องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก

Organisation of Petroleum Exporting Countries

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 25, 2019, 10:47 a.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Feb. 15, 2020, 4:31 p.m.
ธงโอเปก
 


เว็ปไซต์        www.opec.org       


ทีตั้งสำนักงาน เวียนนา ออสเตรีย 


ก่อตั้งเมื่อ      ก.ย. 2503 โดยอิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลา โดยการลงนามข้อตกลงที่แบกแดด อิรัก


สมาชิก        สมาชิกแรกเริ่มของ OPEC ได้แก่ อิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลา จากนั้นมีสมาชิกเข้าร่วมเพิ่มเติมเรียงลำดับตามปี ได้แก่ กาตาร์ (2504) อินโดนีเซียและลิเบีย (2505) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (2510) แอลจีเรีย (2512) ไนจีเรีย (2514) เอกวาดอร์ (2516) กาบอง (2518) แองโกลา (2550) กินี (2560) และคองโก (2561) ทั้งนี้ เอกวาดอร์ยกเลิกการเป็นสมาชิก OPEC ชั่วคราวเมื่อ ธ.ค. 2535 และกลับเข้าเป็นสมาชิกอีกครั้งเมื่อ ต.ค. 2550 อินโดนีเซียยกเลิกเป็นสมาชิกชั่วคราว ม.ค. 2538 และกลับเข้าเป็นสมาชิกอีกครั้งเมื่อ ม.ค. 2559 สำหรับกาบอง ยกเลิกการเป็นสมาชิกเมื่อ ม.ค. 2538 และกลับมาเป็นสมาชิกอีกครั้งเมื่อ ก.ค. 2559 ส่วนกาตาร์ยังออกจากการเป็นสมาชิกเมื่อ ม.ค. 2562 และเอกวาดอร์แถลงจะออกจากสมาชิกอีกครั้งใน ม.ค. 2563 


ภารกิจ         กำหนดเป้าหมายร่วมกันด้านปิโตรเลียมของประเทศสมาชิก เพื่อประกันความยุติธรรมและความมีเสถียรภาพของราคาปิโตรเลียม รวมถึงผลตอบแทนที่ยุติธรรมแก่นักลงทุน ทั้งนี้ OPEC 11 ประเทศได้แก่ แอลจีเรีย แองโกลา คองโก เอกวาดอร์ กินี กาบอง อิรัก คูเวต ไนจีเรีย ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับ-เอมิเรตส์ ร่วมกับ Non-OPEC อีก 10 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน บาห์เรน บรูไน คาซัคสถาน มาเลเซีย เม็กซิโก โอมาน รัสเซีย เซาท์ซูดาน และซูดาน รวมเป็น 21 ประเทศ ตกลงปรับลดการผลิตน้ำมันตามโควตาของแต่ละประเทศรวมกันวันละ 1.2 ล้านบาร์เรล เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันไปจนถึง มี.ค. 2563 และประชุมทบทวนข้อตกลงดังกล่าวอีกครั้งในต้น ธ.ค. 2562


สถานการณ์พลังงานโลก


                 ราคาน้ำมันดิบโลกปี 2563 มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 58-62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 60-64 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อปี 2562 เนื่องจาก 1) การขาดเอกภาพในการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC 2) ปริมาณน้ำมันจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และ 3) อุปสงค์น้ำมันดิบโลกปี 2563 มีแนวโน้มปรับลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การปรับลดลงของราคาน้ำมันดังกล่าวจะช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและภาคการผลิตของไทย รวมทั้งช่วยลดความเปราะบางของไทยในฐานะประเทศที่อ่อนไหวต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกขาขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)


                 กลุ่ม OPEC และ Non-OPEC 21 ประเทศ[1] ประสบปัญหาขาดเอกภาพอย่างต่อเนื่อง โดยทั้ง 21 ประเทศตกลงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันรวมกันวันละ 1.2 ล้านบาร์เรลไปจนถึง มี.ค. 2563 เพื่อพยุงราคาน้ำมันให้ไม่ต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่สมาชิกบางประเทศขอถอนตัวออกจากข้อตกลงดังกล่าว ได้แก่ กาตาร์ถอนตัวออกจากข้อตกลงเมื่อ ม.ค. 2562 เนื่องจากต้องการเน้นส่งออกก๊าซธรรมชาติ และเอกวาดอร์ ที่จะออกจากสมาชิกข้อตกลงดังกล่าวใน ม.ค. 2563 เนื่องจากต้องการเพิ่มการผลิตน้ำมันเพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศ นอกจากนี้ สมาชิกหลายประเทศยังละเมิดข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันตามโควตาที่ตกลงกันไว้ เช่น อิรักและไนจีเรีย ซึ่งอยู่ในกลุ่ม OPEC ปรับเพิ่มการผลิตอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับโควตาการปรับลดกำลังการผลิตมาโดยตลอดมีเพียง 4 ประเทศจาก 11 ประเทศในกลุ่ม OPEC นำโดยซาอุดีอาระเบีย ที่ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันมากกว่าโควตาที่ตนเองได้รับ เพื่อทดแทนอีก 7 ประเทศที่ไม่ปรับลดกำลังการผลิตตามโควตา


