สันนิบาตอาหรับ

League of Arab States

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 25, 2019, 10:41 a.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Dec. 25, 2019, 10:41 a.m.
ธงสันนิบาตอาหรับ
 

เว็บไซต์ www.lasportal.org

ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ กรุงไคโร อียิปต์

เลขาธิการ นายอะห์มัด อบูลเฆต (ชาวอียิปต์)

ประวัติการก่อตั้ง LAS หรือมักเป็นที่รู้จักในชื่อ Arab League (AL) เป็นองค์การระหว่างประเทศระดับภูมิภาคที่เกิดจากการรวมตัวของประเทศที่มีชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรมอาหรับ ภายใต้แนวคิดอาหรับชาตินิยม (Arab Nationalism) และการรวมตัวของประชาชาติอาหรับ (Pan-Arabism) โดยเป็นไปตามข้อเสนอของสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2485 ที่ต้องการให้เกิดการรวมกลุ่มของชาติอาหรับเพื่อสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรต่อสู้กับฝ่ายอักษะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ดี LAS ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการลงนามกฎบัตรเพื่อสถาปนา LAS ขึ้นที่ไคโร อียิปต์ เมื่อ 22 มี.ค. 2488 ระหว่างสมาชิกก่อตั้ง 7 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรอียิปต์ (ชื่อในขณะนั้น) ราชอาณาจักรอิรัก (ชื่อในขณะนั้น) ทรานส์จอร์แดน (ปัจจุบันคือ จอร์แดน) เลบานอน ซีเรีย ซาอุดีอาระเบีย และเยเมน ก่อนจะมีชาติอาหรับอื่น ๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิก จนปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 22 ประเทศ ครอบคลุมประเทศในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และจะงอยแอฟริกา

การรวมตัวของสมาชิก LAS เป็นไปอย่างหลวม ๆ ตั้งแต่แรกก่อตั้ง เพื่อให้เป็นเวทีแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (solidarity) และเป็นสัญลักษณ์ของประชาคมอาหรับ แต่มิได้ต้องการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแบบบูรณาการ (integration หรือ unification) ในลักษณะเดียวกับสหภาพยุโรป (EU) แม้ต้องการให้มีกลไกคล้าย EU เช่น รัฐสภาอาหรับ (Arab Parliament) ศาลยุติธรรมอาหรับ (Arab Court) คณะมนตรีความมั่นคงอาหรับ (Arab Security Council) และสหภาพศุลกากรอาหรับ (Arab Customs Union)

สมาชิก 22 ประเทศ ได้แก่ แอลจีเรีย บาห์เรน คอโมโรส จิบูตี อียิปต์ อิรัก จอร์แดน คูเวต เลบานอน ลิเบีย มอริเตเนีย โมร็อกโก โอมาน ปาเลสไตน์ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย ตูนิเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยเมน โดยทุกประเทศเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) นอกจากนี้ ยังมีประเทศผู้สังเกตการณ์ 5 ประเทศ ได้แก่ อาร์เมเนีย บราซิล เอริเทรีย อินเดีย และเวเนซุเอลา

วัตถุประสงค์/ภารกิจ

มาตรา 2 ของกฎบัตร LAS ปี 2488 ระบุวัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง LAS ไว้ว่า เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมาชิกให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น และประสานนโยบายของรัฐสมาชิกเพื่อให้บรรลุความร่วมมือระหว่างกัน ตลอดจนพิทักษ์เอกราชและอธิปไตย รวมทั้งพิจารณาประเด็นปัญหาที่เป็นข้อห่วงกังวลซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์รัฐสมาชิก โดยครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้ 1) ด้านเศรษฐกิจและการคลัง ซึ่งครอบคลุมด้านการค้า ศุลกากร การแลกเปลี่ยนเงินตรา การเกษตร และอุตสาหกรรม 2) ด้านการคมนาคมและการสื่อสาร ซึ่งครอบคลุมถึงการรถไฟ ถนน การบิน การเดินเรือ การไปรษณีย์และโทรเลข 3) ด้านวัฒนธรรม 4) ด้านการให้สัญชาติ การออกหนังสือเดินทางและการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง การบังคับคดี และการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน 5) ด้านสังคม และ 6) ด้านสาธารณสุข

