ญี่ปุ่น

Japan

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Jan. 5, 2020, 12:37 p.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Feb. 8, 2020, 4:10 p.m.
ธงญี่ปุ่น
 

เมืองหลวง       โตเกียว


ที่ตั้ง               ทางตะวันออกของทวีปเอเชียและตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกระหว่างเส้นละติจูดที่ 20-45 องศาเหนือ เส้นลองจิจูดที่ 123-154 องศาตะวันออก พื้นที่ 377,972 ตร.กม. (0.3% ของพื้นที่โลก) ประกอบด้วย เกาะใหญ่ที่สำคัญ คือ ฮอกไกโด (83,424 ตร.กม.) ฮอนชู (231,231 ตร.กม.) ชิโกกุ (18,804 ตร.กม.) คิวชู (42,232 ตร.กม.) และโอกินาวา (2,281 ตร.กม.) ส่วนพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาว 33,889 กม.


อาณาเขต       


                    ทิศเหนือ              มีทะเลโอคอตสค์กั้นระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซีย


                    ทิศใต้               มีทะเลญี่ปุ่นกั้นระหว่างญี่ปุ่นกับคาบสมุทรเกาหลีและจีน


                    ทิศตะวันออก        จรดมหาสมุทรแปซิฟิก


                    ทิศตะวันตก         จรดทะเลฟิลิปปินส์


ภูมิประเทศ      ตั้งอยู่ในเขตรอยเลื่อนของเปลือกโลก 3 แผ่น ทำให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อย และเป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่มีภูเขาไฟมากที่สุด (ฟูจิสูง 3,776 ม.) พื้นที่ป่า 250,000 ตร.กม. (67%) พื้นที่การเกษตร 50,000 ตร.กม. (12%) และพื้นที่ปลูกสร้าง 20,000 ตร.กม. (5%) มีแม่น้ำรวม 10 สาย แม่น้ำชินาโนะยาวที่สุด 367 กม.


ภูมิอากาศ        ภาคเหนือ (เขตฮอกไกโดและชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น) อากาศหนาวเย็นตลอดปี ฤดูหนาว หิมะตกมาก ที่ราบสูงตอนกลาง อุณหภูมิระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาวต่างกันมาก ภาคตะวันออก (บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก) อากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว หิมะตกไม่มาก ฤดูร้อนอากาศร้อนชื้น หมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ อากาศกึ่งเขตร้อน ฝนตกหนัก มีพายุไต้ฝุ่นพัดเข้าใกล้ญี่ปุ่นปีละประมาณ 11 ลูก มี 4 ฤดู ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) อากาศอบอุ่น ฤดูร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) ฝนตกและร้อนจัดในช่วงต้นฤดู ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.) อากาศอุ่น และฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) มีหิมะตก


ประชากร        125.20 ล้านคน (ปี 2561)


รายละเอียดประชากร  จำนวนประชากรญี่ปุ่นเมื่อปี 2561 มีมากเป็นอันดับ 11 ของโลก แต่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 สำหรับสัดส่วนประชากรวัยเด็ก (0-14 ปี) มีจำนวน 15.59 ล้านคน คิดเป็น 12.3% วัยทำงาน (15-64 ปี) มีจำนวน 75.96 ล้านคน คิดเป็น 60% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) มีจำนวน 35.15 ล้านคน คิดเป็น 27.7 % หรือ 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งหมด สถิติดังกล่าวสะท้อนถึงแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดต่ำอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีสัดส่วนประชากรสูงอายุมากกว่าประชากรวัยเด็กมาตั้งแต่ปี 2547 โดยเมื่อปี 2561 ญี่ปุ่นมีจำนวนเด็กแรกเกิดต่ำกว่า 1 ล้านคน เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยมีเด็กเกิดใหม่ 921,000 คน ลดลง 25,000 คน ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 1.37 ล้านคน ทำให้จำนวนประชากรลดลงมากที่สุดเป็นจำนวน 449,000 คน


ศาสนา           ญี่ปุ่นไม่มีศาสนาประจำชาติและไม่มีการสำรวจผู้นับถือศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่นับถือศาสนาใดเลย ส่วนผู้ที่นับถือศาสนามีประมาณ 39 % แบ่งเป็นศาสนาพุทธและชินโตร้อยละ 37 ศาสนาคริสต์ 1% และอื่น ๆ 1%


ภาษา             ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาราชการ


การศึกษา    ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปมีอัตราการรู้หนังสือ 99.9% ระบบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี และการศึกษาระดับสูง 3 ปี รวมทั้งระบบ 12 ปี แบ่งออกเป็นระดับประถมศึกษา 6 ปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น   3 ปี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี


การก่อตั้งประเทศ       การปกครองของญี่ปุ่นแบ่งเป็นยุคโบราณและยุคปัจจุบัน ยุคปัจจุบันซึ่งเริ่มในสมัยจักรพรรดิเมจิ มีการปฏิรูปการเมือง การปกครอง สังคมและวัฒนธรรม มีการติดต่อกับชาติตะวันตก นโยบายชาตินิยมทำให้ญี่ปุ่นรุกรานประเทศเพื่อนบ้านและเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เมื่อญี่ปุ่นประกาศแพ้สงครามเมื่อ 14 สิงหาคม 2488 ทำให้ญี่ปุ่นต้องตกอยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังพันธมิตร นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งได้ร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ญี่ปุ่นโดยจำกัดบทบาทของกองทัพญี่ปุ่นไม่ให้ก่อสงครามขึ้นอีกในอนาคต ญี่ปุ่นได้รับอำนาจอธิปไตยกลับคืนมาหลังการลงนามสนธิสัญญาซานฟรานซิสโกเมื่อปี 2494


วันชาติ           23 ธ.ค. ตรงกับวันพระราชสมภพของอดีตสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ  (87 พรรษา/ปี 2563)


การเมือง         ปกครองระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาเป็นสถาบันสูงสุด และนรม.เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร สมเด็จพระจักรพรรดิมีฐานะเป็นประมุขรัฐ


                    สถาบันกษัตริย์ : กษัตริย์ญี่ปุ่นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระจักรพรรดิที่ปัจจุบันมีเพียงพระองค์เดียวในโลก และมาจากพระราชวงศ์ที่ดำรงตำแหน่งสืบทอดต่อเนื่องนานที่สุดในโลก หรือเป็นเวลานานกว่า 2,600 ปี หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 บทบาทและพระราชอำนาจของสมเด็จพระจักรพรรดิถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ตั้งแต่ 3 พ.ค. 2490 ให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเทศและความเป็นหนึ่งเดียวกันของประชาชน รัฐธรรมนูญมาตรา 6 ระบุให้ทรงสามารถแต่งตั้ง นรม.ตามที่รัฐสภาเสนอ และแต่งตั้งประธานผู้พิพากษาศาลฎีกาตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ และมาตรา 7 สมเด็จพระจักรพรรดิมีพระราชกรณียกิจดังกล่าวนี้ได้ โดยอาศัยคำแนะนำและอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ได้แก่ 1) ประกาศแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย คำสั่งคณะรัฐมนตรี และสนธิสัญญาต่าง ๆ 2) เรียกประชุมรัฐสภา 3) ยุบสภาผู้แทนราษฎร 4) ประกาศรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 5) ลงพระปรมาภิไธยในคำสั่งแต่งตั้ง หรือถอดถอนรัฐมนตรี หรือเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งแต่งตั้งเอกอัครราชทูต 6) ลงพระปรมาภิไธยในการนิรโทษกรรม อภัยโทษ เลื่อนการประหาร และการคืนสิทธิต่าง ๆ 7) พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์  8) ลงพระปรมาภิไธยที่เกี่ยวกับการให้สัตยาบัน และเอกสารการทูตอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด 9) รับคณะทูตและพระราชอาคันตุกะ และ 10) ประกอบพระราชพิธี


                    ปี 2562 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัชสมัยของญี่ปุ่น โดยสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงแสดงพระราชประสงค์ที่จะสละราชสมบัติ ด้วยเหตุผลเรื่องพระชนมายุที่มากขึ้น และปัญหาด้านพระพลานามัยแต่รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการสละราชสมบัติ และไม่มีกฎหมายรองรับสถานะของสมเด็จพระจักรพรรดิหลังสละราชสมบัติ รัฐสภาญี่ปุ่นจึงออกกฎหมายเมื่อ 9 มิ.ย. 2560 เพื่อให้สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงสละราชสมบัติได้ตามพระราชประสงค์ นับเป็นการสละราชสมบัติครั้งแรกในรอบกว่า 200 ปี และมีผลเฉพาะกับพระองค์


                    ผลการประชุมคณะกรรมาธิการสำนักพระราชวังอิมพิเรียลเมื่อ 1 ธ.ค. 2560 มีมติให้ทรงสละราชสมบัติเมื่อ 30 เม.ย. 2562 ภายหลังการสละราชสมบัติ  สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะดำรงตำแหน่ง “โจโก” (Joko) หรือ พระเจ้าหลวง (Emperor Emeritus) และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะดำรงตำแหน่ง “โจโกโก” (Jokogo) หรือ พระพันปี (Empress Emerita) และจะไม่สามารถปฏิบัติราชกิจในลักษณะที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติได้อีกต่อไป แต่หากสวรรคต พระราชพิธีพระบรมศพยังคงจัดในระดับสมเด็จพระจักรพรรดิเช่นเดิม ทำให้สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 125 ขึ้นครองราชย์เมื่อ 7 ม.ค. 2532 ในรัชสมัยเฮเซ (Heisei) และสิ้นสุดลงในรัชสมัยเฮเซปีที่ 31 (H31) หลังพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะเมื่อ 30 เม.ย. 2562


                    มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะทรงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะหรือสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ที่ 126 ของญี่ปุ่นเมื่อ 1 พ.ค. 2562 และเป็นการเริ่มนับรัชสมัยเรวะปีที่ 1 (R1) ภายหลังพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ รัชสมัยเรวะ (Reiwa) หมายถึง ความสงบและความกลมเกลียว ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศชื่อรัชสมัยใหม่เมื่อ 1 เม.ย. 2562 เป็นการประกาศล่วงหน้าก่อนการใช้จริง เพื่อให้ทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมและป้องกันความสับสน เนื่องจากชาวญี่ปุ่นใช้การนับรัชสมัยควบคู่กับคริสตศักราช เช่นเอกสารทางราชการ ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และเครื่องหมายทางการค้า


                    สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะประสูติเมื่อ 23 ก.พ. 2503 ทรงได้รับการสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมารเมื่อ 23 ก.พ. 2534 ทรงสำเร็จการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยกะกุชูอิน และทรงศึกษาต่อที่วิทยาลัยมอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดทรงเป็นรัชทายาทในราชวงศ์ญี่ปุ่นพระองค์แรกที่ทรงสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ ทรงอภิเษกสมรสกับนางสาวมาซาโกะ โอวาดะ ซึ่งเป็นสามัญชนและเป็นนักการทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ 9 มิ.ย. 2502 มีพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว คือ เจ้าหญิงไอโกะ ทำให้เกิดวิกฤติเรื่องการสืบราชสมบัติ เนื่องจากกฎมณเฑียรบาลของญี่ปุ่นปี 2490 ระบุให้ผู้สืบราชสมบัติจะต้องเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่เพศชายเท่านั้น แต่ปัจจุบันราชวงศ์ญี่ปุ่นเหลือพระราชวงศ์ฝ่ายหน้า (บุรุษ) เพียง 3 พระองค์ คือ เจ้าชายอากิชิโนะ (พระอนุชาในสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะและว่าที่องค์รัชทายาทอันดับที่ 1) เจ้าชายฮิซาฮิโตะแห่งอากิชิโนะ (พระโอรสในเจ้าชายอากิชิโนะและว่าที่องค์รัชทายาทอันดับที่ 2) และเจ้าชายมาซาฮิโตะ (พระอนุชาในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ) จึงเกิดข้อถกเถียงเรื่องการแก้ไขกฎมณเฑียรบาลให้ผู้สืบราชสมบัติเป็นพระราสโอรสหรือพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ก็ได้ รวมถึงเห็นควรให้เจ้าหญิงทุกพระองค์มิต้องลาออกจากฐานันดรศักดิ์หากเสกสมรสกับสามัญชน และสถาปนาคืนพระยศให้แก่พระราชวงศ์ฝ่ายในที่ยังทรงมีพระชนม์อยู่กลับมาดำรงพระยศเดิมได้ ซึ่งในสมัย นรม.จุนอิชิโร โคอิซูมิ ได้ให้คำมั่นที่จะเสนอร่างกฎหมายแก่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้เจ้านายสตรีขึ้นครองราชย์สมบัติได้แต่มิได้กำหนดกรอบเวลาการออกกฎหมายรวมถึงรายละเอียดของเนื้อหาจนถึงปัจจุบัน