                 ขณะเดียวกัน ประเทศนอกกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC นำโดยสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานข้อมูลข่าวสารด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration-EIA) ประเมินปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 13.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 12.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งรายงาน World Oil Outlook ของ OPEC ประเมินปริมาณการผลิตน้ำมันของนอร์เวย์ บราซิล แคนาดา และกายอานา จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับสหรัฐฯ ซึ่งจะกดดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลง


                 นอกจากนี้ อุปสงค์น้ำมันดิบโลกมีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency-IEA) ปรับลดการคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันดิบโลกปี 2563 มาอยู่ที่ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากที่ประเมินไว้ที่ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน สอดคล้องกับ Goldman Sachs ที่ปรับลดเหลือ 1.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 1.45 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเศรษฐกิจโลกปี 2562 จะเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 และปี 2563 มีแนวโน้มจะดีขึ้นได้เพียงเล็กน้อย แต่ยังมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากทั้งกรณีสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ และกรณีสหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ที่อาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2563


                 ปัจจัยด้านอุปทานทั้งจากปัญหาเอกภาพของกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC รวมถึงปริมาณน้ำมันดิบในประเทศอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับอุปสงค์น้ำมันในปี 2563 ที่จะลดลงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกในปี 2563 มีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าปี 2562 ซึ่งองค์การระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ธนาคารโลก รวมทั้งสถาบันการเงินต่างประเทศ ได้แก่ Goldman Sachs และ Fitch Solution ตลอดจน EIA ประเมินราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยทั้งปี 2563 จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 58-62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 60-64 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อปี 2562


                 สนข.Bloomberg ยังประเมินว่า ไทยมีความอ่อนไหวต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกขาขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศตลาดเกิดใหม่ รองจากแอฟริกาใต้ เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบสุทธิในระดับสูงถึงประมาณร้อยละ 85 ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของ RBC Capital Markets สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของแคนาดา ที่จัดทำดัชนีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน (Oil Sensitivity Index) ของประเทศเศรษฐกิจแบบเปิดในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกับเตือนว่า ไทย มาเลเซีย จีน และอินโดนีเซีย เผชิญความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันดิบขาขึ้นมากที่สุด


                 ทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกในปี 2563 ที่มีแนวโน้มลดต่ำลงจากปี 2562 แม้จะช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนไทยในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อีกทั้งลดความเปราะบางของไทยในฐานะประเทศที่อ่อนไหวต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกขาขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แต่สถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนในระยะสั้น ไทยจึงควรเตรียมพิจารณาดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับสถานการร์ดังกล่าว อาทิ การนำเงินจากกองทุนน้ำมันเข้าแทรกแซงเพื่อมิให้ราคาน้ำมันของไทยสูงเกินไปจนกระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชนและภาคการผลิตอย่างทันท่วงที ขอความร่วมมือเอกชนปรับลดค่าการตลาดลง ตลอดจนขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าในหมวดที่จะได้รับผลกระทบต่อต้นทุนและราคาน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะสั้นในภาวะที่เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว เป็นต้น


 

--------------------------------------


[1] OPEC 11 ประเทศ ได้แก่ แอลจีเรีย แองโกลา กินี เอกวาดอร์ คองโก กาบอง อิรัก คูเวต ไนจีเรีย ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วน Non-OPEC 10 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน บาห์เรน บรูไน คาซัคสถาน มาเลเซีย เม็กซิโก โอมาน รัสเซีย ซูดาน และเซาท์ซูดาน




 

 
 
 
 

ผู้นำโอเปก

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 25, 2019, 10:47 a.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำโอเปก
 

เลขาธิการ     นายมูฮัมหมัด ซานูสิ บาร์คินโด (Muhammad Sanusi Barkindo) ชาวไนจีเรีย ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ OPEC คนที่ 28 สมัยที่ 1 ตั้งแต่ 1 ส.ค. 2559 (วาระ 3 ปี) และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งอีกครั้งในสมัยที่ 2 เมื่อ 1 ส.ค. 2562

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี

-