สาธารณรัฐอินเดีย

Republic of India

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Jan. 5, 2020, 12:36 p.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Feb. 19, 2020, 10:53 a.m.
ธงอินเดีย
 


เมืองหลวง       นิวเดลี


ที่ตั้ง               อยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ พื้นที่ประมาณ 3,287,263 ตร.กม. แบ่งเป็นพื้นดิน 2,973,193 ตร.กม. พื้นน้ำ 314,070 ตร.กม. ใหญ่กว่าไทยประมาณ 6 เท่า มีพรมแดนทางบกยาวประมาณ 14,103 กม. และชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 7,000 กม. รวมทั้งมีดินแดนที่เป็นหมู่เกาะในอ่าวเบงกอล ทะเลอันดามัน และทะเลอาหรับ จำนวน 1,197 เกาะ หมู่เกาะที่สำคัญ ได้แก่ หมู่เกาะอันดามัน นิโคบาร์ และลัคคาดีฟ ส่วนนิวเดลีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 1,800 กม.


อาณาเขต   


                    ทิศเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ        ติดปากีสถาน จีน เนปาล ภูฏาน และเมียนมา


                    ทิศตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้      ติดบังกลาเทศ เมียนมา และอ่าวเบงกอล


                    ทิศใต้                                         ใกล้ศรีลังกา


                    ทิศตะวันตก และตะวันตกเฉียงเหนือ     ติดปากีสถาน


ภูมิประเทศ      ประกอบด้วย 4 ลักษณะ คือ 1) เขตภูเขาสูงตอนเหนือ (เทือกเขาหิมาลัย) เป็นเขตเทือกเขาสูงเป็นแนวยาวตะวันตก-ตะวันออก เริ่มต้นจากเขตแดนอัฟกานิสถานกั้นชายแดนดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ของอินเดียทางตอนเหนือ จนถึงชายแดนจีนและเมียนมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 2) เขตลุ่มน้ำคงคา พรหมบุตร และลุ่มน้ำสินธุ ลุ่มน้ำคงคาและพรหมบุตรเป็นเขตลุ่มน้ำขนาดใหญ่ ในแนวตะวันตก-ตะวันออกของประเทศ ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาหิมาลัย และแยกเป็นสาขาอีกหลายสาย เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศ ส่วนลุ่มน้ำสินธุ ต้นน้ำอยู่ในทิเบต ไหลในแนวจากเหนือไปตะวันตกเฉียงใต้ พื้นที่ส่วนใหญ่ อยู่ในเขตปากีสถาน แต่มีแม่น้ำสาขาหลายสายอยู่ในเขตอินเดีย 3) เขตพื้นที่ทะเลทราย (ทะเลทราย Thar) อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เขตรัฐราชสถาน ต่อเนื่องปากีสถาน สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบต่ำ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200 . แห้งแล้ง มีภูเขาหินปูนกระจายทั่วไป 4) เขตพื้นที่คาบสมุทรตอนใต้ เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งยื่นเข้าไปในมหาสมุทรอินเดียรายล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนหลายเทือก ตอนกลางพื้นที่คาบสมุทรเป็นเขตที่สูง เรียกว่าที่ราบสูง Deccan (Deccan Plateau) มีเทือกเขา Ghats ขนาบอยู่ทั้งด้านตะวันออกและด้านตะวันตก ปลายเทือกเขา 2 เทือกนี้ไปบรรจบกันในทางตอนใต้ที่เทือกเขานิลคีรี


ภูมิอากาศ      ประกอบด้วย 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน (มี.ค.-พ.ค.) ฤดูฝน (มิ.ย.-ส.ค.) ช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ฤดูมรสุม (ก.ย.-พ.ย.) ช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) อุณหภูมิแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและพื้นที่ ตอนเหนือมีอากาศหนาวเย็นกว่าทางใต้ เขตเทือกเขาสูงตอนเหนือมีหิมะปกคลุมยอดเขาเกือบทั้งปี ในฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ขณะที่ฤดูร้อนมีอุณหภูมิสูงสุดประมาณ 25 องศาเซลเซียส ตอนใต้เป็นเขตมรสุมอากาศค่อนข้างร้อน ในฤดูหนาวอุณหภูมิประมาณ 4-10 องศาเซลเซียส และในฤดูร้อนอุณหภูมิประมาณ 38-48 องศาเซลเซียส ฝนตกไม่แน่นอนและไม่ทั่วประเทศ แต่เขตเทือกเขา Khasi และเทือกเขา Jain tia ในรัฐเมฆาลัย เป็นเขตที่ฝนตกหนักมากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณน้ำฝนถึง11,419 ลบ.ม./ปี


ประชากร      1,370 ล้านคน


รายละเอียดประชากร      มีประชากรมากเป็นลำดับ 2 ของโลก รองจากจีน โดยสหประชาชาติคาดว่าอินเดียจะมีประชากร 1,500 ล้านคน และ 1,700 ล้านคน ภายในปี 2573 และ 2593 ตามลำดับ


ศาสนา      ฮินดู 80.5% อิสลาม 13.4% (คริสต์ ซิกข์ พุทธ และอื่น ๆ 6.1%)


ภาษา      จำนวน 19 ภาษา ภาษาฮินดี และภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ทางราชการ ภาษาฮินดี 43.6% เบงกาลี 8% มาราชี 6.9% เตลูกู 6.7% ทมิฬ 5.7% คุชราต 4.6% อูรดู 4.2% กรรณาฎะ 3.6% โอริยะ 3.1% มลายาลัม 2.9% ปัญจาบี 2.7% อัสสัม 1.3% และอื่น ๆ 6.7%


การศึกษา      อัตราการรู้หนังสือ 71.2% แบ่งเป็นเพศชาย 81.3% เพศหญิง 60.6% มีมหาวิทยาลัย 200 แห่ง และสถาบันการศึกษาระดับวิทยาลัยมากกว่า 10,000 แห่ง สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาส่วนใหญ่ได้รับความช่วยเหลือจากต่างชาติ เช่น แคนาดา เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ และมีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาในอินเดียจำนวนมาก ส่วนใหญ่มาจากประเทศกำลังพัฒนาและตามโครงการแลกเปลี่ยน


การก่อตั้งประเทศ      อินเดียตกอยู่ใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 มีการเคลื่อนไหวต่อต้านอังกฤษมาโดยตลอด และการรณรงค์เรียกร้องเอกราชโดยสันติวิธีที่เริ่มขึ้นเมื่อปี 2463 นำโดยมหาตมะ คานธี และยาวาหะราล เนรูห์ จนประสบความสำเร็จและได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อ 15 ส.ค. 2490 และสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียเมื่อ 26 ม.ค. 2493


วันชาติ      26 มกราคม


วันประกาศเอกราช      15 สิงหาคม


การเมือง       เป็นสาธารณรัฐปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบ่งการปกครองออกเป็น 28 รัฐ และ 9 ดินแดนสหภาพ (Union Territories) มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีมาจากการลงคะแนนของคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ รองประธานาธิบดีเป็นประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง
                        รัฐธรรมนูญของอินเดียแบ่งแยกอำนาจระหว่างรัฐบาลกลาง (Government of India) กับรัฐบาลแห่งรัฐ (State Government) อย่างชัดเจน


