเศสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 15 ส.ค. 2399 โดยลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรีการพาณิชย์และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ปี 2432 ไทยตั้งสำนักงาน และแต่งตั้งอัครราชทูตประจำปารีส และยกฐานะขึ้นเป็น สอท. เมื่อปี 2492

ด้านการเมือง ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส ยกระดับเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน โดยมีแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ปัจจุบัน คือ ฉบับที่ 2 (ปี พ.ศ.2553-2557) เป็นกรอบที่ต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่สองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม.นำคณะรัฐมนตรีและนักธุรกิจชั้นนำเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 22-26 มิ.ย. 2561 จากนั้น พล.อ. ประยุทธ์ เยือนฝรั่งเศสอีกครั้งในปีเดียวกัน เมื่อ 11-12 พ.ย. 2562 เพื่อเข้าร่วมพิธีวันรำลึกการครบรอบ 100 ปี การยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 และพิธีเปิดการประชุม Paris Peace Forum

ด้านเศรษฐกิจ ฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับ 23 ของไทย (ปี 2561) และอันดับ 4 ใน EU มูลค่าการค้า 185,753 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.95% ไทยส่งออก 63,095 ล้านบาท และนำเข้า 122,659 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า 59,564 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เลนซ์ อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องบิน เครื่องร่อนอุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์

ด้านการลงทุน เมื่อปี 2561 ฝรั่งเศสได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในไทยจำนวน 17 โครงการ มูลค่า 1,592 ล้านบาท

ด้านการท่องเที่ยว เมื่อปี 2561 นักท่องเที่ยวฝรั่งเศสเดินทางมาไทย 749,856 คน เพิ่มขึ้นจาก 740,190 คน เมื่อปี 2560 เป็นอันดับ 4 ในยุโรป รองจากรัสเซีย สหราชอาณาจักร และเยอรมนี มีนักท่องเที่ยวไทยไปฝรั่งเศสประมาณ 80,000 คน

จำนวนคนไทยในฝรั่งเศสเมื่อปี 2561 มีประมาณ 35,000 คน

ข้อตกลงสำคัญ : ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน (27 ธ.ค. 2517) หนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยบริการเดินอากาศ (7 เม.ย. 2518) ซึ่งมีการทบทวนเป็นระยะ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม การศึกษาและวิทยาศาสตร์ (16 ก.ย. 2520) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ (16 ก.ย. 2520) อนุสัญญาความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในคดีอาญา (โอนตัวนักโทษ) (26 มี.ค. 2526) ความตกลงสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง ระหว่างจังหวัดภูเก็ตกับเมืองนีซ (13 ธ.ค. 2532) คณะทำงานร่วมทางการค้าไทย-ฝรั่งเศส (17 ก.พ. 2538) อนุสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญาไทย-ฝรั่งเศส (11 ก.ย. 2540) บันทึกความเข้าใจในการก่อตั้ง French-Thai Business Council (14 พ.ย. 2540) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างไทย-ฝรั่งเศสด้านไปรษณีย์และโทรคมนาคม (30 พ.ย. 2541) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ (28 มิ.ย. 2541) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านอุดมศึกษาและการวิจัยไทย-ฝรั่งเศส (23 เม.ย. 2542) ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสเกี่ยวกับความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ (27 ม.ค. 2543) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุงทางทหารระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศส (26 เม.ย. 2543) บันทึกความเข้าใจระหว่าง BOI กับหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของฝรั่งเศส (UBIFRANCE) (18 ก.พ. 2549) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านไปรษณีย์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไทย-ฝรั่งเศส (18 ก.พ. 2549) ความตกลงจัดตั้งสำนักงานเพื่อการพัฒนาในประเทศไทย (18 ก.พ. 2549) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับการพำนักระยะสั้นแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางทูต (21 มิ.ย. 2553) ข้อตกลงการหารือของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับฝรั่งเศสปี 2553-2557 (19 ต.ค. 2553) ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศความตกลงด้านการศึกษา บันทึกความร่วมมือด้านสาธารณสุข ความตกลงด้านความเป็นหุ้นส่วนระหว่างฝรั่งเศสกับอาเซียน (ก.พ. 2556)