                    ฝ่ายบริหาร : นรม.เป็นประธาน มาจากการคัดเลือกของรัฐสภาตามมติของรัฐสภา ซึ่งในทางปฏิบัติมักจะเป็นหัวหน้าพรรคเสียงข้างมาก กรณีรัฐบาลมาจากพรรคการเมืองเสียงข้างมากในรัฐสภา นรม.จะเป็นผู้คัดเลือกคณะรัฐมนตรีก่อนเสนอชื่อให้รัฐสภารับรอง หากพรรครัฐบาลไม่ได้ครองเสียงข้างมาก คณะรัฐมนตรีจะมาจากการคัดเลือกของรัฐสภา นรม.เสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีให้รัฐสภารับรองก่อนเสนอรายชื่อต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีคณะรัฐมนตรีได้ไม่เกิน 18 คน และครึ่งหนึ่งต้องเป็นสมาชิกรัฐสภา


                    ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภา (Diet) เป็นระบบ 2 สภา 1) วุฒิสภา สมาชิกมีวาระ 6 ปี แต่มีการเลือกตั้งครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทุก 3 ปี ปัจจุบันมีจำนวน 242 คน แต่ในการปฏิรูประบบการเลือกตั้งเมื่อ ก.ค. 2561 ได้มีการเพิ่มจำนวนสมาชิกวุฒิสภาอีก 6 คน รวมเป็น 248 คน โดยจะเพิ่มในการเลือกตั้งคราวละ 3 คน ส่งผลให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในอีก 2 รอบถัดไป (ปี 2562 และ 2565) มีจำนวนรอบละ 124 ที่นั่ง


                    การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งล่าสุดเมื่อ 21 ก.ค. 2561 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 27.3% ลดลงจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2559 ประมาณ 5.19%  ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคร่วมรัฐบาลชนะเสียงข้างมากได้ 71 ที่นั่ง แบ่งเป็นของพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party-LDP) จำนวน 57 ที่นั่ง และพรรคโคเม (Komeito Party-KP) จำนวน 14 ที่นั่ง จากทั้งหมดจำนวน 124 ที่นั่งของการเลือกตั้งในรอบนี้ เมื่อรวมกับที่มีอยู่เดิม 70 ที่นั่ง ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลมีที่นั่งในวุฒิสภารวม 141 ที่นั่ง จากทั้งหมด 245 ที่นั่ง ยังคงครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา แต่ไม่ถึงเกณฑ์ 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด หรือ 163 ที่นั่งที่จะเสนอวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ว่าด้วยบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นได้ ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลนรม.ชินโซ อาเบะพยายามผลักดัน


                    2) สภาผู้แทนราษฎร มีวาระ 4 ปี มีสมาชิกจำนวน 465 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (Single Member Constituency) เขตละ 1 คน จำนวน 289 คน และระบบสัดส่วนจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง (Proportional Representation) จำนวน 176 คน ผู้มีสิทธิสมัครเป็น ส.ส.และสมาชิกสภาบริหารส่วนท้องถิ่นต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไป การเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อ 22 ต.ค. 2560 เป็นการเลือกตั้งที่เร็วกว่ากำหนดเดิม 1 ปี จากการที่ นรม.ชินโซ อาเบะ ประกาศยุบสภาเมื่อ 28 ก.ย. 2560 ในช่วงที่คะแนนนิยมกำลังฟื้นตัว เนื่องจากภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือทวีความตึงเครียด ประกอบกับเป็นช่วงที่พรรคฝ่ายค้านกำลังอ่อนแอ และเพื่อสกัดคู่แข่งสำคัญคือนางยูริโกะ โคอิเกะ อดีต รมว.กระทรวงกลาโหมในรัฐบาลพรรค LDP และผู้ว่าการโตเกียวที่ได้รับคะแนนนิยมจากชาวโตเกียวซึ่งได้จัดตั้งพรรคการเมืองใหม่และมีแนวโน้มจะเป็นคู่แข่งสำคัญในการเลือกตั้งระดับประเทศในอนาคต


                    ผลการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด พรรค LDP ชนะการเลือกตั้ง ส่งผลให้นายชินโซ อาเบะ หัวหน้าพรรค ได้ดำรงตำแหน่ง นรม.จนถึงปี 2564 กลายเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่ง นรม.ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นผู้นำญี่ปุ่นคนแรกที่ดำรงตำแหน่งถึง 3 สมัย (ไม่ต่อเนื่องกัน) โดยพรรค LDP ได้รับเลือก 284 ที่นั่ง และจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคโคเมที่ได้ 29 ที่นั่ง ส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาลมี 313 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง คิดเป็น 67.3% ขณะที่พรรคฝ่ายค้านจำนวน 153 ที่นั่ง นำโดยพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น (Constitutional Democratic Party of Japan-CDPJ) จำนวน 55 ที่นั่งพรรคแห่งความหวัง (Party of Hope หรือ Kibo no To) จำนวน 50 ที่นั่ง พรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น (Japan Communist Party-JCP) จำนวน 12 ที่นั่ง พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (Japan Innovation Party-JIP) จำนวน 11 ที่นั่ง พรรคสังคมประชาธิปไตย (Social Democratic Party-SDPJ) จำนวน 2 ที่นั่ง และผู้สมัครอิสระ จำนวน 22 ที่นั่ง


                    ฝ่ายตุลาการ : ระบบศาล ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา และศาลครอบครัว     สมเด็จพระจักรพรรดิทรงแต่งตั้งประธานผู้พิพากษาศาลฎีกาตามการเสนอของคณะรัฐมนตรี


                    พรรคการเมือง : ระบบหลายพรรค ปัจจุบันพรรครัฐบาล ได้แก่ 1) พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party-LDP) ก่อตั้งเมื่อปี 2498 ปัจจุบันเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดและมีแนวคิดอนุรักษนิยม หัวหน้าพรรคคือ นายชินโซ อาเบะ พรรคมีนโยบายด้านความมั่นคงในเชิงอนุรักษนิยม โดยสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อเพิ่มบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจส่งเสริมระบบตลาดเสรี 2) พรรคโคเม (Komeito Party-KP หรืออดีต New Komeito Party) ก่อตั้งโดยสมาชิกขององค์กรพุทธศาสนาขนาดใหญ่ คือ สมาคมสร้างคุณค่า (Soka Gakkai) เมื่อปี 2541 ปัจจุบันเป็นพันธมิตรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรค LDP


                    ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ 1) พรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น (Constitutional Democratic Party of Japan-CDPJ) เป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ก่อตั้งเมื่อ 2 ต.ค. 2560 ก่อนการเลือกตั้งเมื่อ 22 ต.ค. 2560 โดยแยกออกมาจากพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Democratic Party Japan-DPJ หรือมินชินโต) แกนนำคือนายเอดาโนะ ยูกิโอะ มีแนวทางคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 สนับสนุนให้ยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์ชั่วคราว และระงับการขึ้นภาษีการบริโภค ซึ่งตรงข้ามกับนโยบายของพรรค LDP 2) พรรคแห่งความหวัง (Party of Hope หรือ Kibo no To) ก่อตั้งโดยนางยูริโกะ โคอิเกะ อดีต รมว.กระทรวงกลาโหมของรัฐบาลพรรค LDP และผู้ว่าการโตเกียว เป็นพรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ รักษ์สิ่งแวดล้อม ต่อต้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางอาเบะโนมิกส์ และคัดค้านการขึ้นภาษีการบริโภค แต่มีแนวนโยบายด้านความมั่นคงเหมือนพรรค LDP คือสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 และสนับสนุนการไปเคารพศาลเจ้ายาสุคุนิ 3) พรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น (Japan Communist Party-JCP) ก่อตั้งเมื่อ ก.ค. 2465 คัดค้านนโยบายของพรรค LDP ในทุกประเด็น และต้องการมีนโยบายต่างประเทศที่ยืดหยุ่นต่อประเทศเพื่อนบ้านในประเด็นทางประวัติศาสตร์ ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ  320,000 คน


                    4)    พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (Japan Innovation Party-JIP) หรือ Nippon Ishin no Kai หรือ NIK ก่อตั้งเมื่อ ต.ค. 2558 โดยกลุ่มการเมือง Initiative from Osaka 5) พรรคสังคมประชาธิปไตย (Social Democratic Party-SDPJ) เดิมชื่อพรรคสังคมนิยมญี่ปุ่น (Japan Socialist Party-JSP) ก่อตั้งเมื่อปี 2488 มีแนวคิดต่อต้านลัทธิทหารนิยม และเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลสมัย นรม. ยูกิโอะ ฮาโตยามะ (ปี 2552-2553) แต่ต่อมาถอนตัว เนื่องจากไม่พอใจข้อตกลงการตั้งฐานทัพสหรัฐฯ 6) พรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (Democratic Party for the People-DPP) ก่อตั้งเมื่อ 7 พ.ค. 2561 จากการรวมตัวของนักการเมืองพรรค DPJ และพรรคแห่งความหวัง 7) พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan-DPJ) เป็นพรรคการเมืองสายกลาง มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากพรรค LDP ก่อตั้งเมื่อ 27 เม.ย. 2541 จากการยุบรวมพรรคการเมืองขนาดเล็ก 4 พรรค ต่อมาเมื่อ 27 มี.ค. 2559 พรรค DPJ ได้ยุบรวมกับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น 8) พรรคเสรีนิยม (Liberal Party-LP) ก่อตั้งในชื่อ People’s Life Part เมื่อ ธ.ค. 2555 และ 9) พรรคกลุ่มอิสระ (The Group of Independents/ Mushozoku no Kai) จัดตั้งเมื่อ 7 พ.ค. 2561 จากการรวมกันของนักการเมืองพรรค DPJ และพรรคแห่งความหวัง


                    การปกครองส่วนท้องถิ่น : แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด (Prefecture) และระดับเทศบาลในแต่ละจังหวัด (Municipal) โดยแบ่งออกเป็น 47 จังหวัด 1,718 เทศบาล รวม 23 เมืองและโตเกียว โดยมีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น (Local Elections) ได้แก่ ผู้บริหารราชการส่วนจังหวัด อำเภอ ตำบล และการเลือกตั้งสมาชิกสภาบริหารส่วนท้องถิ่น สมาชิกทุกองค์กรมีวาระ 4 ปี เว้นแต่ประชาชนจะลงคะแนนให้ยุบสภาเสียก่อน โดยปกติจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาบริหารส่วนท้องถิ่นใหม่ทุก 4 ปี ในช่วงเม.ย.-พ.ค. เรียกว่า การเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นรวมทั่วประเทศ ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นล่าสุดเมื่อ 7 เม.ย. 2562 ประกอบด้วยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด 11 จังหวัด นายกเทศมนตรี 6 เมือง สมาชิกสภาจังหวัด 41 จังหวัด และสมาชิกสภาเทศบาล 17 เมือง พรรค LDP ยังคงได้รับเสียงสนับสนุนข้างมาก เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านอ่อนแอและแตกแยกจนไม่สามารถส่งผู้สมัครลงแข่งขันได้ในหลายเขต