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติพบว่า การรักษาและส่งเสริมผลประโยชน์ทางการเมืองของโลกอาหรับกลายเป็นเป้าหมายหลักในช่วงหลังการก่อตั้งระยะแรก ซึ่งเป็นช่วงหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเน้นไปที่การเรียกร้องเอกราชของชาติอาหรับที่ยังไม่ได้รับเอกราชจากเจ้าอาณานิคม การขัดขวางมิให้ขบวนการไซออนิสม์สถาปนารัฐของชาวยิว (อิสราเอล) ขึ้นบนดินแดนปาเลสไตน์ และการเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองของชาติอาหรับและป้องปรามการรุกรานจากภายนอก ปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการสถาปนารัฐปาเลสไตน์ขึ้นบนดินแดนในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา (ปัจจุบันตกอยู่ภายใต้การยึดครองและการปิดล้อมของอิสราเอล) โดยมีเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวง นอกจากนี้ สันนิบาตอาหรับยังพยายามผลักดันบทบาทในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างโลกอาหรับกับประเทศอื่น ๆ รวมถึงบทบาทในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างชาติสมาชิกด้วยกันเอง

การจัดองค์กร องค์กรตามที่ระบุไว้ในกฎบัตร LAS ประกอบด้วย 3 สถาบันหลัก ได้แก่ คณะมนตรีสันนิบาต คณะกรรมการถาวร และสำนักงานเลขาธิการ ขณะเดียวกันก็มีกรอบการประชุมและทบวงชำนัญพิเศษอื่น ๆ ที่สำคัญ ดังนี้

1) คณะมนตรีสันนิบาต (Arab League Council/Council of Arab League) ถือเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในสันนิบาตอาหรับ ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกทั้งหมด (ส่วนใหญ่เป็นผู้แทนระดับ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ) ปกติจะประชุมปีละ 2 ครั้ง ใน มี.ค. และ ก.ย.ของทุกปี ที่สำนักเลขาธิการฯ ในไคโร อียิปต์ โดยเลขาธิการฯ เป็นผู้เรียกประชุม และประธานการประชุมจะผลัดเปลี่ยนกันระหว่างสมาชิก อย่างไรก็ดี อาจจัดการประชุมวาระพิเศษนอกเหนือจากที่กำหนด หากมีการร้องขอจากรัฐสมาชิกจำนวน 2 ใน 3 ของรัฐสมาชิกทั้งหมด ส่วนการลงมติในที่ประชุม ในกรณีที่มีมติเป็นเอกฉันท์ มตินั้นจะมีผลผูกพันกับรัฐสมาชิกทั้งหมด แต่หากไม่สามารถมีมติเป็นเอกฉันท์ ก็ให้ใช้การตัดสินด้วยการลงคะแนนเสียงข้างมาก แต่มติที่ออกมาจะมีผลผูกพันเฉพาะประเทศที่ออกเสียงสนับสนุนมตินั้นเท่านั้น สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะมนตรีสันนิบาต ได้แก่ ติดตามและเร่งรัดการดำเนินการตามข้อตกลงที่ประเทศสมาชิกลงนาม แสวงหามาตรการในการป้องกันภัยคุกคามที่มีต่อเสถียรภาพของประเทศสมาชิก แก้ไขปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกโดยสันติวิธี กำหนดแนวทางร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ แต่งตั้งเลขาธิการฯ รับรองงบประมาณขององค์กร และแต่งตั้งคณะกรรมาธิการเฉพาะด้าน

2) คณะกรรมการถาวร (Permanent Committee) ประกอบด้วยคณะกรรมการด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก โดยคณะมนตรีสันนิบาต เป็นผู้คัดเลือกประธานคณะกรรมการของแต่ละด้าน มีวาระ 2 ปี

