ราชอาณาจักรไทย

Kingdom of Thailand

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 25, 2019, 11:41 a.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Dec. 25, 2019, 11:42 a.m.
ธงไทย
 

เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร

ที่ตั้ง อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างเส้นละติจูดที่ 5 องศา 37 ลิปดาเหนือกับ 20 องศา 27 ลิปดาเหนือ และระหว่างเส้นลองจิจูดที่ 97 องศา 22 ลิปดาตะวันออกกับ 105 องศา 37 ลิปดาตะวันออก มีพื้นที่ทั้งหมด 513,120 ตร.กม. (คิดเป็น 0.34% ของพื้นที่โลก) หรือประมาณ 320 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทางบก 510,890 ตร.กม. และพื้นที่ทางทะเล 2,230 ตร.กม. มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 51 ของโลก เป็นอันดับที่ 12 ในเอเชีย และอันดับ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซียและเมียนมา ระยะทางจากจุดเหนือสุดถึงใต้สุด 1,640 กม. ความกว้างจากจุดตะวันตกสุดไปจุดตะวันออกสุด 780 กม. พรมแดนทางบก 5,673 กม. พรมแดนทางทะเล 3,219 กม.

อาณาเขต

    ทิศเหนือ ติดกับเมียนมาและลาว จุดเหนือสุดอยู่ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย

    ทิศตะวันออก ติดกับลาวและกัมพูชา จุดตะวันออกสุดอยู่ที่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี

    ทิศใต้ ติดกับมาเลเซีย จุดใต้สุดอยู่ที่ อ.เบตง จ.ยะลา

    ทิศตะวันตก ติดกับเมียนมา จุดตะวันตกสุดอยู่ที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน

    ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก ติดกับทะเลอันดามัน

    ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ติดกับอ่าวไทย

ภูมิประเทศ อยู่ในเขตโซนร้อน ภาคเหนือเป็นพื้นที่สูง มียอดเขาสูงสลับซับซ้อน และเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญหลายสาย ยอดเขาสูงสุด คือ ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ สูง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่เป็นที่สูงหรือที่ราบสูง ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่และเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญ ขณะที่ทิศใต้ของภาคกลางติดกับอ่าวไทย ส่วนภาคใต้มีพื้นที่เป็นทิวเขาสูงสลับที่ราบลุ่มและมีชายหาดทะเลทั้งฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) และฝั่งตะวันตก (ทะเลอันดามัน)

ภูมิอากาศ แบบร้อนชื้นแบ่งเป็น 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน (ก.พ.-พ.ค. ร้อนที่สุดช่วง เม.ย.) ฤดูฝนหรือช่วงฤดูมรสุม ตต.ต.(กลาง พ.ค.-ต.ค.) มีฝนตกและเมฆมาก โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งและเทือกเขาด้านที่รับลมฤดูหนาวหรือช่วงมรสุม ตอ.น. (กลาง ต.ค.-ก.พ.) อากาศแห้ง หนาวเย็น และท้องฟ้าค่อนข้างโปร่ง ยกเว้นฝั่งตะวันออกของภาคใต้จะมีเมฆมาก

ประชากร ประมาณ 66.41 ล้านคน (สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ ธันวาคม 2561) เป็นหญิง 33.85 ล้านคน ชาย 32.55 ล้านคน มากเป็นอันดับ 4 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ประชากรมากที่สุด : กรุงเทพฯ 5.67 ล้านคน ประชากรน้อยที่สุด : ระนอง 191,868 คน จังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ กรุงเทพฯ นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ บุรีรัมย์ อุดรธานี นครศรีธรรมราช ชลบุรี และศรีสะเกษ ตามลำดับ อายุขัยเฉลี่ย : ชาย 73 ปี หญิง 80 ปี อัตราการเกิด : 10.25 คน/ประชากร 1,000 คน อัตราการตาย : 7.22 คน/ประชากร 1,000 คน

ศาสนา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท 93.5% รองลงมา คือ อิสลาม 5.4% คริสต์ 1.1% ที่เหลือ 0.1% เป็นศาสนาอื่น ๆ เช่น ฮินดู ขงจื้อ และไม่มีศาสนา