                     ฝ่ายบริหารนรม. เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ ขณะที่ตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้ง นรม. ซึ่งเลือกโดยสมาชิกพรรคเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (โลกสภา) วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ครม.แต่งตั้งโดยประธานาธิบดีตามการเสนอของ นรม. ครม.รายงานโดยตรงต่อสภาผู้แทนราษฎร


                    ฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภา : ระบบ 2 สภา คือ 1) วุฒิสภา (ราชยสภา) ปัจจุบันมีสมาชิก 245 คน วาระ 6 ปี ในจำนวนนี้ 12 คน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ประธานาธิบดีแต่งตั้งทุก 2 ปี และที่เหลือ 233 คน เลือกโดยสภานิติบัญญัติแห่งรัฐหรือดินแดนสหภาพ 2) สภาผู้แทนราษฎร (โลกสภา) สมาชิก 545 คน วาระ 5 ปี ในจำนวนนี้ 543 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง (ผู้แทนรัฐ 530 คน และผู้แทนดินแดนสหภาพ 13 คน) ผู้แทน Anglo Community 2 คน แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี


                    ฝ่ายตุลาการ : มีอำนาจอิสระ ทำหน้าที่ปกป้องและตีความรัฐธรรมนูญศาลฎีกา (Supreme Court) เป็นศาลสูงสุดของประเทศ ผู้พิพากษาประจำศาลฎีกามีจำนวนไม่เกิน 25 คน แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ในระดับรัฐมีศาลสูงสุดของรัฐและศาลทั่วไป ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ


                    พรรคการเมือง  ระบบหลายพรรค ปัจจุบันคณะรัฐบาลที่บริหารประเทศอินเดีย คือ กลุ่ม National Democratic Alliance (NDA) ซึ่งมีพรรคภารติยะ ชนตะ (Bharatiya Janata Party-BJP) เป็นแกนนำ ภายหลังได้รับเลือกตั้ง ส.ส. มากเป็นอันดับ 1 จำนวน 353 ที่นั่ง (เมื่อ พ.ค. 2562) พรรคการเมืองสำคัญนอกเหนือจากพรรค BJP ได้แก่ พรรคคองเกรส ซึ่งเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน พรรคชนตะดาล และพรรคคอมมิวนิสต์อินเดีย


สถานการณ์ทางการเมือง       


                    รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของ นรม.นเรนทรา โมดิ และพรรค BJP มีคะแนนนิยมสูง ส่งผลให้รัฐบาลอินเดียในปัจจุบันมีเสถียรภาพ สามารถผลักดันประเด็นทางการเมืองที่มีความสำคัญตามที่ให้คำมั่นไว้กับประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ เม.ย.-พ.ค. 2562


                    สถานการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจในห้วงปี 2562 ได้แก่


                 - นรม. โมดิ และพรรค BJP ให้คำมั่นที่จะยกเลิกสถานะพิเศษของรัฐจัมมูและแคชเมียร์ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญในมาตรา 370 และ 35A ตั้งแต่ปี 2497 ว่าด้วยการไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในรัฐจัมมูและแคชเมียร์ เนื่องจากเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวทำให้รัฐจัมมูและแคชเมียร์เกิดการแบ่งแยกและไม่ผสมกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับส่วนอื่นของประเทศ ตลอดจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา และการลงทุนในรัฐดังกล่าว ขณะที่นักการเมืองท้องถิ่นในรัฐจัมมูและแคชเมียร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิมเห็นว่า การยกเลิกกฎหมายดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและความไม่สงบขึ้นได้


                 อินเดียจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (โลกสภา) ในห้วง 11 เม.ย.-19 พ.ค. 2562 โดย นรม.โมดิ และพรรค BJP มีแนวโน้มที่จะได้รับคะแนนเสียงมากกว่าพรรคคู่แข่ง ซึ่งนอกจากประเด็นการยกเลิกสถานะพิเศษของรัฐจัมมูและแคชเมียร์ พรรค BJP ยังให้คำมั่นที่จะลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ากว่า 1.44 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2567 เพื่อสร้างงานให้แก่ประชากรอินเดียที่กำลังเข้าสู่วัยทำงานจำนวนหลายล้านคนต่อปี รวมทั้งการปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการ (Good and Services Tax-GST) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ ตลอดจนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดีย หลังจากที่รัฐบาลได้นำระบบภาษี GST มาใช้ตั้งแต่ปี 2560 กับทั้งลดอัตราการจัดเก็บภาษีอากรและให้สินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดเล็กเพิ่มขึ้น


                 -  นรม.โมดิ พรรค BJP และกลุ่มพรรคพันธมิตรทางการเมืองในนาม National Democratic Alliance (NDA) ลงนามในปฏิญญาร่วมจัดตั้งรัฐบาล NDA-2 เมื่อ 21 พ.ค. 2562 โดยระบุถึงการให้ความสำคัญลำดับต้นกับความมั่นคงของชาติ กระแสชาตินิยม และการมุ่งพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกัน รมว.กระทรวงมหาดไทยอินเดีย เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ปฏิญญาฉบับดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเตรียมการเพื่ออนาคต โดยต้องการเร่งรัดการพัฒนาประเทศเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร และบทบาทของอินเดียในเวทีระหว่างประเทศด้านการต่อต้านการก่อการร้าย การฟอกเงิน รวมถึงภาวะโลกร้อน ขณะเดียวกันยังระบุว่าพรรคพันธมิตร NDA จะดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงและนโยบายทางการทูตอย่างแข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์สำคัญของอินเดีย                


                     -  ประธานาธิบดี ราม นาถ โกวินทร์ ของอินเดีย แต่งตั้ง นรม.โมดิ ดำรงตำแหน่ง นรม.อินเดียสมัยที่ 2 ภายหลังจากที่ นายอามิต ซาห์ หัวหน้าพรรค BJP แกนนำกลุ่มพันธมิตรทางการเมือง NDA ประกาศให้ นรม.โมดิเป็นผู้นำกลุ่มพันธมิตร NDA ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อินเดีย ได้ประกาศให้กลุ่มพันธมิตร NDA ชนะการเลือกตั้งสมาชิสภาผู้แทนราษฎร (โลกสภา) เนื่องจากมีจำนวน ส.ส.ในโลกสภา 303 ที่นั่ง (จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมดที่มาจากการเลือกตั้ง 543 ที่นั่ง) ขณะที่พรรคคองเกรส ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ ได้ ส.ส.จำนวน 52 ที่นั่ง และพรรค All India Trinamool Congress ของนาง Mamata Banerjee มุขมนตรีรัฐเบงกอลตะวันตก ได้ ส.ส.จำนวน 22 ที่นั่ง