3) สำนักเลขาธิการ (General Secretariat) ตั้งอยู่ที่ไคโร อียิปต์ แต่ในห้วงระหว่างปี 2522-2532 เคยมีการย้ายสำนักเลขาธิการไปยังกรุงตูนิส ตูนิเซีย ช่วงที่อียิปต์ถูกระงับสมาชิกภาพในห้วงดังกล่าวจากกรณีที่ชาติสมาชิกไม่พอใจที่อียิปต์ลงนามสนธิสัญญาสันติภาพกับอิสราเอล จนกระทั่งผู้นำชาติอาหรับตัดสินใจยอมรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับอียิปต์อีกครั้งเมื่อปี 2530 จึงได้มีการคืนสมาชิกภาพพร้อมกับย้ายที่ทำการสำนักเลขาธิการกลับไปยังอียิปต์ตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบัน ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ LAS มาจากการแต่งตั้งโดยคณะมนตรีสันนิบาต โดยมีวาระ 5 ปี หน้าที่หลักของเลขาธิการฯ คือ ปฏิบัติงานด้านบริหารองค์กร และงานด้านการเมือง ตั้งแต่ก่อตั้ง LAS เลขาธิการฯ เป็นชาวอียิปต์มาโดยตลอด โดยคณะมนตรีสันนิบาตจะแต่งตั้งเลขาธิการฯ ตามที่รัฐบาลอียิปต์เสนอชื่อเข้าสู่การพิจารณา

4) การประชุมสุดยอด (Arab Summit) โดยในช่วงแรกมีกำหนดการประชุมไม่ค่อยแน่นอน เนื่องจากปัญหาและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาค อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบันมีการจัดการประชุมดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี ยกเว้นเมื่อปี 2554 ที่ไม่สามารถจัดการประชุมได้ เนื่องจากเกิดกระแสการลุกฮือของมวลชนในโลกอาหรับ (Arab Spring) ที่ส่งผลกระทบต่อรัฐสมาชิกหลายประเทศ

5) คณะมนตรีรัฐมนตรีชำนัญพิเศษ (Specialized Ministerial Councils) เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาการป้องกันร่วมและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของสันนิบาตอาหรับ (Treaty of Joint Arab Defence and Economic Cooperation) ปี 2493 ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่มีผู้แทนระดับรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยจัดประชุมปีละ 2 ครั้ง เช่น คณะมนตรีการป้องกันร่วม (Joint Defence Council) คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม (Economic and Social Council)

6) ทบวงชำนัญพิเศษอื่น ๆ (Specialized Agencies) เป็นกลไกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านต่าง ๆ ของรัฐสมาชิก เช่น คณะมนตรีเอกภาพทางเศรษฐกิจ (Council of Arab Economic Unity-CAEU) ของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมของสันนิบาตอาหรับ องค์กรเพื่อการศึกษา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์แห่งสันนิบาตอาหรับ (Arab League Educational, Cultural and Scientific Organization-ALECSO) สำนักพิเศษเพื่อการคว่ำบาตรอิสราเอล (Special Bureau for Boycotting Israel) องค์กรเพื่อการพัฒนาการบริหารของสันนิบาตอาหรับ (Arab Administrative Development Organization-ARADO) และกองทุนอาหรับเพื่อการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ประเทศในแอฟริกาและประเทศอาหรับ (Arab Fund for Technical Assistance to African and Arab Countries)

การประชุมที่สำคัญในปี 2562

1. การประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป-สันนิบาตอาหรับ (EU–LAS Summit) ครั้งแรก ระหว่าง 24-25 ก.พ. 2562 ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติในเมือง Sharm El-Sheikh ของอียิปต์ หารือประเด็นเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย การก่อการร้าย และการค้า โดยถือเป็นยุคใหม่ของความร่วมมือของสองฝ่ายในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งครั้งถัดไปจะจัดที่บรัสเซลส์ เบลเยียม ในปี 2565

2. การประชุมสุดยอดสันนิบาตอาหรับครั้งที่ 30 ที่ตูนิส ตูนิเซีย เมื่อ 31 มี.ค. 2562 โดยมีผู้นำเข้าร่วมการประชุมเพียง 13 ประเทศ จากประเทศสมาชิกทั้งหมด 22 ประเทศ สาระสำคัญคือการหารือเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลางระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล โดยเรียกร้องให้จัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ และให้ใช้หลักการสถาปนารัฐปาเลสไตน์เคียงข้างอิสราเอล (two-state solution) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมทั้งย้ำถึงการสนับสนุนความพยายามในการแก้ไขปัญหาวิกฤติในลิเบียและซีเรีย นอกจากนี้ ผู้นำอาหรับไม่ยอมรับการประกาศของสหรัฐฯ เมื่อ 25 มี.ค. 2562 รับรองอธิปไตยของอิสราเอลเหนือที่ราบสูงโกลาน ซึ่งอิสราเอลยึดครองไปจากซีเรียเมื่อปี 2510