ภาษา ภาษาราชการ คือ ภาษาไทย

การศึกษา ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ภาคบังคับ 9 ปี อัตราการรู้หนังสืออยู่ที่ 92.9% เป็นอันดับที่ 7 ของอาเซียน

การคมนาคม การขนส่งทางบกมีเส้นทางถนนยาว 180,053 กม. เส้นทางรถไฟยาว 4,508 กม. ปัจจุบันกำลังดำเนินการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 252 กม. ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินรวม 4 สาย : สายสีเขียวเข้ม (ห้าแยกลาดพร้าว-เคหะสมุทรปราการ) ปี 2563 จะเปิดให้บริการส่วนต่อขยายจากห้าแยกลาดพร้าว-คูคต สายสีเขียวอ่อน (สนามกีฬาแห่งชาติ-บางหว้า) สายเฉลิมรัชมงคลหรือสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-หัวลำโพง) เมื่อปี 2562 มีการเปิดให้บริการส่วนต่อขยายช่วงที่ 1 เส้นทางหัวลำโพง-หลักสอง และต้นปี 2563 เปิดให้บริการส่วนต่อขยายช่วงที่ 2 (บางซื่อ-ท่าพระ) และ สายฉลองรัชธรรมหรือสายสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่) ทางอากาศ : มีท่าอากาศยานรวม 36 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นท่าอากาศยานระหว่างประเทศที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 6 แห่ง โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าหลักและใหญ่ที่สุด ทางน้ำ : ท่า/โป๊ะ เทียบเรือสินค้าริมแม่น้ำ 14 ท่า ท่าเทียบเรือชายฝั่งทะเล 49 ท่า เป็นท่าเรือน้ำลึก 5 ท่า (ภูเก็ต 2 ท่า สงขลา 3 ท่า) ท่าเทียบเรือโดยสารสาธารณะเขต กทม.-ปริมณฑล รวม 90 ท่า และโครงการพัฒนาท่าเรือคลองผดุงกรุงเกษม 9 ท่า (อยู่ระหว่างปรับปรุงให้เหมาะกับการใช้งาน) ส่วนท่าเทียบเรือขนส่งหลักระหว่างประเทศ 24 ท่า (ท่าเรือกรุงเทพ 18 ท่า และท่าเรือแหลมฉบัง 6 ท่า) 61 หลักผูกเรือ (คลองเตยและบางหัวเสือ สมุทรปราการ) และ 5 ทุ่นผูกเรือที่ท่าเรือสาธุประดิษฐ์

ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีกฎหมายสูงสุด คือ รัฐธรรมนูญ โดยเขตการปกครองแบ่งเป็น 1) การบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางตามหลักการรวมอำนาจ (Centralization) ทั้งการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย วางแผนจัดสรรงบประมาณ ควบคุมตรวจสอบ และบริหารราชการในกิจการสำคัญให้หน่วยงานต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มีหน้าที่รับผิดชอบ 4 ส่วน คือ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม รวมถึงส่วนราชการระดับกรมที่เป็นอิสระ และองค์กรส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองตามกฎหมาย 2) การปกครองส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย 76 จังหวัด (ภาคเหนือ 9 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ภาคกลาง 21 จังหวัด ภาคตะวันออก 7 จังหวัด ภาคตะวันตก 5 จังหวัด และภาคใต้ 14 จังหวัด) และ 3) การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 76 แห่ง เทศบาล 2,442 แห่ง (เทศบาลนคร 30 แห่ง เทศบาลเมือง 179 แห่ง และเทศบาลตำบล 2,233 แห่ง) องค์การบริหารส่วนตำบล 5,332 แห่ง และการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 2 แห่ง คือ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปัจจุบันเป็นฉบับที่ 20 มีผลบังคับใช้เมื่อ 6 เม.ย. 2560 ประกอบด้วย 279 มาตรา 16 หมวด และบทเฉพาะกาล ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ 1) ที่มาของ นรม. ไม่ได้กำหนดว่าต้องมาจาก ส.ส. เท่านั้น แต่ต้องมาจากการเสนอชื่อของสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคการเมืองสามารถเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็น นรม. ได้ไม่เกิน 3 คน และต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. ในสภาไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด ขณะที่มาตรา 272 กำหนดว่าหากไม่อาจแต่งตั้ง นรม. ในบัญชีรายชื่อที่เสนอโดยพรรคการเมืองได้ ให้ที่ประชุมรัฐสภา มีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คน เสนอชื่อบุคคลภายนอกบัญชีได้ 2) กำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศอย่างน้อย 7 ด้าน โดยเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการ อีกทั้งกำหนดลักษณะต้องห้ามของทั้ง ส.ส. สว. หรือ รมต. เป็นกลไกป้องกันไม่ให้คนทุจริตเข้าสู่การเมือง และ 3) ที่มา สว. ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้มี สว. จำนวน 200 คน จากการคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพหรือประโยชน์ร่วมกัน โดยมีคณะกรรมการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้เลือกกันเอง ส่วนระยะ 5 ปีแรกตามมาตรา 269 กำหนดให้มี สว. จำนวน 250 คน โดยมาจากการสรรหาของคณะกรรมการที่แต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จำนวน 194 คน ส่วนอีก 50 คน มาจากการคัดเลือกกันเอง และมีผู้เป็น สว. โดยตำแหน่งอีก 6 คน นอกจากนี้ สว.ยังมีสิทธิ์ลงคะแนนเลือก นรม.ร่วมกับ ส.ส.