                    คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น : ปัจจุบันมีทั้งหมด 20 ตำแหน่ง (รวม นรม.) โดยมีการปรับคณะรัฐมนตรีล่าสุดเมื่อ 11 ก.ย. 2562 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการรับมือต่อภัยคุกคามและเสถียรภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะวาระสำคัญของรัฐบาลในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 และการเตรียมความพร้อมการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2564 ของพรรค LDP อย่างไรก็ดี การปรับคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายโดยรวมของญี่ปุ่น เนื่องจากบุคคลใกล้ชิดและเป็นที่ไว้วางใจของ นรม.อาเบะยังคงดำรงตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญ เช่น นายทาโระ โคโนะ อดีต รมว.กระทรวงการต่างประเทศปรับไปเป็น รมว.กระทรวงกลาโหม นายโทชิมิตสึ โมเตกิ รมต.ประจำสำนักคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น (รับผิดชอบนโยบายด้านเศรษฐกิจและการคลัง) และหัวหน้าคณะเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ได้รับแต่งตั้งเป็น รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ส่วนนายทาโระ อาโซะ รอง นรม.และ รมว.กระทรวงการคลัง นายโยชิฮิเดะ ซูงะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายโตชิฮิโร นิไค เลขาธิการพรรค LDP ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม


                    ตำแหน่งที่มีการปรับเปลี่ยนและได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือ นายชินจิโร โคอิซูมิ วัย 38 ปี บุตรชายของอดีต นรม.จุนอิชิโร โคอิซูมิ ได้รับตำแหน่ง รมว.กระทรวงสิ่งแวดล้อม นับเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดของญี่ปุ่นคนที่ 3 ที่ได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงนับตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 นายชินจิโร โคอิซูมิ จึงได้รับการคาดหมายว่ามีโอกาสที่จะได้ดำรงตำแหน่ง นรม.ในอนาคต ส่วนรัฐมนตรีที่เป็นสตรีมี 2 รายคือ นางเซโกะ ฮาชิโมโตะ รัฐมนตรีพิเศษดูแลการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก และนางซะนะเอะ ทาคาอิชิ รมว.กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารเพิ่มจากเดิมเมื่อ เม.ย. 2561 ที่มีรัฐมนตรีสตรีเพียงรายเดียว


เศรษฐกิจ        ญี่ปุ่นมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 (รองจากสหรัฐฯ และจีน) และมีศักยภาพการแข่งขันสูงอันดับ 6 ของโลก (จาก Global Competitiveness Index 2019 และ World Economic Forum) รองจากสิงคโปร์ สหรัฐฯ ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีปัจจัยบวกด้านอัตราภาษี กฎระเบียบแรงงานเข้มงวด และนวัตกรรม ญี่ปุ่นมีปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเยี่ยม อันดับ 5 ของโลก     แรงงานคุณภาพ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง


                    นโยบายทางเศรษฐกิจ นรม.ชินโซ อาเบะ นรม.พยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากภาวะฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นตั้งแต่ปี 2533 โดยมุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเป็นอันดับหนึ่งของโลกตามยุทธศาสตร์ Japan is Back ด้วยการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (Abenomics) ตั้งแต่ปี 2556 ผ่านกลยุทธธนู 3 ดอก ได้แก่ ธนูดอกที่ 1 นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ (Bold Monetary Policy) เพื่อแก้ปัญหาเงินฝืดและส่งเสริมการส่งออก โดยธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (Bank of Japan-BOJ) ดำเนินการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อให้เงินเยนอ่อนค่าลง เป็นผลดีต่อภาคการส่งออก และเพื่อให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นไปถึงร้อยละ 2 ธนูดอกที่ 2 นโยบายการคลังเชิงรุก (Flexible Fiscal Policy) ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการขึ้นภาษี การบริโภค (Consumption Tax) จาก 5% เป็น 8% เมื่อปี 2557 และปรับขึ้นต่อเนื่องเป็น 10% เมื่อปี 2558 แต่เนื่องจากเศรษฐกิจหดตัวจึงเลื่อนการขึ้นภาษีเป็น 1 ต.ค. 2562 เพื่อเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ได้ตามเป้าหมายที่ 5.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2563 รวมถึงสร้างงาน เพิ่มการบริโภค และหารายได้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณจากการนำเงินไปลงทุน และ ธนูดอกที่ 3 นโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เช่น มาตรการเพิ่มจำนวนแรงงาน อาทิ การผลักดันให้สตรีเข้าสู่ภาคแรงงาน โดยตั้งเป้าหมายลดอัตราการว่างงานลง 20% เมื่อปี 2562 การลดอัตราภาษีนิติบุคคลเหลือ 25% การส่งเสริมและเพิ่มจำนวนธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) และตั้งเป้าหมายการส่งออกของ SMEs เพิ่มขึ้น รวมถึง   การปฏิรูปการศึกษา และการส่งเสริมการลงทุนในญี่ปุ่น


                    ทั้งนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan-BOJ) ประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2562 (1 เม.ย. 2562-31 มี.ค. 2563) เพิ่มขึ้น 0.7% และคาดการณ์ว่าในปีงบประมาณ 2563 (1 เม.ย. 2563-31 มี.ค. 2564) จะเพิ่มขึ้นเป็น 0.9% และในปีงบประมาณ 2564 (1 เม.ย. 2564-31 มี.ค. 2565) จะเพิ่มขึ้นเป็น 11% 


                    ข้อพิพาททางการค้าญี่ปุ่น- เกาหลีใต้  เริ่มมีขึ้นภายหลังรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกสารเคมีจำนวน 3 ชนิด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนของเกาหลีใต้ เมื่อ 4 กรกฎาคม 2562 ได้แก่ 1) สาร Fluorinated Polymide ใช้ผลิตหน้าจอแสดงผล 2) สาร Photosensitising Agent Resist ใช้ผลิตชิปประมวลผล และ 3) สาร Hydrogen Fluoride ใช้ผลิตสารกึ่งตัวนำ การบังคับใช้มาตรการควบคุมดังกล่าว ในทางปฏิบัติถือเป็นการระงับการส่งออกสารเคมีดังกล่าวให้เกาหลีใต้ นอกจากนี้ ยังมีมติถอดเกาหลีใต้ออกจากบัญชีสิทธิพิเศษทางการค้าเมื่อ 2 ส.ค. 2562 และมีผลบังคับใช้เมื่อ 28 ส.ค. 2562 เนื่องจากห่วงกังวลความน่าเชื่อถือของเกาหลีใต้เกี่ยวกับการควบคุมการลักลอบขนส่งสินค้าไปยังเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่สามารถใช้ผลิตอาวุธเคมีและนิวเคลียร์ ส่งผลให้เกาหลีใต้ต้องดำเนินการขออนุญาตส่งออกสินค้าจากญี่ปุ่นที่เข้มงวดตามปกติ อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นผ่อนผันการบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสารเคมี 3 ชนิดไปยังเกาหลีใต้ให้กับภาคเอกชนที่ยื่นเรื่องส่งออกก่อน 4 ก.ค. 2562  เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกของญี่ปุ่นและนำเข้าของเกาหลีใต้ ส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ต่ออายุข้อตกลงแลกเปลี่ยนข่าวกรองทางการทหารกับญี่ปุ่น (General Security of Military Information Agreement-GSOMIA) และถอดญี่ปุ่นออกจากบัญชีสิทธิพิเศษทางการค้าของเกาหลีใต้ (White List) เมื่อ 18 ก.ย. 2562


                    อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จัดการหารือเพื่อแก้ไขข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ แต่การเจรจายังไม่มีความคืบหน้าและไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีจุดยืนที่ต่างกันและยืนยันจะดำเนินมาตรการทางการค้าที่แข็งกร้าวระหว่างกันเช่นเดิม นอกจากนี้ ปัญหาข้อพิพาทดังกล่าวยังถูกผลักดันให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization-WTO) โดยเกาหลีใต้ได้ยื่นเรื่องต่อ WTO ภายหลังญี่ปุ่นถอดเกาหลีใต้จากบัญชีสิทธิพิเศษทางการค้าเมื่อ ส.ค. 2562 ซึ่งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อยู่ระหว่างการเจรจาเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวตามเงื่อนไขของ WTO โดยล่าสุดมีการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ทางการค้าระหว่างสองประเทศเมื่อ 11 ต.ค. 2562 และจัดการเจรจารอบที่ 2 เมื่อ 10 พ.ย. 2562


                    ข้อพิพาททางการค้าระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากกระแสต่อต้านญี่ปุ่นในเกาหลีใต้ ผลกระทบจากข้อพิพาทดังกล่าวสะท้อนจากภาพรวมยอดการขายรถยนต์ญี่ปุ่นในเกาหลีใต้ลดลง 74% เมื่อ ก.ย. 2562 และส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ญี่ปุ่นในเกาหลีใต้ลดลงจาก 16% ในปี 2561 เป็น 6% ในปี 2562 นอกจากนี้ การสำรวจของ          กรมการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อ ส.ค. 2562 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ในญี่ปุ่นลดลง 48% และชาวเกาหลีใต้  มีการใช้จ่ายบัตรเครดิตในญี่ปุ่นลดลง 60% ซึ่งหากจำนวนนักเที่ยวชาวเกาหลีใต้ยังลดลงอย่างต่อเนื่องจะมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นที่มุ่งส่งเสริมรายได้จากการท่องเที่ยวและการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นหลัก


                    นอกจากนี้ ข้อพิพาทดังกล่าวยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ตึงเครียดต่อเนื่อง หลังจากมีกรณีศาลฎีกาเกาหลีใต้ตัดสินให้บริษัท Nippon Steel and Sumitomo Metal ของญี่ปุ่นชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ที่เคยถูกบังคับใช้แรงงานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ ต.ค. 2562 นอกจากนี้ หากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ไม่สามารถระงับความตึงเครียดระหว่างสองประเทศได้ อาจส่งผลกระทบต่อความเข้มแข็งของระบบพันธมิตรญี่ปุ่น สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ในภูมิภาค


                    การปรับขึ้นภาษีการบริโภค (Consumption Tax)  รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มปรับขึ้นภาษีการบริโภค ภายหลังเลื่อนการปรับขึ้นภาษีดังกล่าว เมื่อ ต.ค. 2558 และ เม.ย. 2560 โดยปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการทั่วไปของญี่ปุ่นเป็น 10% เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารที่รับประทานในร้านอาหาร ร้านค้าแผงลอย อาหารที่มีบริการในโรงแรม หนังสือพิมพ์ดิจิทัล และหนังสือพิมพ์ที่วางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นยังคงอัตราภาษีเดิม (8%) กับสินค้าบางประเภท เช่น อาหาร เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาหารแบบซื้อกลับ บริการส่งอาหาร หนังสือพิมพ์แบบบอกรับสมาชิก และหนังสือพิมพ์ที่วางจำหน่าย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป เป็นต้น เพื่อลดผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยจากการปรับขึ้นภาษีดังกล่าว ทั้งนี้ นับเป็นการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของรัฐบาลเป็นครั้งที่ 2 ภายหลังปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 5% เป็น 8% เมื่อ เม.ย. 2557 ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการปรับขึ้นภาษีคือ การเพิ่มงบประมาณเพื่อบริหารหนี้สาธารณะและอุดหนุนระบบสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะการจัดการปัญหาสังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดต่ำ โดยคาดว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้จากการขึ้นภาษีดังกล่าวได้จำนวน 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


                    การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยกว่าการปรับขึ้นภาษีเมื่อเม.ย. 2557 เนื่องจากอัตราภาษีปรับขึ้นน้อยกว่า (ปรับขึ้น 3% ในปี 2557 และปรับขึ้น 2% ในปี 2562) และรัฐบาลกำหนดมาตรการรองรับก่อนการปรับขึ้นภาษี เช่น การยังคงภาษีสินค้าและบริการบางประเภทที่ 8% การลดภาษีบ้านและรถยนต์ และการให้เงินคืน 5% แก่ผู้ใช้จ่ายโดยไม่ใช้เงินสด (Cashless Payment) นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank-ADB) ประเมินว่าการปรับขึ้นภาษีดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาส 3 (ก.ค.-ก.ย. 2562) เนื่องจากประชาชนญี่ปุ่นเร่งซื้อสินค้าและบริการก่อนการขึ้นภาษี อย่างไรก็ดี ADB คาดว่าการปรับขึ้นภาษีดังกล่าวจะส่งผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจไตรมาส 4 (ต.ค.-ธ.ค. 2562) และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงต้นปี 2563 เนื่องจากประชาชนมีแนวโน้มใช้จ่ายน้อยลงภายหลังการปรับขึ้นภาษี นอกจากนี้ การปรับขึ้นภาษี (10%) และคงภาษี (8%) ของสินค้าและบริการบางชนิดมีแนวโน้มสร้างความสับสนและห่วงกังวลต่อประชาชนญี่ปุ่น โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนระบบจัดเก็บเงินของร้านค้าและบริการ และอัตราค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น