                 -  กระแสกังวลต่อนโยบายฮินดูนิยมที่เข้มข้นของ นรม.โมดิ และพรรค BJP มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหลายฝ่ายเห็นว่า นโยบายดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมอินเดีย แม้ นรม.โมดิจะพยายามผ่อนคลายกระแสความกังวลดังกล่าว โดยยืนยันว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (โลกสภา) อินเดียเมื่อ เม.ย.-พ.ค. 2562 แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของสังคมอินเดียที่เพิ่มขึ้นมากกว่าความแตกแยกก็ตาม
                 -  นรม.โมดิ สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง สมัยที่ 2 เมื่อ 31 พ.ค. 2562 พร้อม ครม.อินเดียชุดใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีดังกล่าว 8,000 คน ซึ่งทางการอินเดียได้เชิญผู้นำ/ผู้แทนประเทศสมาชิกความริเริ่มแห่ง
อ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation-BIMSTEC) ได้แก่ ภูฏาน บังกลาเทศ เนปาล ศรีลังกา เมียนมา และไทย กับทั้งผู้นำจากมอริเชียส และคีร์กีซสถาน เข้าร่วมเป็นเกียรติในครั้งนี้ด้วย ส่วน ครม.ชุดใหม่ของอินเดีย มีการปรับเปลี่ยนในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง โดยนายอามิต ซาห์ หัวหน้าพรรค BJP มีรายชื่ออยู่ใน ครม.ชุดใหม่ด้วย
                 -  รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของ นรม.โมดิ ในสมัยที่ 2 เร่งวางรากฐานเพื่อบรรลุเป้าหมายขยายขนาดเศรษฐกิจของอินเดียให้มีมูลค่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และให้ความสำคัญลำดับต้นกับการปรามปรามการทุจริตในภาครัฐ โดยปลดข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในทุกส่วนราชการ กับทั้งเร่งสร้างความโปร่งใสระบบการเงินของธนาคารจัมมูและแคชเมียร์ นอกจากนี้ ยังจะเร่งปฏิรูปภาคแรงงาน การปรับปรุง เพิ่มบทลงโทษ และบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการฉ้อโกง ตลอดจนการล่วงละเมิด
ทางเพศ รวมทั้งเพิ่มราคาประกันสินค้าเกษตร โดยนโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ประชาชนอินเดียต้องการให้รัฐบาลอินเดียเร่งดำเนินการ
                 - นาย Rajiv Kumar รองประธานสถาบันเพื่อการปฏิรูปอินเดีย (National Institute for Transforming India-NITI Aayog) สถาบันที่ปรึกษาด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งมี นรม.โมดิ เป็นประธาน ระบุว่า การที่รัฐบาล นรม.โมดิในสมัยที่ 2 จะเร่งปฏิรูปกฎหมายแรงงาน กฎหมายที่ดิน และปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยรัฐบาลอินเดียจะปรับปรุงกฎหมายแรงงานจำนวน 44 ฉบับ ให้เหลือเพียง 4 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายค่าจ้าง กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายคุ้มครองสวัสดิภาพแรงงาน และกฎหมายความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับแรงงาน และ จนท.คุ้มครองแรงงาน ขณะเดียวกันจะพิจารณาให้บริษัทต่างชาติเช่าที่ดินว่างเปล่าของรัฐเพื่อตั้งโรงงาน และจะดำเนินการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจำนวน 42 บริษัทเพื่อให้มีอิสระในการบริหารงานมากขึ้น


                 - นายราหุล คานธี หัวหน้าพรรคคองเกรส ฝ่ายค้านอินเดีย ลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบที่พรรคแพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (โลกสภา) โดยได้จำนวน ส.ส.เพียง 52 ที่นั่ง (จากจำนวนสมาชิกโลกสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 543 ที่นั่ง) ขณะที่ นรม.โมดิ และพรรค BJP มีจำนวน ส.ส.เกินกว่า 300 ที่นั่ง โดยนายคานธีได้ระบุถึงเหตุผลของการลาออกว่า เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนภายในพรรค และนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ พรรคคองเกรสเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของอินเดีย และมีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศโดยตลอด แต่ในช่วงที่ผ่านมาพรรคคองเกรสประสบปัญหาความแตกแยกภายใน ตลอดจนความนิยมของพรรคลดลง ส่งผลให้ต้องพ่ายแพ้พรรค BJP ติดต่อกันถึง 2 ครั้ง


 


เศรษฐกิจ :       อินเดียเป็นประเทศกำลังพัฒนา เดิมใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่เน้นการพึ่งพาตนเอง ประชากรอินเดียยังประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นสัดส่วน 44% ขณะที่ปัญหาความยากจนยังเป็นปัญหาท้าทายสำคัญ ทั้งนี้ อินเดียเริ่มเปิดเสรีทางเศรษฐกิจโดยปฏิรูประบบเศรษฐกิจจากแบบกึ่งสังคมนิยม มาเป็นการเปิดตลาดภายในประเทศมากขึ้นตั้งแต่ปี 2534 ส่งผลให้เศรษฐกิจอินเดียพัฒนามาเป็นลำดับและสามารถยกระดับขึ้นเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในเกณฑ์สูง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจอินเดียในปี 2562 ประสบปัญหาการเติบโตชะลอตัว ซึ่งเป็นผลจากปัญหาการว่างงานภายในประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจอินเดียในภาพรวมเติบโตน้อยกว่าในปีที่ผ่านมา


                    สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจในปี 2562 ได้แก่


                    - นาง Nirmala Sitharaman รมว.กระทรวงการคลังของอินเดีย กล่าวระหว่างแถลง พ.ร.บ. งบประมาณแผ่นดินของอินเดีย ซึ่งจะบังคับใช้ในห้วงครึ่งหลังของปี 2562 ถึงสิ้นสุดปีงบประมาณใน 31 มี.ค. 2563 ระบุว่า อินเดียจะมีเศรษฐกิจมูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 31 มี.ค. 2563 และอินเดียจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียให้มีมูลค่า GDP 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2567 โดย พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดินของอินเดียฉบับดังกล่าวให้ความสำคัญกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า การรณรงค์ให้ประชาชนอินเดียใช้ก๊าซหุงต้ม การปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษี การพัฒนาเขตเมือง รวมถึงการก่อสร้างถนนที่มีคุณภาพ


                   - Moody’s Investors Service ได้ปรับลดประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product-GDP) ของอินเดียปี 2562 ลงอยู่ที่ 6.2% จากเดิมที่คาดไว้ 6.8% ส่วนในปี 2563 อยู่ที่ 6.7% เนื่องจากผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งทำให้การส่งออกและการลงทุนลดลง ขณะเดียวกันปัจจัยภายในของอินเดีย เฉพาะอย่างยิ่งอุปสงค์ภายในประเทศลดลง ทั้งนี้ ปัจจัยด้านอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลงส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินเดีย โดยในห้วง ก.ค. 2562 ยอดจำหน่ายรถยนต์ส่วนบุคคลลดลงถึง 35% เมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปี 2561 ขณะที่ยอดจำหน่ายยานยนต์ทุกประเภทโดยรวมลดลง 18% โดยประเภทของยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ รถตู้ รถบรรทุก และจักรยานยนต์ นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปิดตัวลงกว่า 300 แห่ง และเลิกจ้างพนักงานแล้วกว่า 2 แสนคน


                   - นาย Vishnu Mathur ผู้อำนวยการทั่วไปของ Society of Indian Automobile Manufacturers (SIAM) ของอินเดีย เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินเดียกำลังประสบภาวะวิกฤต เนื่องจากมีการเลิกจ้างพนักงานแล้วกว่า 2 แสนคน และในห้วง ก.ค. 2562 ยอดจำหน่ายรถยนต์ส่วนบุคคลลดลงถึง 35% เมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปี 2561 ขณะที่ยอดจำหน่ายยานยนต์ทุกประเภทโดยรวมลดลง 18% โดยประเภทของยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ รถตู้ รถบรรทุก และจักรยานยนต์ นอกจากนี้ยังส่งผลให้ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปิดตัวลงกว่า 300 แห่ง ซึ่งเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดของอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินเดียนับตั้งแต่ ธ.ค. 2543