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 65 เพื่อเกิดการปฏิบัติให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคง (การรักษาความสงบภายในประเทศ/ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง/พัฒนาศักยภาพของประเทศให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ/บูรณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงกับอาเซียนและนานาชาติ รวมถึงองค์กรภาครัฐและที่มิใช่ภาครัฐ/พัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบบูรณาการ) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จในปี 2580 ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ อาทิ ดัชนีชี้วัดความสุขของประชากรไทยอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก การนำเสนอแนวความคิดริเริ่มและหนทางแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศตามโอกาสที่เหมาะสม

    ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภาไทยเป็นระบบสองสภา (Bicameral) ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา

1) สภาผู้แทนราษฎรมีจำนวน 500 คน โดยสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง 2 แบบ ดังนี้ 1) แบบแบ่งเขต มีจำนวน 350 คน คือ ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้งโดยการแบ่งเขตเลือกตั้งทั่วประเทศออกเป็น 350 เขต ในแต่ละเขตเลือกตั้งมี ส.ส.ได้ 1 คน ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็น ผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ส. 2) แบบบัญชีรายชื่อ มีจำนวน 150 คน โดยพรรคการเมืองจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละหนึ่งบัญชี ซึ่งรายชื่อไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ส่งให้กรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง การลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวกันกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยการคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคพึงจะได้รับ มาจากการจัดสรรคะแนนที่ประชาชนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.จากพรรคต่างๆ ทั้งประเทศ มาคำนวณจำนวน ส.ส.ของพรรคการเมืองที่จะได้รับในการเลือกตั้ง ส.ส.มีวาระการดำรงตำแหน่งครั้งละ 4 ปี

2) วุฒิสภา จำนวน 200 คน ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้ในวาระเริ่มแรก วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก 250 คน ซึ่งมีที่มา 3 แบบ ดังนี้ 1) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คัดเลือกผู้ได้รับเลือกจากบัญชีรายชื่อที่ได้รับจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ได้ จำนวน 50 คน และคัดเลือกรายชื่อสำรอง จำนวน 50 คน โดยการคัดเลือกดังกล่าวให้คำนึงถึงบุคคลจากกลุ่มต่าง ๆ อย่างทั่วถึง 2) คณะรักษาความสงบแห่งชาติคัดเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อที่ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาให้ได้ จำนวน 194 คน และคัดเลือกรายชื่อสำรองจากบัญชีรายชื่อ ที่ได้รับการสรรหา จำนวน 50 คน 3) ผู้ดำรงตำแหน่ง 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ วุฒิสมาชิกมีวาระการดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี

    ฝ่ายตุลาการ : ไทยเป็นระบบศาลคู่ ที่มีการจัดตั้งศาลเฉพาะ เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับกฎหมายมหาชนแยกจากศาลยุติธรรม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดศาลไทยไว้ 4 ประเภท คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร การพิจารณาคดีของศาลไทยใช้ระบบกล่าวหา (Accusatorial System) ที่คู่ความดำเนินเรื่องทั้งหมดโดยศาลมีหน้าที่รับฟังตัดสินคดี ขณะที่ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญใช้ระบบไต่สวนในการพิจารณาคดี อำนาจหน้าที่ของแต่ละศาล มีดังนี้