                    สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : เยน (JPY)


                    อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ : 108.538 เยน ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ


                    อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท : 3.58 เยน : 1 บาท (ต.ค.2562) 


ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2561-2562)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 4,872,137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 0.8%
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี :  39,286.7 ดอลลาร์สหรัฐ
อัตราเงินเฟ้อ : 0.365%
หนี้สาธารณะ : 240.3%
อันดับความน่าเชื่อถือพันธบัตรรัฐบาล : Standard & Poor’s : A+, Moody’s : A1 และ Fitch : A+
อัตราการว่างงาน :  2.9%
ปีงบประมาณ : 1 เม.ย.-31 มี.ค.
งบประมาณปี 2562 : 101,457.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ ความมั่นคงทางสังคม 33.6% ภาระหนี้รัฐบาล 23.2% รัฐบาลท้องถิ่น 15.8% สาธารณูปโภค 6.8% การศึกษาและวิทยาศาสตร์ 5.5% การป้องกันประเทศ 5.2% และ อื่น ๆ 10 %
ทุนสำรองระหว่างประเทศ : 1,255,615 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ : การส่งออก 38,241,706 ดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า 39,134,331 ดอลลาร์สหรัฐ   
(ม.ค.-มิ.ย. 2562)
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุลการค้า 892,625 ดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.-มิ.ย. 2562)
ญี่ปุ่นได้เปรียบดุลการค้า : สหรัฐฯ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ ไทย สหราชอาณาจักร อินเดีย และปานามา
ญี่ปุ่นขาดดุลการค้า : ซาอุดีอาระเบีย จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ การ์ตา รัสเซีย อิตาลี อินโดนีเซีย ไอร์แลนด์ และคูเวต
คู่ค้าสำคัญ : สหรัฐฯ (19.3%) จีน (19%) เกาหลีใต้ (7.6%)  ไต้หวัน (5.8%) ฮ่องกง (5.1%)  ไทย (4.2%)
สินค้าส่งออกสำคัญ : รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็กและเหล็กกล้า มอเตอร์
สินค้านำเข้าสำคัญ :  น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม เวชภัณฑ์ อุปกรณ์สื่อสาร
ตลาดส่งออกที่สำคัญ :  จีน สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และไทย
ตลาดนำเข้าที่สำคัญ :  จีน สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ทรัพยากรธรรมชาติ :  ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม ถ่านหิน ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี เหล็กกล้า และอัญมณี


การทหาร        ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณทางทหารสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก รองจากสหรัฐฯ จีน รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย อินเดีย ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร (จาก Stockholm International Peace Research Institute-SIPRI) แม้ถูกจำกัดบทบาททางการทหารภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพและสันติ (Idealistic and Pacific Nature) ปี 2490 โดยสหรัฐฯ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะมาตรา 9 ที่ระบุว่า ญี่ปุ่นจะไม่ทำสงครามและจะไม่มีกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้ญี่ปุ่นพยายามเพิ่มบทบาททางทหาร ได้แก่ เปลี่ยนชื่อทบวงป้องกันประเทศเป็นกระทรวงกลาโหม เมื่อ 9 ม.ค. 2550 แต่ยังใช้คำเรียกกองทัพต่าง ๆ ด้วยคำว่า “กองกำลังป้องกันตนเอง” (Self-Defense-Force) แบ่งเป็นกองกำลังป้องกันตนเองทางบก (Ground Self-Defense Force-GSDF) กองกำลังป้องกันตนเองทางเรือ (Maritime Self-Defense Force-MSDF) และกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศ (Air Self-Defense Force-ASDF) นอกจากนี้ ยังมีกองกำลังประจำคณะประสานภารกิจ คณะเสนาธิการร่วม และหน่วยข่าวกรองทางทหาร


                    นโยบายทางความความมั่นคงและการทหาร รัฐบาลญี่ปุ่นปัจจุบันมุ่งเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ปรับลดกำลังพลและเพิ่มประสิทธิภาพกำลังรบ รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพในการปฏิบัติภารกิจร่วมกับสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปด้านความมั่นคง ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามลำดับตั้งแต่การปรับแนวคิดด้านความมั่นคง การเพิ่มความสำคัญของนโยบายต่างประเทศ การลดอำนาจของฝ่ายพลเรือนในกองทัพการตีความรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถใช้สิทธิป้องกันตนเองร่วมกับชาติพันธมิตร (collective self-defense) และขยายบทบาทด้านความมั่นคงในระดับระหว่างประเทศได้ โดยรัฐสภาญี่ปุ่นรับรองร่างกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่เมื่อปี 2558 และเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 29 มี.ค. 2559 ส่งผลให้กองกำลังป้องกันตนเองสามารถใช้สิทธิ์ในการป้องกันตนเองร่วมกัน (collective defense) ในการปกป้องประเทศพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่น


                    เมื่อ เม.ย. 2562 ญี่ปุ่นส่งเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองทางบกจำนวน 2 นาย เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจกับกองกำลังนานาชาติเพื่อรักษาสันติภาพระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล (Multinational Force and Observers-MFO) บริเวณคาบสมุทรไซนาย โดยมีหน้าที่หลักในการประสานงานและสนับสนุนความช่วยเหลือในศูนย์บัญชาการ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกหลังจากรัฐสภาญี่ปุ่นอนุมัติกฎหมายเมื่อปี 2558 อนุญาตให้กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นเข้าร่วมในภารกิจเพื่อสันติภาพในต่างประเทศร่วมกับกองกำลังนานาชาติ นอกเหนือจากกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติได้


                    รัฐบาลญี่ปุ่นยังเร่งจัดทำความตกลงในการแลกเปลี่ยนยุทโธปกรณ์ (Acquisition and Cross-Servicing Agreement-ACSA) กับประเทศพันธมิตร เพื่อเอื้อต่อการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารร่วมกันผ่านการฝึกร่วม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางทหารและยุทโธปกรณ์ระหว่างกัน โดยญี่ปุ่นได้ลงนามความตกลงดังกล่าวกับสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอินเดียแล้ว นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังพยายามผลักดันให้สามารถส่งออกยุทโธปกรณ์ไปยังต่างประเทศ ภายหลังยกเลิกการห้ามส่งออกอาวุธและเทคโนโลยีทางการทหารเมื่อปี 2557 และเร่งผลักดันการจัดทำร่างความตกลงการถ่ายทอดยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยี (Agreement Concerning the Transfer of Defense Equipment and Technology) กับนานาประเทศรวมถึงไทย


                    สหรัฐฯ ยังคงเป็นแหล่งอาวุธสำคัญของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ขณะเดียวกันญี่ปุ่นนับเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในการพัฒนาอาวุธ โดยทั้งสองประเทศมีความร่วมมือในการผลิตอาวุธประเภทต่าง ๆ ร่วมกัน และญี่ปุ่นได้รับการถ่ายโอนเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงจากสหรัฐฯ ส่งผลให้อุตสาหกรรมอาวุธของญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าและน่าเชื่อถือ


                    งบประมาณทางทหาร กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2562 จำนวน 5.26 ล้านล้านเยน (ประมาณ 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2561 1.4% (5.13 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 43,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นการเพิ่มงบประมาณทางทหารติดต่อกันเป็นปีที่ 6 นอกจากนี้ ยังเป็นปีแรกของโครงการปรับปรุงขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศระยะกลาง (ปีงบประมาณ 2562-2566) ที่มุ่งยกระดับศักยภาพของกองกำลังป้องกันตนเอง โดยมีแผนเพิ่มงบประมาณสำหรับหน่วยลาดตระเวนชายฝั่ง จัดซื้อระบบระบบต่อต้านขีปนาวุธ Standard Missile-3 Block IIA (SM-3) ระบบป้องกันขีปนาวุธภาคพื้นดินเอจิส เครื่องบินขับไล่ F-35 แบบ Stealth และการพัฒนาระบบเรดาร์ตรวจจับ Stealth (Anti-Stealth Radar System)


                    กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น  ตั้งขึ้นเมื่อ 1 ก.ค. 2497 นรม.ญี่ปุ่นเป็นผู้บัญชาการสูงสุด (Chief of Commander) ผลสำรวจของ Global Fire Power ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2562 ประเมินว่าญี่ปุ่นมีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับ 6 จาก 137 ประเทศ กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นมีกำลังพลประจำการจำนวน 247,157 นาย และกำลังสำรองพร้อมรบจำนวน 56,100 นาย โดยเป็นกำลังพลของ GSDF จำนวน 150,850 นาย MSDF จำนวน 45,364 นาย และ ASDF 46,950 นาย นอกจากนี้ ยังมีกำลังคนที่สามารถเข้าร่วมกองกำลัง จำนวน 53,873,803 นาย กองกำลังป้องกันฯ มียุทโธปกรณ์ที่สำคัญ ประกอบด้วย ยุทโธปกรณ์ทางบก ได้แก่ รถถัง 686 คัน รถลำเลียงพลหุ้มเกราะ 2,905 คัน กองกำลังปืนใหญ่สำหรับการป้องกันระยะไกล ประกอบด้วย ปืนใหญ่ 1,179 กระบอก ปืนใหญ่อัตตาจร 226 คัน และเครื่องยิงจรวด 99 เครื่อง ยุทโธปกรณ์ทางอากาศ มีเครื่องบินประจำการทั้งหมด 1,645 เครื่อง ประกอบด้วย เครื่องบินขับไล่ 154 เครื่อง เครื่องบินอเนกประสงค์ 134 เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ 719 เครื่อง และ ยุทโธปกรณ์ทางทะเล มีเรือประจำการทั้งหมด 129 ลำ ประกอบด้วย เรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำ เรือพิฆาต 38 ลำ เรือคอร์เวต 6 ลำ และเรือดำน้ำ 19 ลำ                   


ปัญหาด้านความมั่นคงภายในประเทศ 


                    1.    กลุ่มโอมชินริเกียว (Aum Shinrikyo) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2530 โดยนายมัตซึโมโตะ ชิซูโอะ หรือนายโชโกะ อาซาฮาระ รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดให้กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มก่อการร้ายและยังคงติดตาม              ความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มมีแนวทางการสอนการฝึกจิต การเข้าสมาธิ และโยคะ เพื่อให้ถึงการรู้แจ้ง มีความเชื่อเรื่องวันสิ้นโลก อย่างไรก็ดี รัฐบาลญี่ปุ่นเชื่อว่ากลุ่มดังกล่าวมีเป้าหมายต่อต้านรัฐบาลญี่ปุ่น โดยเมื่อปี 2531 กลุ่มโอมชินริเกียวลงทะเบียนเป็นกลุ่มศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของญี่ปุ่น และปี 2533 พยายามมีบทบาททางการเมือง นายอาซาฮาระ และสมาชิกกลุ่มลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไปภายใต้ชื่อพรรคชินริ (Shinri) หรือ Supreme Truth Party แต่พ่ายแพ้การเลือกตั้ง ทำให้เกิดความไม่พอใจสังคมเพิ่มขึ้น


                    ปฏิบัติการครั้งสำคัญของกลุ่ม คือ สาวกของลัทธิโอมชินริเกียวปล่อยก๊าซพิษซารินเหลวโจมตีสถานีรถไฟใต้ดินโตเกียว 5 จุด (มารุโนะอุจิ 2 สาย ฮิบิยะ 2 สาย จิโยดะ 1 สาย) ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน เมื่อ 20 มี.ค. 2538 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 13 คน บาดเจ็บสาหัส  50 คน และบาดเจ็บมากกว่า 6,000 คน นอกจากนี้ กลุ่มโอมชินริเกียวได้เผยแพร่คำทำนายความหายนะครั้งใหญ่จนนำไปสู่วันสิ้นโลก (Doomsday) ภายหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อ 11 มี.ค. 2554 เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้ชาวญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี ภายหลังการจับกุมแกนนำและสาวกกลุ่มโอมชินริเกียวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซพิษในสถานีรถไฟใต้ดิน สำนักความปลอดภัยสาธารณะของญี่ปุ่นยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวอย่างใกล้ชิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นระบุสถิติปี 2561 กลุ่มโอมชินริเกียวมีสมาชิกในญี่ปุ่นจำนวน 1,950 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มอาเลฟ (เปลี่ยนชื่อจากโอมชินริเกียว) ยึดมั่นแนวทางของนายอาซาฮาระ และกลุ่ม Hikari no Wa (Circle of Rainbow Light) ยึดมั่นแนวทางของนายฟูมิฮิโระ โจยู