3. การประชุม รมว.กระทรวงการต่างประเทศของสันนิบาตอาหรับวาระฉุกเฉิน ที่ไคโร เมื่อ 12 ต.ค. 2562 ที่ประชุมประณามตุรกีที่ปฏิบัติการทางทหารต่อซีเรีย และเตือนจะออกมาตรการตอบโต้ หากตุรกีไม่ถอนกำลังออกจากซีเรีย โดยกาตาร์และโซมาเลียสงวนสิทธิ์ในการร่วมประณามตุรกี

ความสัมพันธ์ไทย-สันนิบาตอาหรับ

ไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตในลักษณะทวิภาคีกับสมาชิก LAS เป็นรายประเทศครบทั้ง 22 ประเทศ

 
 
 
 

ผู้นำสันนิบาตอาหรับ

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 25, 2019, 10:41 a.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำสันนิบาตอาหรับ
 

นายอะห์มัด อบูลเฆต

(Ahmed Aboul Gheit)

ตำแหน่ง เลขาธิการสันนิบาตอาหรับ (LAS)

เกิด 12 มิ.ย. 2485 (อายุ 78 ปี/ปี 2563) ที่ไคโร อียิปต์

ศาสนา อิสลาม (ซุนนี)

ภาษา อาหรับ อังกฤษ

การศึกษา จบปริญญาพาณิชย์ศาสตร์จาก Ainshams University ในกรุงไคโร อียิปต์ เมื่อปี 2507

สถานภาพ สมรสกับนาง Laila Kamal Salah มีบุตร 2 คน

ประวัติการทำงาน

ก่อนปี 2547 รับราชการในกระทรวงการต่างประเทศและก้าวหน้าในราชการโดยลำดับ โดยเคย ดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น เอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำอิตาลี มาซิโดเนีย ซานมาริโน หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีของนายอัมร์ มูซา รมว.กระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ก่อนจะดำรงตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนถาวร อียิปต์ประจำสหประชาชาติ ณ นิวยอร์ก สหรัฐฯ ระหว่างปี 2542-2547

ปี 2547-2554 รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลประธานาธิบดีฮุสนี มุบาร็อก

ปี 2559 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ LAS คนที่ 8 เมื่อ มี.ค. 2559 และเข้ารับ ตำแหน่งตั้งแต่ 3 ก.ค. 2559

ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจ

- ได้รับความไว้วางใจจากอดีตประธานาธิบดีฮุสนี มุบาร็อก และใกล้ชิดกับนายอุมัร สุลัยมาน อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองและรองประธานาธิบดีอียิปต์

- หลังจากรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีฮุสนี มุบาร็อก ถูกโค่นล้มเมื่อปี 2554 นายอะห์มัด อบูลเฆต ถูกกดดันให้ยุติบทบาททางการเมือง เฉพาะอย่างยิ่งในห้วงที่ประธานาธิบดี มุฮัมมัด มุรซี ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม Muslim Brotherhood เข้าบริหาร ประเทศ ระหว่างปี 2555-2556

- ห้วงที่ยุติบทบาททางการเมือง ได้เขียนหนังสือชื่อ “My Testimony-Egyptian Foreign Policy: 2004-2011” ซึ่งเป็นบันทึกความทรงจำช่วงดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวง การต่างประเทศอียิปต์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Dar Nahdat Misr เมื่อปี 2556

- มีบุคลิกยิ้มแย้ม เคร่งครัดในเรื่องงาน และได้รับการยอมรับว่ามีทักษะการบริหาร และการทูตที่ยอดเยี่ยม

- ต่อต้านกลุ่มติดอาวุธอย่างแข็งขัน เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซาของ ปาเลสไตน์และกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน

- ถูกคัดค้านจากกาตาร์ แอลจีเรีย และซูดาน หลังจากได้รับการเสนอชื่อให้ดำรง ตำแหน่งเลขาธิการ LAS ต่อจากนายนะบีล อัลอะรอบี โดยอ้างว่าการที่นายอบูลเฆตมี อายุมากแล้ว แต่เนื่องจากซาอุดีอาระเบียและอียิปต์สนับสนุนอย่างแข็งขันและเข้ามา ไกล่เกลี่ยโดยเสนอผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับประเทศทั้งสาม จึงทำให้นายอบูลเฆต ได้ดำรงตำแหน่งในที่สุด

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี

-