1) ศาลรัฐธรรมนูญ (Constitutional Court) เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรต่าง ๆ การวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการการเลือกตั้ง การวินิจฉัยชี้ขาดสมาชิกภาพของ รมต. ส.ส. หรือ สว. รวมถึงการควบคุมตรวจสอบพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย

2) ศาลยุติธรรม มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลอื่น โดยศาลยุติธรรมมี 3 ชั้น ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ประเภทคดีตามอำนาจศาล อาทิ คดีแพ่ง คดีอาญา คดีล้มละลาย คดีแรงงาน และอื่น ๆ ตามกฎหมายกำหนด ศาลยุติธรรมมีบทบาทเป็นศาลหลักตามเขตอำนาจเป็นการทั่วไปต้องรับคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดในระบบศาลยุติธรรมมีแผนกคดีพิเศษรวม 11 แผนก สำหรับวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่อาศัยความชำนาญพิเศษ ได้แก่ คดีเยาวชนและครอบครัว คดีแรงงาน คดีผู้บริโภค คดีเลือกตั้ง คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีล้มละลาย คดีภาษีอากร คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ คดีสิ่งแวดล้อม และคดีปกครองภายใน

3) ศาลปกครอง (Administrative Court) เป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษา “คดีปกครอง” ซึ่งเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำทางปกครองฝ่ายเดียว สัญญาทางปกครอง การกระทำละเมิดทางปกครอง การละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติงานล่าช้าเกินสมควร หรือคดีพิพาททางปกครองอื่น ๆ ตามเขตอำนาจศาล โดยมีการพิจารณา 2 ชั้น คือ 1) ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลางและศาลปกครองภูมิภาค) และ 2) ศาลปกครองสูงสุด

4) ศาลทหาร อยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหม จัดตั้งตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารและความผิดต่อกฎหมายทหารหรือตามบัญชีแนบท้ายกฎอัยการศึก ปกติเป็นคดีที่ทหารประจำการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา ทั้งนี้ คดีนอกอำนาจศาลทหารให้ดำเนินคดีในศาลพลเรือน แม้จะปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ก็ให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้

    พรรคการเมือง : ข้อมูลเมื่อ ก.ย. 2562 พรรคการเมืองที่ยังดำเนินการเป็นพรรคการเมือง รวม 85 พรรค อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ และพรรคเพื่อชาติ

ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2561)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 504,993 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2561 ข้อมูลธนาคารโลก)

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 3.8%

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 7,273.6 ดอลลาร์สหรัฐ

แรงงาน : 38.37 ล้านคน

อัตราการว่างงาน : 0.7%

อัตราเงินเฟ้อ : 0.7%

เงินสำรองระหว่างประเทศ : 243,785.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7,678,274.37 ล้านบาท (ก.พ. 2562)

การจัดเก็บรายได้ : 2,535,531 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 2560 – ก.ย. 2561)

หนี้ต่างประเทศ : 84,040.72 ล้านบาท (ก.ย. 2562)

มูลค่าการค้ากับต่างประเทศ : 16,172,338.7 ล้านบาท (ปี 2561)

มูลค่าการส่งออก : 8,108,299.8 ล้านบาท

มูลค่าการนำเข้า : 8,064,038.9 ล้านบาท

ดุลการค้า : เกินดุล 44,260.9 ล้านบาท

คู่ค้าสำคัญ : จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฮ่องกง และเกาหลีใต้

สินค้าส่งออก : 1) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 3) อัญมณีและเครื่องประดับ 4) ผลิตภัณฑ์ยาง 5) เม็ดพลาสติก

ตลาดส่งออกสำคัญ : จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์

สินค้านำเข้า : 1) น้ำมันดิบ 2) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 3) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 4) เคมีภัณฑ์ 5) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ

แหล่งนำเข้าสำคัญ : จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ มาเลเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ซาอุดีอาระเบีย