                    นอกจากนี้ ยังปรากฏความเคลื่อนไหวของสาวกกลุ่มโอมชินริเกียว ปลูกฝังอุดมการณ์ให้สมาชิกทั้งในและต่างประเทศ อาทิ สหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครน โดยปี 2559 รัฐบาลมอนเตเนโกรสั่งเนรเทศชาวต่างชาติที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มโอมชินริเกียวเป็นชาวญี่ปุ่น 4 คน และชาวรัสเซีย 43 คน และมีการตรวจพบภายหลังว่ากลุ่มดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนโจมตีมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กส่งผลให้รัสเซียกำหนดให้กลุ่มโอมชินริเกียวเป็นกลุ่มก่อการร้ายเมื่อ ก.ย. 2559


                    แม้ว่าเมื่อ 6 ก.ค. 2561 แกนนำกลุ่มโอมชินริเกียวและสมาชิกคนสำคัญทั้ง 13 คน ได้รับโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอแล้ว แต่รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ ทั้งยังเพิ่มมาตรการด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันการก่อเหตุของกลุ่มผู้ศรัทธาแกนนำกลุ่มดังกล่าวที่ไม่พอใจการประหารชีวิต


                    2.    ชาวเกาหลีเหนือในญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นมีจำนวนมากกว่า 150,000 คน แม้ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่น 3-4 แต่ได้รับการปลูกฝังให้ภักดีต่อผู้นำเกาหลีเหนือและยึดมั่นในอุดมการณ์หลักของเกาหลีเหนือมาตลอด ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามใกล้ชิดของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นจึงให้ความสำคัญในการติดตามความเคลื่อนไหวของสมาคมชาวเกาหลีเหนือในญี่ปุ่น (General Association of Korean Residents in Japan) หรือ Chongryon หรือ Chosen Soren ก่อตั้งเมื่อ 25 พ.ค. 2495 เป็นองค์กรหลักของชาวเกาหลีเหนือที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นและมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลเกาหลีเหนือ และ The Korean Residents Union In Japan หรือ Mindan เป็นกลุ่มชาวเกาหลีเหนือสัญชาติเกาหลีใต้ (Zainichi) โดยเฉพาะการส่งเงินกลับและการนำเข้า-ส่งออกสินค้าจากเกาหลีเหนือ เนื่องจากห่วงกังวลว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนโครงการทดสอบขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งการจารกรรมและก่อวินาศกรรมในญี่ปุ่น


                    ทั้งนี้ ปัจจุบันมีชาวเกาหลีในญี่ปุ่นประมาณ 25% เป็นสมาชิกสมาคม Chongryon และเป็นสมาชิก Mindan 65% นอกจากนี้ กรมข่าวกรองและความมั่นคงสาธารณะ (PSIA) ของญี่ปุ่นเคยประมาณการจำนวนสมาชิก Chongryon เป็นครั้งแรกเมื่อ ก.พ. 2559 ว่ามีประมาณ 70,000 คน โดยคาดว่า 50% ถือหนังสือเดินทางเกาหลีเหนือ และอีก 50% เป็นสัญชาติญี่ปุ่นและเกาหลีใต้


ปัญหาความมั่นคงจากต่างประเทศ


                    1.    ภัยคุกคามจากจีน ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญคือการขยายอิทธิพลทางทหารของจีนในภูมิภาค โดยมองว่าจีนกำลังพยายามพัฒนาแสนยานุภาพกองทัพจีนทั้งด้านเทคโนโลยีทางการทหารและยุทธวิธี เพื่อมุ่งขยายอิทธิพลทางทหารในภูมิภาค และยกฐานะขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก การขยายแสนยานุภาพทางทหารของจีนอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มกิจกรรมทางทหารของจีนในพื้นที่พิพาทบริเวณหมู่เกาะเซนกากุในทะเลจีนตะวันออก รวมถึงทะเลจีนใต้ ยังคงเป็นปัจจัยสร้างความหวาดระแวงให้กับญี่ปุ่น และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดและขัดแย้งเป็นระยะ โดยล่าสุดกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้ระบุในรายงานสมุดปกขาวประจำปี 2562 ว่าการขยายอิทธิพลทางทหารของจีนเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ของความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่น


                    อย่างไรก็ดี แม้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนตึงเครียดและขัดแย้งกันในบางห้วงเวลา แต่การพึ่งพากันและกันในทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญให้ทั้งสองประเทศความพยายามปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกันในห้วงที่ผ่านมา เช่น การเดินทางเยือนจีนของ นรม.ชินโซ อาเบะ เมื่อ ต.ค. 2561 ในโอกาสฉลองครบรอบ 40 ปีความสัมพันธ์ญี่ปุ่นและจีน ซึ่งเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี 2554 และนำมาสู่แผนการเยือนญี่ปุ่นในฐานะพระราชอาคันตุกะของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในต้นปี 2563 ทำให้การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น นอกจากนี้ ญี่ปุ่นและจีนยังเห็นพ้องเปิดโทรศัพท์สายด่วนทางทหาร เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันในทะเลจีนตะวันออก และกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจผ่านกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคเอกชนญี่ปุ่น-จีน ในประเทศที่สาม (Japan-China Private Economic Cooperation in Third Countries) เช่น การลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของไทย (Eastern Economic Corridor-EEC) และโครงการโรงกลั่นน้ำมันในคาซัคสถาน


                    2.    ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ ญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือตัดความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปลายปี 2523 ญี่ปุ่นยังคงหวาดระแวงเกาหลีเหนือที่พยายามผลักดันโครงการทดลองขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งจะนำไปสู่การผลิตและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีขีดความสามารถในการโจมตีญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นดำเนินมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างต่อเนื่อง ในห้วงปี 2561 เกาหลีเหนือได้ลดท่าทีที่แข็งกร้าวและเริ่มมีการเจรจากับประชาคมโลกมากขึ้น จุดเปลี่ยนสำคัญของท่าทีเกาหลีเหนือเกิดขึ้นภายหลังการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวพยองซังเมื่อ 25 ก.พ. 2561 ที่นำมาสู่การจัดการประชุมสุดยอดสองเกาหลีเมื่อ 27 เม.ย. 2561 และการจัดการประชุมสุดยอดเกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ ครั้งที่ 1 เมื่อ 12 มิ.ย. 2561 ที่สิงคโปร์ และครั้งที่ 2 เมื่อ 27-28 ก.พ. 2562 ที่เวียดนาม


                    อย่างไรก็ดี ท่าทีของเกาหลีเหนือที่เปลี่ยนไป ยังไม่ส่งผลเชิงบวกต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือ เนื่องจากเกาหลีเหนือยังทดสอบยิงขีปนาวุธตกลงในเขตอธิปไตยของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง          โดยล่าสุดเมื่อ 2 ต.ค. 2562 เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ (Short-Range Ballistic Missiles) ซึ่งคาดว่าเป็นการยิงจากเรือดำน้ำ (Submarine-Launched Ballistic Missile-SLBM) จำนวน 2 ลูกทางภาคตะวันออกของเกาหลีเหนือ ตกลงบริเวณน่านน้ำเขตเศรษฐกิจพิเศษจำเพาะญี่ปุ่น นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเกาหลีเหนือลักพาตัวชาวญี่ปุ่นตามที่ให้คำมั่นกับประชาชนไว้ได้ โดยรัฐบาลเรียกร้องให้ทางการเกาหลีเหนือส่งกลับชาวญี่ปุ่นที่ถูกลักพาตัวจำนวน 17 คน แต่ทางการเกาหลีเหนือยืนยันว่ามีเพียงจำนวน 13 คนเท่านั้น ส่งผลให้ญี่ปุ่นยังคงดำเนินมาตรการระงับการนำเข้าและส่งออกสินค้าจากเกาหลีเหนือ และไม่อนุญาตให้เรือและเรือขนส่งสินค้าสัญชาติเกาหลีเหนือจอดเทียบท่าเรือญี่ปุ่น พร้อมทั้งเรียกร้องให้นานาชาติคงมาตรการกดดันเกาหลีเหนือจนกว่าเกาหลีเหนือจะปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยสมบูรณ์ ตรวจสอบได้ และไม่กลับมาดำเนินการอีก (Complete, Verifiable and Irreversible Denuclearization) รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือ และประเทศที่มีความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด


                    3.    ภัยคุกคามจากกรณีพิพาทเรื่องการอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะ ได้แก่ หมู่เกาะเซ็นกากุและเขตเศรษฐกิจจำเพาะบริเวณเกาะโอะกิโนะโทริกับจีน หมู่เกาะคูริลกับรัสเซีย และหมู่เกาะทาเคชิมะกับเกาหลีใต้ โดยปัญหาข้อพิพาทบริเวณหมู่เกาะเซ็นกากุกับจีน ญี่ปุ่นอ้างความชอบธรรมจากการที่สหรัฐฯ ยึดเกาะโอกินาวาผนวกกับหมู่เกาะเซ็นกากุหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่จีนอ้างว่าหมู่เกาะเซ็นกากุถูกญี่ปุ่นบุกยึดครองพร้อมกับไต้หวันเมื่อปี 2438 แต่เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นจำเป็นต้องคืนหมู่เกาะดังกล่าวทั้งหมดให้จีนเนื่องจากแพ้สงคราม ปัจจุบันหน่วยลาดตระเวนชายฝั่งและกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือของญี่ปุ่นตรึงกำลังโดยรอบบริเวณดังกล่าว และญี่ปุ่นมีการประท้วงจีนอย่างต่อเนื่องในการทำกิจกรรมใกล้บริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ ญี่ปุ่นมีแผนเพิ่มกองเรือเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวบริเวณหมู่เกาะเซ็นกากุ ประกอบด้วยเรือลาดตระเวนจำนวน 12 ลำ ประจำการอยู่ที่เกาะอิชิกากิ (Ishigaki) ในจังหวัดโอกินาวา และเรือสังเกตการณ์จำนวน 3 ลำ ประจำการที่ท่าเรือคาโกชิม่า จังหวัดโอกินาวา ภายใน มี.ค. 2564


                    บริเวณหมู่เกาะคูริล (Kuril) หรือ Chishima ญี่ปุ่นครอบครองมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ภายหลังแพ้สงครามถูกสหภาพโซเวียตบุกยึดครองดินแดน และกลายเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างญี่ปุ่นและรัสเซียสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน กรณีพิพาทหมู่เกาะคูริลเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-รัสเซีย โดยห้วงที่ผ่านมาความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทดังกล่าวเป็นตัวแปรสำคัญที่บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เช่น กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียคัดค้านการจัดทำแบบเรียนของญี่ปุ่นเมื่อปี 2551 ที่ระบุว่าหมู่เกาะคูริลเป็นของญี่ปุ่น และรัฐบาลญี่ปุ่นประท้วงการเดินทางเยือนหมู่เกาะคูริลของอดีตประธานาธิบดีดมิตรี เมดเวเดฟของรัสเซียเมื่อปี 2553 นอกจากนี้ ข้อพิพาทดังกล่าวยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจาจัดทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างญี่ปุ่นและรัสเซีย (Peace Treaty) อย่างไรก็ดี นรม.อาเบะและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจในหมู่เกาะคูริล เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างกัน