                   - กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของอินเดียในปี 2562 ลงอยู่ที่ 7% และปี 2563 ลดลงอยู่ที่ 7.2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 7.3% และ 7.5% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี แม้ว่า IMF จะปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของอินเดียลง 0.3% แต่อินเดียยังคงมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วมากที่สุดของโลก รวมทั้งมากกว่าจีนที่ IMF คาดการณ์ว่าในปี 2562 และปี 2563 เศรษฐกิจจีนจะเติบโต 6.2% และ 6.0% นอกจากนี้ IMF ยังได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกในปี 2562 อยู่ที่ 3.2% และปี 2563 อยู่ที่ 3.5% เนื่องจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน


                   - อินเดียประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ จำนวน 28 รายการ ที่สำคัญได้แก่ แอปเปิ้ล ถั่วอัลมอนด์ ถั่ววอลนัท โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 16 มิ.ย. 2562 เพื่อตอบโต้กรณีสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการกดดันอินเดียทางด้านการค้า ทั้งจากกรณีการเพิกถอนการให้สิทธิตามระบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preferences-GSP) แก่อินเดีย เมื่อ 5 มิ.ย. 2562 รวมทั้งประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าประเภทเหล็กและอะลูมิเนียมจากอินเดียเมื่อปี 2561 มาตรการดังกล่าวของอินเดีย
จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการเกษตรของสหรัฐฯ ที่ต้องการขยายตลาดในอินเดีย แต่ส่งผลดีให้รัฐบาลอินเดียสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มเติมกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
                   - รายงานภาวะการลงทุนโลก ประจำปี 2562 ของที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development-UNCTAD) ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment-FDI) ของอินเดียในปี 2561 เพิ่มขึ้น 6% อยู่ที่ 42,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม การสื่อสารโทรคมนาคม และการเงิน รวมทั้งการซื้อขายเพื่อควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions-M&A) ขณะที่การลงทุนโดยตรงของอินเดียในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของบรรษัท Oil and Natural Gas Corp (ONGC) รายงานดังกล่าวยังคาดว่า อินเดียมีแนวโน้มที่จะติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกที่ลงทุนโดยตรงในต่างประเทศเพิ่มขึ้นในห้วงปี 2562-2564
                   - ธนาคารโลกเผยแพร่รายงานการจัดอันดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ประจำปี 2563 ชี้ว่า อินเดียสามารถปรับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 63 โดยได้ 71.0 คะแนน เพิ่มขึ้น
14 อันดับ เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งอยู่อันดับที่ 77 และเพิ่มขึ้นถึง 79 อันดับเมื่อเทียบกับปี 2559 ซึ่งอยู่อันดับที่ 142 จากทั้งสิ้น 190 ประเทศทั่วโลก โดยมีปัจจัยสำคัญจากการที่อินเดียมีการปรับปรุงแก้ไขขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจ การขออนุญาตก่อสร้าง การค้าระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาการล้มละลายให้เอื้อต่อการทำธุรกิจในอินเดียได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี อินเดียยังต้องเร่งปรับแก้ไขขั้นตอนการบังคับใช้ให้เป็นไปตามข้อตกลง และการจดทะเบียนทรัพย์สินให้เอื้อต่อการทำธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากยังมีขั้นตอนที่ซับซ้อน และใช้ระยะเวลานานในการดำเนินการ


สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน :  รูปี (IND)
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ :  1 ดอลลาร์สหรัฐ : 71.53 รูปี
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท :  1 บาท : 2.35 รูปี (ต.ค. 2562)


ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (พ.ศ.2561)


ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)  :  2,779.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ  :  6.3%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี  :  2,054 ดอลลาร์สหรัฐ
แรงงาน  :  521.9 ล้านคน
อัตราการว่างงาน  : 6.1 %
อัตราเงินเฟ้อ  : 3.5%
ผลผลิตทางการเกษตร : ข้าว ผลิตภัณฑ์นม ข้าวสาลี มะม่วง ฝรั่ง อ้อย ฝ้าย กล้วย มันฝรั่ง มะเขือเทศ ถั่วลิสง ผักกระเจี๊ยบ หัวหอม และถั่วลูกไก่
ผลผลิตอุตสาหกรรม : ผ้า อาหารแปรรูป เคมีภัณฑ์ ปูนซีเมนต์ เหล็กกล้า ซอฟท์แวร์ เหมืองแร่ พลังงาน และประมง
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุลการค้า 13.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการส่งออก : 26,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อัญมณี เครื่องจักร เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ รถยนต์ เวชภัณฑ์ และเครื่องแต่งกาย
คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เยอรมนี บังกลาเทศ และเนปาล
สินค้านำเข้า : น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล อัญมณี ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า พลาสติกและเคมีภัณฑ์
คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : จีน สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย
คู่ค้าสำคัญ : สหรัฐฯ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮ่องกง สิงคโปร์ อิรัก สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และเกาหลีใต้
ทรัพยากรธรรมชาติ : แร่กลีบหินขาว เหล็ก อะลูมิเนียม ถ่านหิน
การทหารและความมั่นคง


                    การทหาร : ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพโดยตำแหน่ง โดยใช้อำนาจผ่าน ครม. ซึ่งมี นรม.และ รมว.กระทรวงกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบ กระทรวงกลาโหมมีหน่วยงานสำคัญ 4 กรม กับ 1 กอง คือ กรมการป้องกันประเทศ กรมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ กรมวิจัยและพัฒนาด้านการป้องกันประเทศ กรมสวัสดิการทหารผ่านศึก และกองการคลัง  งบประมาณทางทหาร  61,960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปีงบประมาณ 2562)  กำลังพลประมาณ 1,444,500 นาย


                    ทบ.มีกำลังพลประมาณ 1,237,000 นาย แบ่งเป็นกองบัญชาการ 6 ภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตกและภาคตะวันตกเฉียงใต้ ทบ.อินเดียมุ่งพัฒนาขีดความสามารถของยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัย และให้ความสำคัญกับการยกระดับขีดความสามารถในการพัฒนายุทโธปกรณ์ภายในประเทศ โดย ทบ.อินเดียพยายามพัฒนาขีดความสามารถรถถังให้ทันสมัยมากขึ้น มีสมรรถนะการยิงในเวลากลางคืน และนำขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านรถถังมาใช้ พร้อมกับผลิตรถถังและเรดาร์ (เพื่อใช้ป้องกันภัยทางอากาศ) ขึ้นมาใช้เอง ขณะเดียวกันอินเดียก็ร่วมมือกับฝรั่งเศส อิสราเอล และรัสเซียผลิตขีปนาวุธแบบต่าง ๆ ด้วย


                    ทร.มีกำลังพลประมาณ 67,000 นาย แบ่งเป็นกองบัญชาการ 3 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีกองเรือยุทธการ 2 กองเรือรับผิดชอบดูแลน่านน้ำ ด้านทะเลอาหรับและอ่าวเบงกอล ปัจจุบัน ทร.อินเดียกำลังพัฒนาขีดความสามารถเพื่อมุ่งไปสู่ยุทธศาสตร์น่านน้ำทะเลลึก (Blue-Water Navy) กับทั้งมุ่งเสริมสร้างกำลังรบด้วยการพึ่งพาตนเองมากกว่าการสั่งซื้อจากต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และเรือดำน้ำดีเซล นอกจากนี้ ทร.อินเดียยังพยายามยกระดับขีดความสามารถอย่างรอบด้าน เฉพาะอย่างยิ่งด้วยการปรับใช้ Big Data และ Artificial Intelligence (A.I.) เพื่อบูรณาการการปฏิบัติการ ปัจจุบันอินเดียมีเรือรบประเภทต่าง ๆ 500 ลำ ที่สำคัญได้แก่ เรือดำน้ำที่ต่อในอินเดีย ประกอบด้วย เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ INS Arihant ซึ่งมีขีดความสามารถในการติดตั้งขีปนาวุธ K-15 จำนวน 12 ลูก รวมถึงเรือดำน้ำดีเซล INS Khanderi ซึ่งมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการโจมตีเรือผิวน้ำ ต่อต้านเรือดำน้ำ ลาดตระเวน รวบรวมข่าวสาร โดยมีระยะทำการ 12,000 กม.