---------------------------------------

 
 
 
 

ผู้นำฝรั่งเศส

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 10, 2019, 7:55 p.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำฝรั่งเศส
 

นายเอ็มมานูเอล มาครง

(Emmanuel Jean-Michel Frédéric Macron)

ตำแหน่ง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส

เกิด 21 ธ.ค. 2520 (อายุ 43 ปี /ปี 2563) ที่เมือง Amiens ในครอบครัวคนมีฐานะสมรสกับ นาง Brigitte Trogneux (อายุ 67 ปี/ปี 2563) เมื่อปี 2550 ไม่มีบุตรด้วยกัน พบรักกัน ขณะที่นายมาครง อายุ 15 ปี ระหว่างที่นายมาครงเรียนอยู่ในโรงเรียนที่นาง Trogneux

เป็นครูสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

การศึกษา - จบการศึกษาด้านปรัชญา จากมหาวิทยาลัย Paris Nanterre ปริญญาโทด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สถาบัน Sciences Po (Paris Institute of Political Studies)

- จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นสูง École Nationale d’Administration (ENA)

การทำงาน - อดีตนักการธนาคาร/นักการเงิน

- อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดี อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจสมัยประธานาธิบดี François Hollande จัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อ En Marche ! (On The Move !) เมื่อปี 2559 ต่อมาเปลี่ยนเป็นพรรคการเมืองในชื่อเดียวกัน

ประวัติทางการเมือง

- มีแนวคิดเสรีนิยม นิยมสหภาพยุโรป (EU) แต่ต้องการให้ EU ปฏิรูปองค์กรเพื่อ ลดการเติบโตของกระแสชาตินิยมและประชานิยม

- สนับสนุนการเปิดร้านค้าในวันอาทิตย์ ส่งเสริมธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจแบบ Startup

- ปฏิรูประบบบำนาญ ลดตำแหน่งงานและการใช้จ่ายในหน่วยราชการแต่ต้องการเพิ่ม การลงทุนภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐาน

- ลดภาษีบริษัท ให้อำนาจนายจ้างเจรจาเรื่องชั่วโมงทำงานกับพนักงานโดยตรง ห้ามการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในโรงเรียนสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี

ประมุขและคณะรัฐมนตรีฝรั่งเศส

ประธานาธิบดี Emmanuel Jean-Michel Frédéric

Macron

นรม. Édouard Philippe

รมว.กระทรวงการต่างประเทศ Jean-Yves Le Drian

รมว.กระทรวงนิเวศวิทยา Élisabeth Borne

รมว.กระทรวงการศึกษาแห่งชาติ Jean-Michel Blanquer

รมว.กระทรวงเศรษฐกิจและการเงิน Bruno Le Maire

รมว.กระทรวงสาธารณสุข Agnès Buzyn

รมว.กระทรวงกลาโหม Florence Parly

รมว.กระทรวงยุติธรรม Nicole Belloubet

รมว.กระทรวงการศึกษาระดับสูง การวิจัยและนวัตกรรม Frédérique Vidal

รมว.กระทรวงการสร้างความเป็นปึกแผ่นแห่งดินแดน Jacqueline Gourault

รมว.กระทรวงมหาดไทย Christophe Castaner

รมว.กระทรวงเกษตรและอาหาร Didier Guillaume

รมว.กระทรวงแรงงาน Muriel Pénicaud

รมว.กระทรวงวัฒนธรรม Franck Riester

รมว.กระทรวงกิจการภาครัฐ Gérald Darmanin

รมว.กระทรวงการกีฬา Roxana Maracineanu

รมว.กระทรวงฝรั่งเศสโพ้นทะเล Annick Girardin

----------------------------------------

(ต.ค. 2562)