                    บริเวณเกาะทาเคชิมะ (Takeshima) หรือเกาหลีใต้เรียกเกาะด็อกโด (Dokdo) อยู่ห่างจากญี่ปุ่น 157 กิโลเมตร และห่างจากเกาหลีใต้ 92 กิโลเมตร สภาพเกาะเป็นโขดหินที่ไม่สามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ แต่เป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรสัตว์น้ำและแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ และคาดว่าจะมีแหล่งน้ำมันด้วย โดยญี่ปุ่นอ้างกรรมสิทธิ์มาโดยตลอด ขณะที่เกาหลีใต้เริ่มอ้างกรรมสิทธิ์เมื่อปี 2493 และรักษาสิทธิ์ในการครอบครองด้วยการตรวจตราเกาะเป็นประจำทุก 3 ปี นอกจากนี้ กองทัพเกาหลีใต้ได้เริ่มการซ้อมรบเพื่อปกป้องเกาะด็อกโดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2529 และทำการฝึกปีละ 2 ครั้งมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งทั้งสองประเทศยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันในกรณีพิพาทนี้ได้


                    4.    ภัยคุกคามก่อการร้าย ญี่ปุ่นตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มสุดโต่งทางศาสนา เนื่องจากเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ และมีนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภายหลังเหตุวินาศกรรม 9/11 ญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานและอิรัก ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องระมัดระวังภัยจากกลุ่มก่อการร้ายมากขึ้น โดยเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่น ได้แก่ 1) เมื่อปี 2556 ชาวญี่ปุ่น 10 คนถูกสังหารในระหว่างเหตุการณ์บุกจับตัวประกันที่โรงงานก๊าซธรรมชาติในแอลจีเรีย  2) เมื่อ ก.พ. 2558 กลุ่ม Islamic State (IS) ระบุจะโจมตีญี่ปุ่นอย่างชัดเจนในช่วงเผยแพร่คลิปสังหารตัวประกันชาวญี่ปุ่น 2 คน และ 3) เมื่อ ก.พ. 2559 ชาวญี่ปุ่น 7 คนถูกสังหารหลังถูกจับเป็นตัวประกันในช่วงกลุ่มก่อการร้ายก่อเหตุโจมตีภัตตาคารแห่งหนึ่งในธากา บังกลาเทศ


                    จากสถานการณ์ก่อการร้ายที่มีแนวโน้มซับซ้อนและเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มมาตรการต่อต้านการก่อการร้าย โดยอนุมัติกฎหมายว่าด้วยมาตรการพิเศษต่อต้านการก่อการร้าย (Anti-Terrorism Special Measures law) เมื่อปี 2554 เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการควบคุมการเข้าเมือง การข่าวกรอง มาตรการรักษาความปลอดภัยสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญ การปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มก่อการร้าย และตั้งหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายญี่ปุ่น (Counter-Terrorism Unit Japan-CTU-J) รับผิดชอบภารกิจด้านการต่อต้านการก่อการร้ายโดยตรงเมื่อปี 2558 พร้อมทั้งลงนามความตกลงต่อต้านการก่อการร้ายด้วยนิวเคลียร์ที่จัดตั้งในลักษณะองค์กรกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency-IAEA) และอนุมัติกฎหมายการต่อต้านการก่อการร้าย (Counter-Terrorism Bill) เมื่อ พ.ค. 2560 ที่จะช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (United Nations Convention against Transnational Organized Crime-UNTOC)


สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ  ADB, AfDB (non-regional member), APEC, APT, ARF, ASEAN (dialogue partner), Australia Group, BIS, CE (observer), CERN (observer), CICA (observer), CP, EAS, EBRD, FAO, FATF, G-20, G-5, G-7, G-8, G-10, IADB, IAEA, IBRD, ICAO, ICC, ICCt, ICRM, IDA, IEA, IFAD, IFC, IFRCS, IHO, ILO, IMF, IMO, IMSO, Interpol, IOC, IOM, IPU, ISO, ITSO, ITU, ITUC, LAIA, MIGA, NEA, NSG, OAS (observer), OECD, OPCW, OSCE (partner), Paris Club, PCA, PIF (partner), SAARC (observer), SECI (observer), UN, UN Security Council (temporary), UNCTAD, UNDOF, UNESCO, UNHCR, UNIDO, UNMIS, UNRWA, UNWTO, UPU, WCO, WFTU, WHO, WIPO, WMO, WTO และ ZC


วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ญี่ปุ่นเป็นประเทศชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของญี่ปุ่นสูงราว 19 ล้านล้านเยนหรือ 175,189 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และจีน สถาบันวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติของญี่ปุ่นที่สำคัญคือ Rikagaku Kenkyusho (RIKEN) สังกัดกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม สามารถผลิตผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิทยาศาสตร์การแพทย์ จีโนมิกส์ วิศกรรม และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งมีความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์กับ 485 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ นรม.อาเบะ เสนอแนวคิด Society 5.0 (Super Smart society) ในแผนพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฉบับที่ 5 (ปีงบประมาณ 2560-2565) เพื่อรองรับปัญหาท้าทายที่ชาวญี่ปุ่นต้องเผชิญในอนาคต เช่น ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ภัยพิบัติทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผลักดันโครงการขยายการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาทางยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public/Private R&D Investment Strategic Expansion Program-PRISM) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสู่สังคม 5.0


                    ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) โดยจัดตั้งคณะกรรมาธิการยุทธศาสตร์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เมื่อปี 2559 และกำหนดยุทธศาสตร์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เมื่อ มี.ค. 2560 พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการใช้ AI หุ่นยนต์ และ Internet of Things (IoT) เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ และการดำเนินกิจการของภาครัฐมากขึ้น เช่น การใช้ AI ในการรักษาความปลอดภัยในห้วงการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกในปี 2563 และด้านการข่าวที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย และยังผลักดันโครงการพัฒนาระบบซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ (AI Bridging Cloud Infrastructure-ABCI) ให้มีความเร็ว 130 petaflops มูลค่า 173 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ญี่ปุ่นเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ และมีศักยภาพในการแข่งขันด้านนวัตกรรมมากที่สุดในโลก


                    นาโนเทคโนโลยี ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนานาโนเทคโนโลยีตั้งแต่ปี 2554 โดยคณะรัฐมนตรีและสภาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของญี่ปุ่น กำหนดให้นาโนเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติและบรรจุให้การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นจัดสรรงบประมาณด้านนาโนเทคโนโลยีเฉลี่ยปีละ 800-1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.5%-3.5% ของงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าด้านการวิจัยและพัฒนานาโนเทคโนโลยีเป็นอันดับ 7 ของโลก รองจากจีน สหรัฐฯ อินเดีย อิหร่าน เกาหลีใต้ และเยอรมนี     โดยโครงการและศูนย์วิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีที่สำคัญของญี่ปุ่น ได้แก่ สถาบัน Nanotechnology Platform Japan (NTPJ) และศูนย์ศึกษาวิจัยเทคโนโลยีนาโนของบริษัท ITA-Nano ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษา วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (MEXT) และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI)


                    การพัฒนาด้านอวกาศ Japan Aerospace Exploration Agency (JAXA) เป็นองค์การด้าน          การสำรวจอวกาศแห่งชาติญี่ปุ่น มีภารกิจด้านการวิจัย การพัฒนา และการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร รวมถึงการสำรวจดาวเคราะห์น้อย JAXA มีเป้าหมายจะตั้งสถานีปฏิบัติภารกิจของมนุษย์บนดวงจันทร์ในปี 2568   โดย JAXA ส่งดาวเทียมมิชิบิกิ NO. 4 ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกเมื่อ มี.ค. 2561 ตามแผนเพิ่มจำนวนดาวเทียมในโครงการสำรวจโลก 7 ดวงภายในปี 2566 นอกจากนี้ บริษัท Obayashi ต้องการสร้างลิฟต์อวกาศด้วยวัสดุ“Carbon Nanotubes” ที่มีความแข็งแรงกว่าเหล็กกล้าถึง 20 เท่า ในปี 2593 ทั้งนี้ อัตราความสำเร็จในการปล่อยจรวดขนส่งดาวเทียมของ JAXA อยู่ที่ 95% ใกล้เคียงกับอัตราประสบความสำเร็จของจรวดแอตลาส 5 ของ National Aeronautics and Space Administration (NASA) สหรัฐฯ ที่ 96.4% และของจรวดแอเรียล 5 ของ European Space Agency  (ESA) ของยุโรปที่ 94.9% ล่าสุดเมื่อ 18 ต.ค. 2562 คณะกรรมาธิการด้านนโยบายอวกาศแห่งชาติ (Committee on National Space Policy) มีมติให้ JAXA เข้าร่วมโครงการสร้างสถานีอวกาศโคจรรอบดวงจันทร์ (Lunar Gateway) ของสหรัฐฯ


                    นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศแรกที่มีแผนสร้างเครือข่ายดาวเทียมโรงไฟฟ้าในอวกาศ ขนาด 1 กิกะวัตต์ (ศักยภาพเท่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดกลาง แต่ต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำ) ภายในปี 2573 ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับภาคเอกชนและนักวิจัยวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ในห้วงอวกาศ (Space-based solar power-SBSP) และพยายามหาวิธีการที่จะส่งไฟฟ้าจากอวกาศลงมาสู่พื้นผิวโลก ซึ่ง JAXA วางเป้าหมายให้โครงการ SBSP ประสบความสำเร็จภายในปี 2583 แต่ปรับเร็วขึ้นเป็นปี 2573 โดยเมื่อ 12 มี.ค. 2558 JAXA ประกาศผลการวิจัยที่สามารถส่งพลังงานไฟฟ้า 1.8 กิโลวัตต์ในระยะ 50 เมตร ขณะที่บริษัท Mitsubishi Heavy Industries สาธิตการส่งไฟฟ้าขนาด 10 กิโลวัตต์ไปยังเครื่องรับระยะห่าง 500 เมตร


                    พลังงานนิวเคลียร์ แม้ญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากการรั่วไหลของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิซึ่งส่งผลกระทบใน 3 จังหวัด ได้แก่ อิวาเตะ มิยางิ และฟุกุชิมะ ทำให้สังคมญี่ปุ่นเกิดการถกเถียงถึงความเหมาะสมที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์ในระยะต่อไปด้วย แต่รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการวิจัยพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นนานาชาติ (International Thermonuclear Experimental Reactor-ITER) ซึ่งมี 35 ประเทศเข้าร่วมและเป็นโครงการริเริ่มโดยญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ รัสเซีย จีน อินเดีย และเกาหลีใต้ โดยสหภาพยุโรปรับผิดชอบค่าจ่ายโครงการ 45% และอีก 6 ประเทศก่อตั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายประเทศละ 9% โครงการดังกล่าวมีแผนสร้างเครื่องสร้างปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชั่น (Tokamak Complex) ทางภาคใต้ของฝรั่งเศส โดยใช้งบประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเริ่มทำการติดตั้งและทดลองเครื่องกำเนิดพลังงานในปี 2563 และปี 2570 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี เนื่องจากงบประมาณในการก่อสร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ ทำให้สหภาพยุโรปให้สถานะพิเศษแก่ญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างของโครงการดังกล่าว


การขนส่งและโทรคมนาคม  การที่ญี่ปุ่นมีสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งและคมนาคม รัฐบาลจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบคมนาคมให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากแห่งหนึ่งของโลก เพื่อรองรับผู้ใช้งานทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายระบบขนส่งมวลชน ท่าอากาศยานรวม 96 แห่ง ที่สำคัญ 4 แห่ง คือ ท่าอากาศยานนาริตะ ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางโตเกียวประมาณ 60 กม. ท่าอากาศยานคันไซตั้งอยู่ที่เมืองโอซากา ท่าอากาศยานกลาง ตั้งอยู่ที่เมืองนาโงยา จังหวัดอิชิ และท่าอากาศยานฟูกุโอกะ เส้นทางรถไฟ กิจการรถไฟ 70% ของเครือข่ายการรถไฟในญี่ปุ่นเป็นของกลุ่มบริษัท Japan Railways (JR Group) รัฐวิสาหกิจการรถไฟ แบ่งพื้นที่บริการ 6 บริษัท คือ JR Hokkaido, JR East, JR Central, JR West, JR Shikoku, and JR Kyushu ส่วนที่เหลือ 30% ดำเนินกิจการโดยบริษัทเอกชน บัตร Japan Rail Pass สามารถใช้ได้กับบริการของบริษัท JR bus และรถไฟชินคังเซ็นหรือรถไฟด่วนพิเศษที่เคยเป็นรถไฟฟ้าที่วิ่งเร็วที่สุดครั้งแรกในโลก นอกจากนี้ บริษัท JR Central อยู่ระหว่างดูแลโครงการก่อสร้างรถไฟ Chuo Shinkansen Maglev ตั้งเป้าหมายทำความเร็ว 374 ไมล์/ชม. (Maglev ของจีนเร็ว 268 ไมล์/ชม.) และมีแผนขยายเส้นทางถึงเมืองซับโปโรภายในปี 2573    