                    ทอ.มีกำลังพลประมาณ 127,200 นาย แบ่งเป็นกองบัญชาการภาค 5 แห่ง ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ทอ.อินเดียมีฝูงบินรบที่ทันสมัยหลายฝูงบิน มี บ.รบทั้งจากรัสเซียและฝรั่งเศส บ.โจมตี Jaguar จากอังกฤษ บ.ลำเลียง IL-76 และ ฮ.อีกหลายประเภท อินเดียมีแผนปรับปรุงขีดความสามารถของกองทัพ โดยจะเปลี่ยนเครื่องบินรบรุ่น Mig-21s เป็นเครื่องบินรบน้ำหนักเบารุ่น Hal Tejas และบางส่วนปรับปรุงเป็นรุ่น Mig-21 Bison และอินเดียมีกำหนดประจำการ บ.Rafale จำนวน
1 ฝูงบินใน พ.ค. 2563


            กองบัญชาการกองกำลังทางยุทธศาสตร์ (Strategic Forces Command-SFC) เป็นกองบัญชาการร่วมระหว่าง 3 เหล่าทัพ ทำหน้าที่อำนวยการประสานงานระหว่างหน่วยบัญชาการทางยุทธศาสตร์ของ ทบ. ทร. และ ทอ. เพื่อดูแลอาวุธทางยุทธศาสตร์ของอินเดีย เฉพาะอย่างยิ่ง หัวรบนิวเคลียร์ และเครื่องส่งหัวรบรูปแบบต่าง ๆ โดยอินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง มีโครงการพัฒนานิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องทั้งด้านการทหารและพลังงาน อินเดียเริ่มทดลองอาวุธนิวเคลียร์เมื่อปี 2517 และในปี 2541 อินเดียทดลองอาวุธนิวเคลียร์ครั้งสำคัญ และประกาศว่าเป็นมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ ปัจจุบันอินเดียมีหัวรบนิวเคลียร์ระหว่าง 100 - 120 หัวรบ ซึ่งใกล้เคียงกับที่ปากีสถานมีประมาณ 110 - 130 หัวรบ ขณะที่จีนมีอยู่ 240 หัวรบ


            นอกจากนี้ อินเดียยังมีกองกำลังป้องกันชายฝั่ง (Coast Guard) อีก 12,600 นาย และกำลังพลกึ่งทหาร (Paramilitary) อีก 1,585,950 นาย


ประเด็นด้านการทหารที่น่าสนใจ


            - สถาบัน Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) ของสวีเดน ระบุว่า อินเดียมีงบประมาณรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศในปี 2561 มากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจาก สหรัฐฯ จีน และซาอุดีอาระเบีย โดยเพิ่มขึ้น 3.1% อยู่ที่ 66,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 63,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันงบประมาณรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศของโลกเพิ่มขึ้น 2.6% อยู่ที่ 1,822,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ปัญหาความขัดแย้งกับจีน และปากีสถานเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อินเดียยังคงเพิ่มงบประมาณรายจ่ายดังกล่าว อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของอินเดียเห็นว่า งบประมาณรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศของอินเดียส่วนใหญ่เป็นงบประมาณสำหรับเงินเดือน และบำนาญ ตลอดจนสวัสดิการของบุคลากรในกองทัพ ขณะที่งบประมาณสำหรับการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยคิดเป็น 1 ใน 4 ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด


            - กองทัพอินเดียจัดการซ้อมรบทางอวกาศภายใต้รหัส “IndSpaceEx” ครั้งแรก ระหว่าง 25-26 ก.ค. 2562 เพื่อประเมินขีดความสามารถการป้องกันประเทศในภาวะที่สงครามขยายตัวเป็นการสู้รบในอวกาศของอินเดีย และกองทัพอินเดียจะร่วมมือกับบริษัทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของอินเดียเพื่อเสริมขีดความสามารถด้านดังกล่าว การฝึกครั้งนี้เป็นไปตามคำแถลงของ นรม.โมดิ เมื่อ มี.ค. 2562 ที่ระบุว่า กองทัพอินเดียทดสอบขีปนาวุธทำลายดาวเทียม (Anti-Satellite : A-Sat) เพื่อทำให้อินเดียมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น กับทั้งยังเป็นการส่งเสริมสันติภาพ ขณะเดียวกัน อินเดียจำเป็นต้องประเมินขีดความสามารถการทำสงครามในอวกาศ เนื่องจากจีนพัฒนาขีดความสามารถด้านดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และอินเดียยังไม่มีขีดความสามารถทัดเทียมกัน จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในด้านนี้ ทั้งนี้ อินเดียประสบความสำเร็จด้านการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศมาเป็นลำดับ โดยประสบความสำเร็จในการส่ง “จันทรยาน 2” ขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ 22 ก.ค. 2562 เพื่อปฏิบัติภารกิจสำรวจดวงจันทร์ กับทั้งประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธทำลายดาวเทียมเมื่อ 27 มี.ค. 2562 ซึ่งสามารถทำลายดาวเทียมทางทหาร Microsat-R ของอินเดีย ที่ความสูง 283 กม.จากพื้นดิน
            - กองบัญชาการกองกำลังทางยุทธศาสตร์ (Strategic Forces Command-SFC) ของ ทบ.อินเดีย และองค์การวิจัยและการพัฒนาด้านการป้องกัน (Defence Research and Development Organisation-DRDO) ของอินเดีย ประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธพื้นสู่พื้น “ปฐวี 2” (Prithvi II) จากฐานยิงเคลื่อนที่ บริเวณชายฝั่งเมืองจันฑิปุร รัฐโอดิศา เมื่อเวลา 20.30 น. ของ 27 มิ.ย. 2562 โดยการทดสอบครั้งนี้เป็นการทดสอบตามวงรอบทั่วไป เพื่อสุ่มทดสอบขีปนาวุธในคลังสำรองของโรงงานผลิต ทั้งนี้ ขีปนาวุธปฐวี 2 ถูกออกแบบและผลิตในอินเดีย มีความยาว 9 เมตร ใช้เชื้อเพลิงเหลวขับเคลื่อนเครื่องยนต์ 2 เครื่อง สามารถบรรจุหัวรบชนิดต่าง ๆ รวมถึงหัวรบนิวเคลียร์ หนัก 500-1,000 กก. มีระยะทำการ 350 กม. นอกจากนี้ ขีปนาวุธปฐวี 2 ยังมีระบบเรดาร์นำทางซึ่งสามารถทำงานร่วมกับเรดาร์ภาคพื้นดิน เพื่อให้สามารถโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ


            - รัฐบาลอินเดียกำหนดประเทศกลุ่มเป้าหมายจำนวน 85 ประเทศ ที่สำคัญได้แก่ เวียดนาม บังกลาเทศ อัฟกานิสถาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และไทย เพื่อเชิญชวนให้ซื้อยุทโธปกรณ์จากอินเดีย โดยรัฐบาลอินเดียมอบงบประมาณจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐแก่ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของอินเดียที่ประจำการในกลุ่มประเทศเป้าหมาย เพื่อสำรวจความต้องการด้านยุทโธปกรณ์ของประเทศดังกล่าว และนำเสนอขีดความสามารถของยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในอินเดียผ่านการทำการตลาดรูปแบบต่าง ๆ ขณะเดียวกัน รัฐบาลอินเดียยังริเริ่มนโยบายสนับสนุนให้ภาคเอกชนอินเดียส่งออกยุทโธปกรณ์ไปยังต่างประเทศ โดยรัฐบาลอินเดียจะอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบและการเงิน ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมอินเดียเห็นว่าการดำเนินการข้างต้นจะเป็นประโยชน์กับนโยบายสนับสนุนการส่งออกยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งตั้งเป้าหมายขยายการส่งออกยุทโธปกรณ์ให้มีมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2568


            - องค์การอวกาศแห่งอินเดีย (Indian Space Research Organization-ISRO) ส่งดาวเทียมตรวจการณ์ (Radar Satellite-RISAT) 2BR1 จากฐานปล่อยจรวดในรัฐอานธรประเทศ สู่วงโคจรใน 22 พ.ค. 2562 เพื่อเสริมขีดความสามารถในการติดตามความเคลื่อนไหวของเรือรบจีนในมหาสมุทรอินเดีย และเรือรบปากีสถานในอ่าวอาหรับ กับทั้งสามารถติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารบริเวณดินแดนสหภาพจัมมูและ
แคชเมียร์ได้ตลอด 24 ชม. ทั้งนี้ ดาวเทียม RISAT-2BR1 เป็นหนึ่งในดาวเทียมเพื่อการป้องกันประเทศของอินเดีย โดยมีการติดตั้งเรดาร์แบบ X Band ซึ่งผลิตในอินเดีย มีขีดความสามารถถ่ายภาพทะลุก้อนเมฆ และมีความคมชัดในระดับความสูงต่ำกว่า 1 ม. จากพื้นดิน


            - นรม.โมดิ แถลงเมื่อ 27 มี.ค. 2562 ระบุว่า การที่นักวิทยาศาสตร์อินเดียประสบความสำเร็จในการยิงขีปนาวุธทำลายดาวเทียมวงโคจรต่ำของโลก ในระดับความสูง 300 กม. เป็นความภาคภูมิใจครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้อินเดียเป็น 1 ใน 4 ประเทศของโลกที่มีขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธเพื่อทำลายดาวเทียมวงโคจรต่ำ นอกเหนือจากสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย


ปัญหาด้านความมั่นคง



            อินเดียประสบปัญหาด้านการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง โดยเหตุก่อการร้ายสำคัญในปี 2562 ได้แก่กรณีที่กลุ่ม Jaish-e-Mohammed (JeM) ซึ่งเป็นกลุ่มมุสลิมแบ่งแยกดินแดนแคชเมียร์ มีฐานที่มั่นในปากีสถาน ก่อเหตุระเบิดรถยนต์ฆ่าตัวตาย เมื่อ 14 ก.พ. 2562 โจมตีขบวนรถของหน่วย Central Reserve Police Force (CRPF) ของอินเดีย บนทางหลวงของเมือง Pulwama ห่างจากเมืองหลวงศรีนครของรัฐจัมมูและแคชเมียร์ ประมาณ 40 กม. ส่งผลให้ จนท.CRPF เสียชีวิตกว่า 40 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก ส่งผลให้รัฐบาลอินเดียเร่งปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดย จนท.หน่วย CRPF ของอินเดีย ได้ปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแคชเมียร์ ที่รัฐจัมมูและแคชเมียร์ ระหว่าง 22-23 ก.พ. 2562 และสามารถจับกุมสมาชิกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนได้อย่างน้อย 150 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่ม Jamaat-e-Islami รวมถึงนาย Abdul Hamid Fayaz หัวหน้ากลุ่ม Jamaat-e-Islami และนาย Mohammed Yasin Malik หัวหน้าพรรค Jammu-Kashmir Liberation Front (JKLF)


            เหตุก่อการร้ายครั้งนี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถานอยู่ในภาวะตึงเครียด โดยรัฐบาลอินเดียกล่าวหาว่าปากีสถานให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายเพื่อให้ก่อเหตุร้ายในอินเดีย กับทั้งยังต้องการโดดเดี่ยวปากีสถานในประชาคมโลกโดยถาวร นอกจากนี้ อินเดียยังเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมมือกันต่อต้านการก่อการร้าย โดยดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อกลุ่ม JeM และสนับสนุนการขึ้นบัญชี
นาย Masood Azhar ผู้นำกลุ่ม JeM ในบัญชีรายชื่อผู้ก่อการร้ายของสหประชาชาติ (United Nation-UN)
            เหตุก่อการร้ายครั้งนี้ยังส่งผลให้อินเดียและปากีสถานมีการเผชิญหน้าทางทหาร โดย ทอ.อินเดีย ส่ง บ.Mirage 2000 ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศข้ามแนวเส้นหยุดยิง (Line of Control-LoC) เข้าไปในพื้นที่พิพาทแคชเมียร์ในส่วนที่ปากีสถานครอบครองเมื่อ 26 ก.พ. 2562 เพื่อทิ้งระเบิด 1,000 กก. ในพื้นที่ของเมือง Balakot เมือง Chakothi และเมือง Muzaffarabad ของปากีสถาน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของ JeM เพื่อตอบโต้ปากีสถานที่ล้มเหลวในการดำเนินการปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย ขณะที่ปากีสถานตอบโต้ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายของอินเดีย โดย ทอ.ปากีสถานปฏิบัติการบินโจมตีทางอากาศพุ่งเป้าฐานทัพทางทหาร
ของอินเดียในเช้า 27 ก.พ. 2562 ทอ.อินเดียตรวจพบ บ.ปากีสถานในน่านฟ้าอินเดีย จึงสั่งการ บ.เข้าสกัดกั้นอย่างรวดเร็ว โดย บ.MiG 21 Bison ของอินเดียยิง บ.F-16 ของปากีสถานตกในเขตแดนปากีสถาน 1 เครื่อง อย่างไรก็ตาม บ.F-16 ของปากีสถานสามารถยิง บ.MiG 21 Bison ของอินเดียตก 1 เครื่อง ส่งผลให้นักบิน
สูญหายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่
            รัฐบาล นรม.โมดิ และพรรค BJP ในห้วงก่อนการเลือกตั้ง พยายามนำเสนอนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในรัฐจัมมูและแคชเมียร์ด้วยการยกเลิกอำนาจการปกครองตัวเอง รวมถึงสิทธิพิเศษอื่นตามรัฐธรรมนูญอินเดีย ซึ่งภายหลังชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2 อย่างท่วมท้น รัฐบาลอินเดียของ นรม.โมดิได้ดำเนินตามนโยบายที่ให้คำมั่นไว้ โดยประธานาธิบดีราม นาถ โกวินทร์ ประกาศคำสั่งประธานาธิบดีเมื่อ
5 ส.ค. 2562 ยกเลิกมาตรา 370 และมาตรา 35A ของรัฐธรรมนูญอินเดีย ส่งผลให้สถานะพิเศษของรัฐจัมมูและแคชเมียร์ตามรัฐธรรมนูญอินเดียสิ้นสุดลง นอกจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรอินเดีย (โลกสภา) ยังผ่านกฎหมายแปลงสภาพรัฐจัมมูและแคชเมียร์เป็น 2 ดินแดนสหภาพ (Union Territory) ได้แก่ ดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ และดินแดนสหภาพลาดัคห์ นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังประกาศเคอร์ฟิว ตัดสัญญาณการสื่อสาร และบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่ดินแดนสหภาพทั้งสอง และดำเนินการควบคุมตัวนักการเมือง
นักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอินเดีย รวมถึงดำเนินมาตรการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง
            ปากีสถานวิพากษ์วิจารณ์ว่ามาตรการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จัมมูและแคชเมียร์ของอินเดียเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน กับทั้งเป็นการกระทำฝ่ายเดียวโดยไม่มีการหารือกับปากีสถานซึ่งอ้างสิทธิ์ในพื้นที่แคชเมียร์ร่วมกับอินเดีย ปากีสถานพยายามผลักดันประเด็นจัมมูและแคชเมียร์ในระดับประชาคมระหว่างประเทศ แม้ว่าอินเดียประสบความสำเร็จในการทำความเข้าใจกับประชาคมโลกว่าประเด็นจัมมูและแคชเมียร์เป็นประเด็นภายในประเทศของอินเดีย แต่จีน มาเลเซีย และตุรกียังคงแสดงท่าทีสนับสนุนปากีสถานในประเด็นจัมมูและแคชเมียร์บนเวทีโลก อย่างไรก็ดี จีนผ่อนปรนท่าทีต่อประเด็นดังกล่าว และระบุว่าประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาทวิภาคีระหว่างอินเดียกับปากีสถาน