มูลค่าการค้าชายแดนไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย เมียนมา ลาว และกัมพูชา) ปี 2561 มีมูลค่าการค้ารวม 1,124,672.50 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.01% จากปี 2560) คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 650,908.73 ล้านบาท (ลดลง 0.54%) และการนําเข้ามูลค่า 473,763.77 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 10.99%) ซึ่งไทยได้เปรียบดุลการค้าทั้งสิ้น 177,144.96 ล้านบาท โดยมีการค้าชายแดนด้านมาเลเซียสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50.85 ของมูลค่าการค้าชายแดนรวม รองลงมา คือ ลาว เมียนมา และกัมพูชา

1) การค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ปี 2561 มีมูลค้าการค้ารวม 571,927.54 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.29%) คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 293,807.72 ล้านบาท (ลดลง 5.97%) และการนําเข้ามูลค่า 278,119.82 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 10.29%) ไทยได้ดุลการค้า 15,687.90 ล้านบาท สินค้าส่งออกสําคัญ ได้แก่ ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง ไม้แปรรูป รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้านําเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กสําหรับคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมและส่วนประกอบ สื่อบันทึกข้อมูลภาพ เสียง แผงวงจรไฟฟ้า

2) การค้าชายแดนไทย-เมียนมา ปี 2561 มีมูลค่าการค้ารวม 193,326.56 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.88%) คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 105,212.16 ล้านบาท (ลดลง 3.45%) และนำเข้ามูลค่า 88,114.40 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 16.92%) ไทยได้ดุลการค้า 17,097.76 ล้านบาท สินค้าส่งออกสําคัญ ได้เแก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสําเร็จรูปอื่น ๆ ผ้าผืนและด้าย ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ สินค้า นําเข้าสําคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สัตว์น้ำ ปศุสัตว์ พืชน้ำมันและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ โดยเป็น ก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 83.25% ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมด

3) การค้าชายแดนไทย-ลาว ปี 2561 มีมูลค่าการค้ารวม 213,618.58 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3.17%) คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 128,866.56 ล้านบาท (ลดลง 1.83%) และการนําเข้ามูลค่า 84,752.02 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.83%) ไทยได้ดุลการค้า 44,114.54 ล้านบาท สินค้าส่งออกสําคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าปศุสัตว์ น้ำมันสําเร็จรูป สินค้าอุตสาหกรรม สินค้านําเข้าสําคัญ ได้แก่ เชื้อเพลิงอื่น (พลังงานไฟฟ้า) ทองแดงและผลิตภัณฑ์ ผักและของปรุงแต่งจากผัก เครื่องรับ-ส่งสัญญาณและ อุปกรณ์ติดตั้งฯ เครื่องรับวิทยุโทรศัพท์

4) การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ปี 2561 มีมูลค่าการค้ารวม 145,799.82 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 16.39%) คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 123,022.29 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 20.93%) และการนําเข้ามูลค่า 22,777.53 ล้านบาท (ลดลง 3.24%) ไทยได้ดุลการค่า 100,244.76 ล้านบาท สินค้าส่งออกสําคัญ ได้แก่ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า สินค้านําเข้าสําคัญ ได้แก่ ผักและของปรุงแต่ง ลวดและสายเคเบิล ที่หุ้มฉนวน อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ เสื้อผ้าสําเร็จรูป สัตว์น้ำ

มูลค่าการค้าไทย-ประเทศในภูมิภาค (สิงคโปร์ จีนตอนใต้ และเวียดนาม) ปี 2561 มีมูลค่ารวม 267,956.28 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 12.68% จากปี 2560) โดยการค้ากับจีนตอนใต้เป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 38.61 ของมูลค่าการค้าผ่านแดนรวม รองลงมา คือ สิงคโปร์และเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วน 32.17% และ 29.23% ตามลำดับ

1) การค้าไทย-สิงคโปร์ ปี 2561 มีมูลค้าการค้ารวม 86,194.88 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 21.29%) คิดเป็นการส่งออกมูลค้า 36,789.18 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 20.88%) และการนําเข้ามูลค่า 49,405.70 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 21.60%) โดยไทยขาดดุลการค้า 12,616.52 ล้านบาท สินค้าส่งออกสําคัญ ได้แก่ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องตัดต่อและป้องกันวงจรไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า นมและผลิตภัณฑ์นม สินค้านําเข้าสําคัญ ได้แก่ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กสําหรับคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์