                    การเดินทาง  สายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินตรงไปยังญี่ปุ่นเส้นทางสุวรรณภูมิหรือดอนเมือง-ญี่ปุ่น ได้แก่ การบินไทย นกสกู๊ต แอร์เอเชียเอ็กซ์ เจแปนแอร์ไลน์ ออลนิปปอนแอร์เวย์ เดลตาแอร์ไลน์ ไทยไลอ้อนแอร์ ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพ 6 ชม. เวลาเร็วกว่าไทย 2 ชม. นอกจากนี้ หลายสายการบินยังมีบริการแบบแวะพักต่อเครื่อง


                    การขอวีซ่า เมื่อ มิ.ย. 2555 ญี่ปุ่นอนุมัติออกวีซ่าแบบเข้าออกหลายครั้งให้แก่ไทย และยกเว้นวีซ่าให้ผู้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวระยะ 15 วัน เมื่อ 1 ก.ค. 2556 แต่ต้องแสดงบัตรโดยสารเครื่องบินขาออก ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างที่พำนักในญี่ปุ่น เช่น เงินสด บัตรเครดิต ชื่อที่อยู่ และหมายเลขติดต่อในระหว่างที่พำนักในญี่ปุ่น และกำหนดการเดินทางระหว่างที่พำนักในญี่ปุ่น ส่วนผู้ที่ต้องการพำนักเกิน 15 วัน หรือมีวัตถุประสงค์อื่น ๆ จะต้องยื่นขอวีซ่าตามปกติ ปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการขอวีซ่าและอยู่ระหว่างการพิจารณายืดเวลาพำนักเพื่อการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นเกิน 15 วัน และรองรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2563 ทั้งนี้ ศูนย์บริการรับคำยื่นคำร้องขอวีซ่า (JVAC) ดำเนินงานโดยบริษัท Japan Visa Center (Thailand) เปิดให้บริการจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-18.00 น. Call center +66-(0) 2-251-5197-8 อาคารวันแปซิฟิคเพลส ชั้น 9 ยูนิต 910 เลขที่ 140 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 E-mail : info@japan-visa-center.co.th


การเดินทาง  บริษัทการบินไทยยกเลิกเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-ลอสแองเจลิส ซึ่งมีระยะเวลาการบินประมาณ 16 ชม. และจนถึงปัจจุบัน (..2562) ยังไม่มีการเปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ-สหรัฐฯ ขณะที่สายการบินสหรัฐฯ ที่มีเที่ยวบินมาไทย ได้แก่ ยูไนเต็ดแอร์ไลน์และเดลตาแอร์ไลน์ (แวะเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่น) เวลาที่สหรัฐฯ แตกต่างกันไปตามภาคต่าง ๆ ของสหรัฐฯ เช่น ฝั่งตะวันออกช้ากว่าไทย 12 ชม. ฝั่งตะวันตกช้ากว่าไทย 15 ชม.


สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม


                 1) การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซีย โดยเฉพาะการเดินทางเยือนญี่ปุ่นในฐานะพระราชอาคันตุกะของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในปี 2563 และการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงสันติภาพ (Peace Treaty) ระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซีย


                 2) แนวโน้มข้อพิพาททางการค้าและความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้


                3) ความสัมพันธ์ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ภายหลังการลงนามในความตกลงทางการค้า และการเจรจาการค้าเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์ในปี 2563


             4)    แนวโน้มบทบาทของญี่ปุ่นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับอิหร่านและซาอุดีอาระเบีย


              5)    การดำเนินนโยบายต่อเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะการผลักดันการเจรจาสุดยอดญี่ปุ่น–เกาหลีเหนือและ   การแก้ไขปัญหาทางการเกาหลีเหนือลักพาตัวชาวญี่ปุ่น


             6)    แนวโน้มบทบาทของญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือทางการทหารกับประเทศคู่ขัดแย้งในทะเลจีนใต้ และกรอบความร่วมมือเกี่ยวกับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและความร่วมมือกับอาเซียน


              7)    การเตรียมความพร้อมด้านการรักษาความปลอดภัยในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกในปี 2563


              8)    การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 และการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2564


                 9)    การฟื้นฟูผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติจากพายุไต้ฝุ่นฮากิบิส และการรั่วไหลของกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ


                 10) การสถาปนามกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นใน เม.ย. 2563


ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น :


                    สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ 26 ก.ย. 2430 และมีความตกลงแลกเปลี่ยนผู้แทนระดับเอกอัครราชทูตเมื่อปี 2484 ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดทั้งในระดับพระราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชน นอกจากนี้ นโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อไทยในทุกมิติ และถือว่าไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญต่อการแข่งขันกับจีนด้านความมั่นคงและการเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยเฉพาะยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Free and Open Indo-Pacific-FOIP) ทำให้ญี่ปุ่นและไทยมีความร่วมมือระหว่างกันครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และวิทยาการ พร้อมทั้งมีการกระชับความร่วมมือให้พัฒนาไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ


                    สถานการณ์การเมืองของไทยในห้วงปี 2549 และ 2557 มีความละเอียดอ่อนและสร้างความห่วงกังวลให้ภาครัฐและเอกชนญี่ปุ่นค่อนข้างมาก ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทยลดระดับลงและจีนเริ่มมีบทบาทและอิทธิพลมากขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อรัฐบาลไทยประกาศ Roadmap การเลือกตั้งเมื่อปี 2562         ญี่ปุ่นได้ส่งสัญญาณเชิงบวกและแสดงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยมากขึ้น โดยกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นได้แสดงความยินดีต่อการจัดการเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค. 2562 และแสดงความหวังที่กระชับความสัมพันธ์กับไทยต่อไป


                   สถิติชาวญี่ปุ่นที่เดินทางเข้าไทย ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประจำปี 2562 (ม.ค.-ส.ค.) มีจำนวน 1,197,173 คน (เพิ่มขึ้น 9.88%) มากเป็นอันดับที่ 6 รองจากจีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และลาว สถิติของกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2560 ระบุว่ามีชาวญี่ปุ่นที่พำนักในไทยจำนวน 72,754 คน ขณะที่สถิติการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อปี 2561 พบว่านักท่องเที่ยวไทยไปญี่ปุ่นมีจำนวน 1,132,160 คน เพิ่มขึ้น 3.6% อนึ่ง มีชาวไทยพำนักอยู่เมื่อญี่ปุ่น 48,952 คน (เฉพาะที่ลงทะเบียนทางการเมื่อปี 2561) และมีสำนักงานของไทยที่ตั้งอยู่ในญี่ปุ่น ได้แก่ โตเกียว (สถานเอกอัครราชทูตและทีมประเทศไทยหลายสำนักงาน) โอซากา (สถานกงสุลใหญ่ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ฟุกุโอกะ (สถานกงสุลใหญ่และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) และฮิโรชิมา (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) และญี่ปุ่นมีสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ


                    อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นเป็นพื้นที่ที่มีบุคคลซึ่งมีแนวคิดต่อต้านรัฐบาลเข้าไปพำนักและเคลื่อนไหว ที่สำคัญคือ นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งปัจจุบันยังคงเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์โจมตีสถาบันกษัตริย์และรัฐบาลผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ (เฟซบุ๊ก) และวารสารสิ่งพิมพ์ของญี่ปุ่น อาทิ วารสาร The Diplomat และหนังสือพิมพ์เจแปนไทมส์ เป็นต้น


                    การค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นเมื่อปี 2562 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่า 1,372,817 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 4.31% จากช่วงเดียวกันของปี 2561 การส่งออกของญี่ปุ่นมาไทยมีมูลค่า 794,696 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการส่งออกของไทยไปญี่ปุ่นมีมูลค่า 578,121 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ญี่ปุ่นได้เปรียบดุลการค้าไทยมูลค่า 216,575 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่นนับเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยรองจากจีน ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของญี่ปุ่นรองจาก สหรัฐฯ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และฮ่องกง มีส่วนแบ่งตลาด 4.25% (สัดส่วนสูงสุดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน) ทั้งนี้ สินค้าที่ญี่ปุ่นนำเข้าจากไทย ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักร เนื้อสัตว์ปรุงแต่ง พลาสติก ยานยนต์ที่ไม่ใช่รถไฟ เส้นใยนำแสง เลนส์ ยางพารา เครื่องสำอาง น้ำหอม อะลูมิเนียม เครื่องนุ่งห่ม  สินค้าที่ไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้า ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องมือวิทยาศาสตร์     


                    การลงทุน ญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับ 1 ของไทยมาโดยตลอด มีสัดส่วน 54% ของมูลค่าการลงทุนต่างชาติในไทย สถิติการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยเมื่อปี 2562 (ม.ค.-มิ.ย.) พบว่ามีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนญี่ปุ่นในไทยจำนวน 114 โครงการ รวมเป็นมูลค่า 1,402 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีโครงการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติแล้วจำนวน 108 โครงการ รวมเป็นมูลค่า 964 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับไทยด้านฐานการลงทุน ศูนย์กลางการผลิต และการกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคโดยใช้รูปแบบการลงทุนแบบ “Thailand+1” คือ ใช้ไทยเป็นฐานขยายการลงทุนและกระจายการผลิตไปยังประเทศอื่นในอาเซียน นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเล็งเห็นถึงศักยภาพของไทยในการส่งเสริมและขยายผลประโยชน์ของญี่ปุ่นในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการร่วมมือกันเพื่อพัฒนาประเทศที่สาม โดยเฉพาะอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง


                        นอกจากนี้ ผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในไทย โดยสภาหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (Japanese Chamber of Commerce, Bangkok-JCCB) เผยแพร่เมื่อ ก.พ. 2562 ประเมินว่าภาคเอกชนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นในการลงทุนและภาพรวมเศรษฐกิจไทย แต่ยังมีความห่วงกังวลต่อการขาดแคลนทรัพยากรบุคคลศักยภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต เช่น วิศวกร บุคลากรระดับบริหาร และผู้จัดการสายงานธุรการ ทั้งนี้ สถาบันวิจัย Teigoku Data Bank เคยจัดทำรายงานเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคของนักลงทุนญี่ปุ่นในไทยเมื่อปี 2558 ว่าไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่น และสามารถรองรับการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนได้ดีที่สุด โดยเฉพาะธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าและระบบคมนาคม แต่ยังพบอุปสรรคในการลงทุนได้แก่ 1) การขาดเสถียรภาพทางการเมือง 2) การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะเชิงวิศวกรรม 3) ปัญหาในระบบศุลกากร และ 4) ขาดแคลนโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐาน


                        ด้านรถไฟและระบบราง ไทยและญี่ปุ่นลงนามบันทึกความร่วมมือด้านระบบรางเมื่อปี 2558 เพื่อพัฒนาระบบรางเชื่อมแต่ละภูมิภาคของไทย เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการขนส่งด้านโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวในอนาคต ความร่วมมือพัฒนาระบบรางไทย-ญี่ปุ่นที่สำคัญ 3 เส้นทาง ได้แก่ 1) รถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ (ใช้เทคโนโลยีชินคันเซ็น) 2) เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor-SEC) กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง และกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-อรัญประเทศ และ 4) เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก- ตะวันตก ช่วงแม่สอด-มุกดาหาร นอกจากนี้ บริษัทเอกชนของญี่ปุ่นได้ร่วมมือกับไทยในการสร้างโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (ใช้เงินกู้จากรัฐบาลญี่ปุ่น) รถไฟฟ้าสายสีม่วง รถไฟฟ้าสายสีแดงเส้นทางบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ–ตลิ่งชัน