            สถานการณ์ในพื้นที่ดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ปัจจุบันอยู่ในความสงบ ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายด้านความมั่นคงอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ดี รัฐบาลอินเดียเริ่มผ่อนคลายมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่และพยายามสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในพื้นที่ให้เริ่มใช้ชีวิตตามปกติ ขณะเดียวกัน รัฐบาลอินเดียเร่งปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่ และสามารถวิสามัญกลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กลุ่มก่อการร้ายยังคงเคลื่อนไหวในพื้นที่ดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ กับทั้งยังคงปรากฏข่าวสารว่ากลุ่มก่อการร้ายเรียกร้องให้ประชาชนในพื้นที่ดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอินเดียในรูปแบบต่าง ๆ ขณะเดียวกันยังคงปรากฏรายงานว่าปากีสถานให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายเพื่อให้เข้ามาก่อเหตุรุนแรงในอินเดียอย่างต่อเนื่อง


  เป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศและกลุ่มความร่วมมือที่สำคัญ เช่น UN, G20, ASEM, BRICS, BIMSTEC, WTO, SAARC, ASEAN+6, IOR   อินเดียมีท่าอากาศยานกว่า 40 แห่ง ซึ่งสามารถรองรับการขนส่งทางอากาศ และอากาศยานขนาดใหญ่ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ กับทั้งยังมีเครือข่ายเส้นทางคมนาคมทางรถไฟกว้างขวางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีระยะทางประมาณ 65,000 กม. และมีถนนระยะทาง 4,320,000 กม. รวมถึงท่าเรือสำคัญ 13 แห่ง อาทิ เมืองมุมไบ กัว โกลกาตา เจนไน  อินเดียและไทยมีเที่ยวบินตรงมากกว่า 100 เที่ยวต่อสัปดาห์ สายการบินของอินเดียที่บินตรงมาไทย ได้แก่ สายการบินเจ๊ท แอร์เวย์ สายการบินอินดิโก แอร์ไลน์ และอินเดียนแอร์ไลน์ ส่วนสายการบินไทยบินตรงไปอินเดียสัปดาห์ละ 57 เที่ยวสู่ 6 เมืองสำคัญ ได้แก่ โกลกาตา นิวเดลี เจนไน ไฮเดอราบาด เบงกาลูรู และมุมไบ นอกจากนี้ ยังมีสายการบินบางกอกแอร์เวย์เดินทางไปมุมไบ แอร์เอเชียเดินทางไปเจนไน เบงกาลูรู และสายการบินไทยสมายล์เดินทางไปอาห์เมดาบัด ส่วนผู้ถือหนังสือเดินทางไทยสามารถขอรับการตรวจลงตราแบบ e-Visa เพื่อท่องเที่ยวและติดต่อธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://indianvisaonline.gov.in/evisa/tvoa.html โดยมีค่าธรรมเนียมตั้งแต่ 2,000-4,500 บาท ขณะที่ผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา (ไม่เกิน 90 วัน)


ฝึกซ้อมร่วมระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถ และแบ่งปันแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศของสองประเทศ โดย ทบ.ไทยและอินเดียทำการฝึกผสม รหัส Maitree ประจำปี 2562 เมื่อ ก.ย. 2562 มุ่งเน้นการฝึกในด้านการวางแผนปฏิบัติการร่วม การฝึกโรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์ และการฝึกปฏิบัติในการต่อต้านการก่อการร้าย ขณะเดียวกัน ไทยและอินเดียยังขยายความร่วมมือทางทหารไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ที่สำคัญได้แก่ ทร.ไทย อินเดีย และสิงคโปร์ จัดการฝึกร่วมทางทะเลไตรภาคีครั้งแรกบริเวณทะเลอันดามันเมื่อ 16-20 ก.ย. 2562 เพื่อร่วมกันรักษาเสรีภาพการเดินเรือในช่องแคบมะละกา นอกจากนี้ อินเดียยังมุ่งหวังที่จะเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้ายุทโธปกรณ์ที่สำคัญของไทยอีกด้วย


                    ด้านเศรษฐกิจ ไทยให้ความสำคัญการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอินเดีย โดยคำนึงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของอินเดีย กลไกความร่วมมือสำคัญ ได้แก่ คณะกรรมการร่วมทางการค้า (จัดตั้งเมื่อปี 2532) การค้าระหว่างกันขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดียเมื่อปี 2546 ซึ่งทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาตลอด โดยการค้าทวิภาคีเมื่อปี 2561 มีมูลค่า 402,508.42 ล้านบาท โดยเป็นการส่งออกจากไทย 244,360.04 ล้านบาท และไทยนำเข้าจากอินเดีย 158,148.38 ล้านบาท และไทยยังเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า จำนวน 86,211.67 ล้านบาท จากมูลค่าการค้าดังกล่าวทำให้อินเดียเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 11 และเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 13 ของไทย