2) การค้าไทย-จีนตอนใต้ ปี 2561 มีมูลค่าการค่ารวม 103,451.09 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18.74%) คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 32,922.10 ล้านบาท (ลดลง 11.61%) และการนําเข้ามูลค่า 70,528.99 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 41.40%) โดยไทยขาดดุลการค้า 37,606.89 ล้านบาท สินค้าส่งออกสําคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลำไยแห้ง ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง วงจรพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอด สินค้านําเข้าสําคัญ ได้แก่ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กสําหรับคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ เครื่องรับ-ส่งสัญญาณและอุปกรณ์ติดตั้งโทรศัพท์ เสื้อผ้าสําเร็จรูป

3) การค้าไทย-เวียดนาม ปี 2561 มีมูลค้าการค้ารวม 78,310.31 ล้านบาท (ลดลง 1.63%) คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 57,671.59 ล้านบาท (ลดลง 7.25%) และการนําเข้ามูลค่า 20,638.72 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18.43%) โดยไทยได้ดุลการค้า 37,032.87 ล้านบาท สินค้าส่งออกสําคัญ ได้แก่ ลําไยแห้ง เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ลําไยสด หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง สินค้า นําเข้าสําคัญ ได้แก่ เครื่องรับวิทยุโทรศัพท์ โทรเลข โทรทัศน์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช วงจรพิมพ์ คอนแทกเลนซ์และเลนส์ อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับติดต่อหรือป้องกันวงจรไฟฟ้า

องค์การระหว่างประเทศที่เป็นสมาชิก ADB, APEC, ARF, ASEAN, BIMSTEC, BIS, CD, CICA, CP, EAS, FAO, G-77, IAEA, IBRD, ICAO, ICC (national committees), ICRM, IDA, IFAD, IFC, IFRCS, IHO, ILO, IMF, IMO, IMSO, Interpol, IOC, IOM, IPU, ISO, ITSO, ITU, ITUC (NGOs), MIGA, NAM, OAS (observer), OIC (observer), OIF (observer), OPCW, OSCE (partner), PCA, PIF (partner), UN, UNAMID, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, UNIDO, UNMOGIP, UNOCI, UNWTO, UPU, WCO, WFTU (NGOs), WHO, WIPO, WMO และ WTO

 
 
 
 

ผู้นำไทย

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 25, 2019, 11:41 a.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำไทย
 

ประมุขประเทศ

ประมุข พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีไทย (คณะที่ 62)

นรม.และ รมว.กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

รอง นรม. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

รอง นรม. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

รอง นรม. นายวิษณุ เครืองาม

รอง นรม.และ รมว.กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

รอง นรม.และ รมว.กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล

รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายเทวัญ ลิปตพัลลภ

รมช.กระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล

รมว.กระทรวงการคลัง นายอุตตม สาวนายน

รมช.กระทรวงการคลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์

รมว.กระทรวงการต่างประเทศ นายดอน ปรมัตถ์วินัย

รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายจุติ ไกรฤกษ์

รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์

รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์

รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน

รมว.กระทรวงคมนาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

รมช.กระทรวงคมนาคม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ

รมช.กระทรวงคมนาคม นายถาวร เสนเนียม

รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์

รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวราวุธ ศิลปอาชา

รมว.กระทรวงพลังงาน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

รมช.กระทรวงพาณิชย์ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล

รมว.กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

รมช.กระทรวงมหาดไทย นายนิพนธ์ บุญญามณี

รมช.กระทรวงมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี

รมว.กระทรวงยุติธรรม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน

รมว.กระทรวงแรงงาน หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล

รมว.กระทรวงวัฒนธรรม นายอิทธิพล คุณปลื้ม

รมว.กระทรวงศึกษาธิการ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

รมช.กระทรวงศึกษาธิการ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

รมช.กระทรวงศึกษาธิการ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์

รมช.กระทรวงสาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ

รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชวน หลีกภัย

รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง นายสุชาติ ตันเจริญ

รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง นายศุภชัย โพธิ์สุ

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายสรศักดิ์ เพียรเวช

ประธานวุฒิสภา ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย

รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร

รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง นายศุภชัย สมเจริญ

เลขาธิการวุฒิสภา นายนัฑ ผาสุข

--------------------------------------------

(ต.ค. 2562)