                       การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานทักษะของแรงงานไทย โดยมีการจัดตั้งความริเริ่ม Thailand-Japan Industrial HRD Initiative ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาของไทยให้ได้มาตรฐานเทียบเคียงกับญี่ปุ่น เพื่อพร้อมรองรับการลงทุนของญี่ปุ่นในไทย โดยสำนักงานอาชีวศึกษาแห่งชาติของญี่ปุ่น (KOSEN) ได้ตั้งสำนักงานที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาของไทยเมื่อ ธ.ค. 2559 เพื่อช่วยเหลือในการพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาในไทย นอกจากนี้ ญี่ปุ่นและไทยยังมีความร่วมมือเพื่อพัฒนาศักยภาพและทรัพยากรมนุษย์ด้านสาธารณสุขในประเทศที่สาม รวมถึงความร่วมมือทวิภาคีในการพัฒนากลไกเครดิตร่วม (Joint Crediting Mechanism : JCM) เมื่อ พ.ย. 2558 ซึ่งญี่ปุ่นจะให้การสนับสนุนความรู้ด้านเทคนิคและงบประมาณสำหรับโครงการของภาคเอกชนไทยที่จะนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจก


                        องค์กรต่างๆ ของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมในไทย ได้แก่ 1) Overseas Human Resources and Industry Development Association (HIDA) 2) Japan Oversea Development Corp. (JODC)  3) The Association for Overseas Technical Scholarship (AOTS) 4) Japan External Trade Organization (JETRO) 5) Japan International Corporation Agency (JICA) 6) Japan-Thailand Economic Corporation Soceity (JTECS) 7) Japanese Chamber of Commerce (JCC) 8)Japan Student Services Organization (JASSO) และ 9) Japan National Tourism Organization (JNTO)


                        กรอบความร่วมมือและข้อตกลงที่สำคัญระหว่างญี่ปุ่น-ไทย  1) การประชุมหุ้นส่วนทางการเมืองไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Political Partnership Consultations-JTPPC) 2) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement-JTEPA) 3) คณะทำงานร่วมเฉพาะกิจไทย-ญี่ปุ่นว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ 4) การประชุมประจำปีความร่วมมือทางวิชาการไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Partnership Program in Technical Cooperation-JTPP) 5) ข้อตกลงทางการบิน มีผลบังคับใช้เมื่อ 14 ก.ค. 2496 6) ข้อตกลงทางวัฒนธรรม มีผลบังคับใช้เมื่อ 6 ก.ย. 2498 7) ข้อตกลงทางการพาณิชย์ มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 ม.ค. 2501 8) ข้อตกลงทางภาษี มีผลบังคับใช้เมื่อ 24 ก.ค. 2506 9) ข้อตกลงในการส่งอาสาสมัครร่วมมือเยาวชน มีผลบังคับใช้เมื่อ 19 ม.ค. 2524 10) ข้อตกลงความร่วมมือทางเทคโนโลยี มีผลบังคับใช้เมื่อ 5 พ.ย. 2524 และ 11) สนธิสัญญาโอนตัวนักโทษไทย-ญี่ปุ่น ลงนามเมื่อ 22 ก.ค. 2552 เป็นต้น


การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูง


                        ญี่ปุ่นและไทยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบการหารือทวิภาคอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม.เยือนญี่ปุ่น ดังนี้ 1) 8-10 ก.พ. 2558 เดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ ตามการเชิญของ นรม.ญี่ปุ่น 2) 13-14 มี.ค. 2558 เข้าร่วมประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยพิบัติครั้งที่ 3 ที่เมืองเซนได 3) 2-4 ก.ค. 2558 เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 ที่โตเกียว  4) 8-9 ต.ค. 2561 เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 10 ที่โตเกียว 5) 28-29 มิ.ย. 2562 เข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 ในฐานะประธานอาเซียน และ 6) 21-24 ต.ค. 2562 เข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ


                        สำหรับปี 2562 มีการเยือนและพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายญี่ปุ่นและไทยที่สำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นการหารือเกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจและการเสริมสร้างความร่วมมือ ดังนี้


                        1)    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รอง นรม.เดินทางเยือนจังหวัดวากายามะ และจังหวัดเกียวโต ญี่ปุ่น ระหว่าง 30 ม.ค.-2 ก.พ. 2562 เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยร่วมปาฐกถางานสัมมนาส่งเสริมการลงทุนในหัวข้อ “Thailand Advancing ASEAN-Japan Partnership” และหารือกับภาคเอกชนญี่ปุ่น โดยเฉพาะ SMEs ที่มีเทคโนโลยีในการผลิตเครื่องจักรและการผลิตเครื่องมือ


                        2) นายอุตตม สาวนายน รมว.กระทรวงการคลังเดินทางเยือนญี่ปุ่นระหว่าง 29 ก.ค.-1 ส.ค. 2562 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนญี่ปุ่นต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีการหารือกับนายทาโระ อาโซะ รอง นรม. นายฮิโรชิเกะ เซโกะ รมว.กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น และนายทาดาชิ มาเอดะ ผู้ว่าการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (JBIC)


                        3) นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เดินทางเยือนญี่ปุ่นเมื่อ 5-7 ต.ค. 2562 เพื่อเข้าร่วมการประชุมงานประชุม 16th Annual Meeting of Science and Technology in Society Forum (STS Forum) ระหว่าง 6-8 ต.ค. 2562 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเกียวโต โดยการประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมประจำปีที่มีนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากทั่วโลกเข้าร่วม


                        4) นายประภัตร โพธสุธน รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางเยือนญี่ปุ่นระหว่าง 12-13 ต.ค. 2562 เพื่อหารือความร่วมมือทางการเกษตรและศึกษาดูงานตลาดปลาโทโยสุ โตเกียว


                        5) นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เดินทางเยือนญี่ปุ่นระหว่าง 19-20 ต.ค. 2562 เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุข G20 เมืองโอกายามะ โดยร่วมรับรองปฏิญญาโอกายามะ (Okayama Declaration of the G20 Health Ministers) เมื่อ 19 ต.ค. 2562


                        6) นายทาโระ โคโนะ รมว.กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น) เดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 52 การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาและการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเมื่อ 29 ก.ค.-3 ส.ค. 2562 กรุงเทพฯ


                        7)    นรม.ชินโซ อาเบะ เดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 ระหว่าง 3-5 พ.ย. 2562


                                 --------------------------------------------------------------------------------------------

 
 
 
 

ผู้นำญี่ปุ่น

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Jan. 5, 2020, 12:37 p.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำญี่ปุ่น
 

นายชินโซ อาเบะ


(Shinzo Abe)


ตำแหน่ง                 นรม.ญี่ปุ่น


เกิด                       21 ก.ย. 2497  (66 ปี/ปี 2563 ) ที่จังหวัดยามากูชิ


ครอบครัว               เป็นบุตรนายชินทาโร อาเบะ อดีต รมว.กระทรวงการต่างประเทศ (ปี 2525-2529) กับนางโยโกะ คิชิ (บุตรสาวของอดีต  นรม. โนบุสึเกะ คิชิ)  สมรสกับ น.ส.อาคิเอะ มัตสึซากิ (อายุ 57 ปี/ปี 2563) เมื่อ มิ.ย. 2530 ไม่มีบุตร


การศึกษา


ปี 2520                  ปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซเค และสาขานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเซาเธิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ


ประวัติการทำงาน


ปี 2522                  เริ่มทำงานในบริษัท โกเบ สตีล


ปี 2525                  เริ่มเข้าสู่วงการเมืองโดยเป็นเลขานุการส่วนตัวของบิดา


ปี 2536                ได้รับเลือกเป็น ส.ส.สมัยแรกในเขต 4 จังหวัดยามากูชิ แทนบิดาที่ถึงแก่กรรม และเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในเขต


ปี 2542                  ผู้อำนวยการคณะกรรมการด้านสุขภาพ แรงงานและสวัสดิการประจำสภาผู้แทนราษฎร


ปี 2543                  ผู้ช่วยหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในสมัยที่นายโยชิโร โมริ และนายจุนอิชิโร โคอิซูมิ เป็น นรม.


ปี 2546                  เลขาธิการพรรค LDP


ปี 2548                หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายจุนอิชิโร โคอิซูมิ


ปี 2549                  ได้รับเลือกเป็นประธานพรรค LDP คนที่ 21


ปี 2549                  ดำรงตำแหน่ง นรม.เป็นสมัยแรก


 2550                  ลาออกจากตำแหน่ง นรม.


ปี 2555                  ได้รับเลือกเป็นประธานพรรค LDP คนที่ 25


ปี 2555                  ดำรงตำแหน่ง นรม.สมัยที่ 2


ปี 2557                  ประกาศยุบสภา


ปี 2557                  ได้รับเลือกจากที่ประชุมรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่ง นรม.เป็นสมัยที่ 3


ปี 2560                  ประกาศยุบสภา


ปี 2560                  ดำรงตำแหน่ง นรม.สมัยที่ 3


การเยือนประเทศต่าง ๆ ที่สำคัญ


9-11 ม.ค.2562                  เยือนเนเธอร์แลนด์และสหราชอาณาจักร เพื่อหารือทวิภาคีกับผู้นำทั้งสองประเทศ


21-23 ม.ค.2562                  เยือนรัสเซียและสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และเข้าร่วมการประชุมเศรษฐกิจประจำปี (World Economic Forum-WEF)


22-29 เม.ย.2562                  เยือนฝรั่งเศส อิตาลี สโลวะเกีย เบลเยียม สหรัฐฯ และแคนาดา เพื่อหารือทวิภาคี    กับผู้นำแต่ละประเทศ


12-14 มิ.ย.2562                  เยือนอิหร่าน เพื่อหารือทวิภาคกับประธานาธิบดีฮะซัน รูฮานีของอิหร่าน


23-27 ส.ค.2562                  เยือนฝรั่งเศส เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอด G7


4-6 ก.ย.2562                  เยือนรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมประชุมการประชุมเศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออก (Eastern Economic Forum : EEF)


23-28 ก.ย.2562                  เยือนสหรัฐฯ และเบลเยียม เพื่อเข้าประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 74


------------------------------------------------ 

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น


(มีผลตั้งแต่ 11 ก.ย. 2562)


นรม.                                                      Shinzo Abe      


รอง นรม.                                                Taro Aso


รมว.กระทรวงการคลัง


รมว.กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารรับผิดชอบดูแล     Sanae Takaichi


ด้านความมั่นคงทางสังคมและระบบหมายเลขภาษี


รมว.กระทรวงยุติธรรม                                              Katsuyuki Kawai


รมว.กระทรวงการต่างประเทศ                                    Toshimitsu Motegi


รมว.กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม                             Koichi Hagiuda


รมว.กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ             Katsunobu Kato


รมว.กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง                         Taku Eto


รมว.กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม            Hiroshi Kajiyama


รมว.กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม              Kazuyoshi Akaba


และการท่องเที่ยว


รมว.กระทรวงสิ่งแวดล้อม                                       Shinjiro Koizumi


รมว.กระทรวงกลาโหม                                           Taro Kono


เลขาธิการคณะรัฐมนตรี                                          Yoshihide Suga


รมต.ดูแลด้านการฟื้นฟู                                            Kazunori Tanaka


ประธานคณะกรรมธิการด้านความปลอดภัย                   Ryota Takeda


สาธารณะแห่งชาติ


รมต.ดูแลโอกินาวาและดินแดนทางตอนเหนือ                Seiichi Eto


รมว.กระทรวงกิจการทหารผ่านศึก                             Robert Wilkie


รมต.ดูแลนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี                Naokazu Takemoto


รมต.ดูแลด้านเศรษฐกิจและนโยบายงบประมาณ            Yasutoshi Nishimura


รมต.ดูแลการฟื้นฟูส่วนภูมิภาค                               Seigo Kitamura


รมต.ดูแลความเท่าเทียมกันทางเพศ                         Seiko Hashimoto


ยังรับผิดชอบดูแลการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกเกมส์และการส่งเสริมบทบาทสตรี   


------------------------------------------------


(ต.ค. 2562)