เครือรัฐออสเตรเลีย

Commonwealth of Australia

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 16, 2019, 10:30 p.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Feb. 16, 2020, 10:08 a.m.
ธงออสเตรเลีย
 

เมืองหลวง    แคนเบอร์รา


ที่ตั้ง    ตั้งอยู่ในซีกโลกใต้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของไทย โดยอยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก


ภูมิประเทศ    เป็นเกาะทวีปทำให้ออสเตรเลียเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เป็นทวีปที่เล็กที่สุดในโลก พื้นที่ทางตะวันตกและตอนกลางของประเทศเป็นเขตแห้งแล้ง เขตที่ราบแคบ ๆ สำหรับเพาะปลูกอยู่ทางฝั่งตะวันออก


ภูมิอากาศ     พื้นที่มากกว่าหนึ่งในสามของออสเตรเลียอยู่เหนือเส้น Tropic of Capricorn ภูมิอากาศจึงแตกต่างกันไป คือ อากาศร้อนทางเหนือ อบอุ่นทางตะวันออกเฉียงใต้ และแห้งแล้งตอนใจกลางทวีป มี 4 ฤดู คือ ฤดูร้อน (ธ.ค.-ก.พ.) ฤดูใบไม้ร่วง (มี.ค.-พ.ค.) ฤดูหนาว (มิ.ย.-ส.ค.) และฤดูใบไม้ผลิ (ก.ย.-พ.ย)


ประชากร      25,287,400 คน (สำนักงานสถิติออสเตรเลีย มี.ค. 2561)


รายละเอียดประชากร      เชื้อชาติยุโรป 74.3% เอเชีย 4.5%
ชนพื้นเมืองและอื่น ๆ 15.8% ไม่ระบุ 5.4% อัตราการเกิด 12.1 คน ต่อประชากร 1,000 คน อายุเฉลี่ย 82.4 ปี (ชาย 79.9 ปี หญิง 85 ปี)


ศาสนา         ไม่มีศาสนาประจำชาติ มีผู้นับถือคริสต์ 49.9% ออร์โธดอกซ์ 2.3% พุทธ 2.4% อิสลาม 2.6% ฮินดู 1.9% อื่น ๆ 1.3% ไม่นับถือศาสนา 30.1% ไม่ระบุ 9.6%


ภาษา          ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ


การศึกษา     การศึกษาภาคบังคับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-10 (ระหว่างอายุ 6-16 ปี) มาตรฐานและคุณภาพการศึกษาทุกระดับเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ


การก่อตั้งประเทศ  กัปตันเจมส์ คุก นำคณะนักสำรวจจากสหราชอาณาจักรขึ้นฝั่งด้านตะวันออกของออสเตรเลียเมื่อ 20 เม.ย. 2313 อ้างสิทธิครอบครองในนามสหราชอาณาจักร (รัชกาล King George ที่ 3) และตั้งชื่อประเทศว่า Australia (มาจากภาษาละติน Aus-trales ซึ่งแปลว่าลมใต้) ต่อมากัปตันอาร์เธอร์ ฟิลลิป แห่ง ทร.สหราชอาณาจักร คุมขบวนเรือบรรทุกนักโทษอพยพจากอังกฤษและไอร์แลนด์รุ่นแรกไปตั้งรกรากที่ออสเตรเลีย โดยนำเรือเข้าสู่ Port Jackson หรือ Sydney Cove เมื่อ 26 ม.ค. 2331 ต่อมาเมื่อ 1 ม.ค. 2444 ออสเตรเลียได้เปลี่ยนฐานะจากอาณานิคมของสหราชอาณาจักรเป็นประเทศในเครือจักรภพของสหราชอาณาจักร มีการปกครองตนเองเรียกชื่อประเทศว่า Commonwealth of Australia


วันชาติ         26 ม.ค.


การเมือง      ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐเป็นประเทศในเครือจักรภพของสหราชอาณาจักร สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรทรงเป็นประมุข โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Governor-General) ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี คนปัจจุบัน ชื่อ General David John Hurley (ดำรงตำแหน่งเมื่อ 1 ก.ค. 2562) มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อ 18 พ.ค. 2562 ซึ่งพรรคแนวร่วมลิเบอรัล-เนชั่นแนลนำโดยนายสก็อตต์ มอร์ริสัน เป็นฝ่ายชนะพรรคเลเบอร์ด้วยเสียงข้างมาก 77 ต่อ 68 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 151 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร) และผู้สมัครอิสระ 6 ที่นั่ง และได้จัดตั้งรัฐบาลออสเตรเลียชุดใหม่ซึ่งมีนายมอร์ริสันเป็น นรม. ทั้งนี้ การชนะการเลือกตั้งของนายมอร์ริสันทำให้การสานต่อการบริหารประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยให้สถานะและภาพลักษณ์ผู้นำของนายมอร์ริสันมีความเข้มแข็งขึ้น ประกอบกับการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากยังส่งผลให้รัฐบาลออสเตรเลียมีเสถียรภาพและสามารถผลักดันนโยบายของพรรคให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น


                 ฝ่ายบริหาร : อยู่ภายใต้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มี ครม.เป็นองค์กรบริหาร โดยมี นรม.เป็นหัวหน้า ครม. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เลือก ครม.จาก ส.ส. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปโดยคำแนะนำของ นรม.


                 ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภา เป็นระบบ 2 สภา 1) สภาผู้แทนราษฎร 151 ที่นั่ง วาระ 3 ปี 2) วุฒิสภา 76 ที่นั่ง วาระ 6 ปี กึ่งหนึ่งของวุฒิสมาชิก (38 ที่นั่ง) จะมีการเลือกตั้งทุก ๆ 3 ปี การออกพระราชบัญญัติทุกฉบับต้องผ่านการเห็นชอบของทั้งสองสภา ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปมีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง


                 ฝ่ายตุลาการ : อำนาจตุลาการเป็นอิสระจากฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาแต่ไม่มีอำนาจถอดถอน ศาลสูง (High Court of Australia) มีอำนาจสูงสุดในการตีความและตัดสินคดีกฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติระดับรัฐและระดับสหพันธ์ และคดีในระดับระหว่างรัฐและระหว่างประเทศ ส่วน Federal Court of Australia มีอำนาจตัดสินคดีแพ่ง


               การปกครองในระบบสหพันธรัฐของออสเตรเลีย ประกอบด้วย 6 รัฐ ได้แก่ รัฐ Western Australia, South Australia, Queensland, New South Wales, Tasmania และ Victoria และมีอาณาเขตปกครองตนเอง 2 อาณาเขต ได้แก่ Northern Territory และ Australian Capital Territory ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง (แคนเบอร์รา) ในแต่ละรัฐมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ ระดับรัฐ (Governor) มีรัฐบาลและมุขมนตรีทำหน้าที่บริหาร โดยมีสภานิติบัญญัติ 2 สภา ยกเว้นรัฐ Queensland ซึ่งมีเพียงสภาเดียว ทั้งนี้ รัฐและอาณาเขตต่าง ๆ มีระบบศาลของตนเอง


                 พรรคการเมืองที่สำคัญ : พรรคเลเบอร์ (Australian Labor Party) พรรคลิเบอรัล (Liberal Party) พรรคเนชั่นแนล (National Party) และพรรคกรีนส์ (Australian Greens)


เศรษฐกิจ      ระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีซึ่งมีข้อจำกัดที่ไม่มากนักในการนำเข้าสินค้าและบริการ ส่งผลให้เศรษฐกิจของออสเตรเลียในภาพรวมมีความยืดหยุ่นและมีพลวัต ออสเตรเลียยังมีบทบาทที่สำคัญใน WTO APEC กลุ่ม G20 และองค์กรด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ ออสเตรเลียมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจติดอันดับ 5 ของโลกเมื่อปี 2562 (Index of Economic Freedom) มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 14 ของโลก และมี GDP ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 11 ของโลกเมื่อปี 2561 (IMF) มีอัตราการว่างงาน 5.6% และอัตราความยากจนที่ต่ำ สำหรับตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย (Australian Securities Exchange) ในปัจจุบันใหญ่เป็นอันดับ 16 ของโลก รายได้หลักของรัฐบาลมาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล มีการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีทางอ้อมโดยนำการจัดเก็บ Goods and Services Tax (GST) 10% มาใช้


                 สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน :  ดอลลาร์ออสเตรเลีย (A$)
                 อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ :  0.68 ดอลลาร์ออสเตรเลีย: 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ต.ค.2562)
               อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท :  1 ดอลลาร์ออสเตรเลีย: 20.63 บาท (ต.ค.2562)


ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2562)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 1.38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 2.9% 
รายได้ประชาชาติต่อหัวต่อปี : 50,400 ดอลลาร์สหรัฐ
ทุนสำรองระหว่างประเทศ : 66,580 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หนี้ต่างประเทศ : 1.71 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 
อัตราเงินเฟ้อ : 2% 
แรงงาน : 12.94 ล้านคน
อัตราว่างงาน : 5.3% 
มูลค่าการส่งออก : 231,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : แร่เหล็ก ถ่านหิน ทองคำ ก๊าซธรรมชาติ เนื้อสัตว์ อะลูมิเนียม ข้าวสาลี
มูลค่าการนำเข้า : 221,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน ชิ้นส่วนและอุปกรณ์โทรคมนาคม น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ยา
คู่ค้าสำคัญ : จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ เกาหลีใต้ อินเดีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร ไทย เยอรมนี
ทรัพยากรธรรมชาติ : ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม ถ่านหิน ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี เหล็กกล้า และอัญมณี