                    สินค้านำเข้าสำคัญจากอินเดีย ได้แก่ ไข่มุกธรรมชาติหรือไข่มุกเลี้ยง รัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ โลหะมีค่า โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า และของที่ทำด้วยของดังกล่าว เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณที่เป็นของเทียมเครื่องเพชรพลอย เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กลและส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว เคมีภัณฑ์อินทรีย์ เหล็กและเหล็กกล้า แทรกเตอร์ เครื่องจักร เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว เครื่องบันทึกและเครื่องถอดภาพและเสียงทางโทรทัศน์ รวมทั้งส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องดังกล่าว ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม อะลูมิเนียมและของทำด้วยอะลูมิเนียม ฝ้าย


                    สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กลและส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เครื่องจักร เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว เครื่องบันทึกและเครื่องถอดภาพและเสียงทางโทรทัศน์ รวมทั้งส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องดังกล่าว เคมีภัณฑ์อินทรีย์ แทรกเตอร์ ยางและของที่ทำด้วยยาง ไข่มุกธรรมชาติหรือไข่มุกเลี้ยง รัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ โลหะมีค่า โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่าและของที่ทำด้วยของดังกล่าว เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณที่เป็นของเทียม ทองแดงและของทำด้วยทองแดง เหล็กและเหล็กกล้า และของทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า


          การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวอินเดียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้นเป็นลำดับ โดยในห้วงเดือน ม.ค.-ก.ย. 2562 มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยจำนวน 1,471,218 คน สร้างรายได้รวมถึง 62,037 ล้านบาท ซึ่งใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ ถึง 11% ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวอินเดียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวชายทะเลของไทยที่สำคัญได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน กับทั้งนิยมจัดงานฉลองมงคลสมรสที่ไทย


----------------------------------------------------

 
 
 
 

ผู้นำอินเดีย

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Jan. 5, 2020, 12:36 p.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำอินเดีย
 


นายนเรนทรา โมดิ


(Narendra Modi)


ตำแหน่ง                     นรม.อินเดีย


วันเดือนปีเกิด               17 .. 2493 (อายุ 70 ปี/ปี 2563) เมืองวัฒนนคร เขตเมห์สาณา รัฐคุชราต


                                นับถือศาสนาฮินดู


                                บิดาชื่อนายดาดมดร์ดาส (เสียชีวิตแล้ว)


                                มารดาชื่อนาง ฮีราเบน (อายุ 98 ปี/ปี 2563)


สถานภาพสมรส            สมรสกับนางชโสดาเบน (อายุ 68 ปี/ปี 2563) แต่แยกกันอยู่มานาน 46 ปี โดยไม่ได้จดทะเบียนหย่า และไม่มีบุตร


การศึกษา                    ปริญญาโทรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยคุชราต


ประวัติการทำงาน       


ปี 2530                      สมาชิกพรรคภารติยะ ชนตะ (Bharatiya Janata Party - BJP)


ปี 2539-2544               เลขาธิการพรรค BJP


ปี 2542-2545               มุขมนตรีรัฐคุชราตสมัยที่ 1


ปี 2545-2551               มุขมนตรีรัฐคุชราตสมัยที่ 2


ปี 2551-2555               มุขมนตรีรัฐคุชราตสมัยที่ 3


ปี 2555-2557               มุขมนตรีรัฐคุชราตสมัยที่ 4


ปี 2556                      คณะกรรมการรัฐสภาของพรรค BJP


ปี 2556                      ประธานคณะกรรมการรณรงค์เลือกตั้งทั่วไปปี 2557


ปี 2557-ปัจจุบัน            นรม.


สถานการณ์สำคัญ          ในช่วงดำรงตำแหน่งมุขมนตรีรัฐคุชราต มีเหตุการณ์สำคัญที่อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดด่างพร้อยของนายโมดิ คือ เหตุจลาจลเมื่อปี 2545 เนื่องจากนายโมดิเพิกเฉยต่อการก่อเหตุรุนแรงต่อต้านชาวมุสลิม ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม


เว็บไซต์ทางการและเครือข่ายสังคมออนไลน์


                    - https://www.narendramodi.in/


                    - https://www.facebook.com/narendramodi/


                    - https://twitter.com/narendramodi


                    - https://www.youtube.com/user/narendramodi


 -------------------------------------------------

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีอินเดีย


ประธานาธิบดี                                               Ram Nath Kovind        


นรม./รมว.กระทรวงทรัพยากรบุคคล การร้องทุกข์และบำนาญ/สำนักงานพลังงานปรมณู/สำนักงานกิจการอวกาศ                                                                     Narendra Modi       


รมว.กระทรวงกลาโหม                                     Raj Nath Singh              


รมว.กระทรวงมหาดไทย                                   Amit Shah


รมว.กระทรวงขนส่งทางบกและทางหลวง/กระทรวงวิสาหกิจขนาดกลาง เล็ก และขนาดย่อม                                                   Nitin Jairam Gadkari


รมว.กระทรวงปุ๋ยและเคมีภัณฑ์                         D.V. Sadananda Gowda


รมว.กระทรวงการคลัง/การสหกรณ์                    Nirmala Sitharaman


รมว.กระทรวงกิจการผู้บริโภค อาหาร และจัดสรรภาครัฐ     Ramvilas Paswan  


รมว.กระทรวงเกษตรและสวัสดิการเกษตรกร/กระทรวงพัฒนาเขตเมือง/กระทรวงการกระจายอำนาจ                 Narendra Singh Tomar


รมว.กระทรวงกฎหมายและยุติธรรม/กระทรวงการสื่อสาร/กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ                                    Ravi Shankar Prasad


รมว.กระทรวงอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป           Harsimrat Kaur Badal


รมว.กระทรวงความยุติธรรมในสังคมและการเพิ่มขีดความสามารถ Thaawar Chand Gehlot


รมว.กระทรวงการต่างประเทศ            Subrahmanyam Jaishankar


รมว.กระทรวงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์     Ramesh Pokhriyal 'Nishank'


รมว.กิจการชนเผ่า                                Arjun Munda


รมว.กระทรวงพัฒนาสตรีและเด็ก/กระทรวงกิจการรัฐสภา    Smriti Zubin Irani


รมว.กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการครอบครัว/กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี/กระทรวงธรณีศาสตร์              Harsh Vardhan


รมว.กระทรวงสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ/กระทรวงการเผยแพร่สัญญาณวิทยุและโทรทัศน์       Prakash Javadekar


รมว.กระทรวงการรถไฟ/กระทรวงพาณิชย์และอุสาหกรรม     Piyush Goyal


รมว.กระทรวงพลังงานและก๊าซธรรมชาติ/กระทรวงเหล็กกล้า Dharmendra Pradhan


รมว.กระทรวงกิจการชนกลุ่มน้อย            Mukhtar Abbas Naqvi


รมว.กระทรวงกิจการรัฐสภา/กระทรวงถ่านหิน/กระทรวงเหมืองแร่   Pralhad Joshi


รมว.กระทรวงการพัฒนาทักษะอาชีพและการประกอบการ        Mahendra Nath Pandey


รมว.กระทรวงอุตสาหกรรมหนักและรัฐวิสาหกิจ         Arvind Ganpat Sawant


รมว.กระทรวงการเลี้ยงสัตว์ โคนม และประมง           Giriraj Singh


รมว.กระทรวงการพัฒนาแหล่งน้ำ                   Gajendra Singh Shekhawat


 ------------------------------------------


(ต.ค.2562)