การทหาร       


                 ออสเตรเลียดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงโดยยึดถือสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด โดยดำเนินการผ่านสนธิสัญญา ANZUS (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ) นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะผ่านที่ประชุม ASEAN Regional Forum และ Pacific Islands Forum รวมทั้งที่ประชุม East Asia Summit (ออสเตรเลียเป็นสมาชิกเมื่อปี 2548) และความตกลง Five Power Defence Arrangements (ข้อตกลงด้านความมั่นคง ประกอบด้วยสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย และสิงคโปร์)


               กองทัพออสเตรเลีย ประกอบด้วย ทร. ทบ. และ ทอ. มีกำลังพลรวม 78,100 นาย แยกเป็นกำลังประจำการ 57,050 นาย กำลังสำรอง 21,050 นาย ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ ดำรงตำแหน่ง
ผู้บัญชาการทหารตามพิธีการ และเป็นผู้แต่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Chief of the Defence Force-CDF) ซึ่งมาจาก 1 ในผู้บัญชาการทหาร 3 เหล่า ตามคำแนะนำของรัฐบาล งานปฏิบัติการประจำอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้นำกองทัพ ส่วนงานบริหารและนโยบายป้องกันอยู่ภายใต้อำนาจของ รมว.กระทรวงกลาโหม


                 งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ ในปี 2562-2563 มีจำนวน 38,700 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็น 1.9% ของ GDP ทำให้ออสเตรเลียมีขีดความสามารถและบทบาทในกองกำลังรักษาสันติภาพและการบรรเทาทุกข์ของสหประชาชาติ ปัจจุบันออสเตรเลียส่งทหารประมาณ 2,024 นาย ไปปฏิบัติการในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งในตะวันออกกลางและอัฟกานิสถาน ทั้งนี้ ออสเตรเลียมีทหารประมาณ 450 นาย ประจำการอยู่ในอิรักและซีเรีย เพื่อมีส่วนร่วมในปฏิบัติการ OKRA เพื่อสนับสนุนการปราบปรามกลุ่ม Islamic State (IS) รวมทั้งมีทหารประมาณ 300 นาย ในอัฟกานิสถาน เพื่อช่วยรัฐบาลอัฟกานิสถานรักษาความมั่นคงและป้องกันอัฟกานิสถานจากเครือข่ายผู้ก่อการร้าย


                 ออสเตรเลียมีแผนพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างขีดความสามารถทางการทหาร โดยในอีก 10 ปีข้างหน้า นับตั้งแต่ปี 2561-2571 ออสเตรเลียจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของกองทัพผ่านโครงการ Integrated Investment Program อาทิ โครงการต่อเรือของ ทร. โครงการยกระดับขีดความสามารถด้านการรบและการโจมตีทางอากาศโดยการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตี F-35 เครื่องบินสอดแนมอิเล็กทรอนิกส์แบบ EA-18G Growler เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบ P-8A Poseidon และอากาศยานไร้คนขับลาดตระเวนระยะไกล รุ่น MQ-4C Triton ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการลาดตระเวนและการสอดแนมตามแนวชายแดนทางทะเลของออสเตรเลีย      


ปัญหาด้านความมั่นคง


                 ด้านความมั่นคงเน้นการต่อต้านการก่อการร้าย โดยเฉพาะการป้องปรามและเฝ้าระวังมิให้เกิดการก่อการร้ายที่เกิดจากคนออสเตรเลียในพื้นที่ (Homegrown terrorists) รวมทั้งออสเตรเลียตื่นตัว
อย่างมากต่อการเดินทางของนักรบต่างชาติจากภูมิภาคตะวันออกกลางกลับเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการแพร่กระจายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพราะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อออสเตรเลียและภูมิภาค การรับมือกับการลักลอบเข้าเมืองทางทะเล ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของออสเตรเลีย โดยแสวงหาความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นอกจากนี้ ออสเตรเลียให้ความสำคัญมากขึ้นต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ กองทัพออสเตรเลียได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่เรียกว่า “หน่วยสงครามทางไซเบอร์” เมื่อ 1 ก.ค. 2560 โดยมีภารกิจหลัก 3 ด้าน คือ 1) ปกป้องการโจมตีทางไซเบอร์ต่อเป้าหมายทางการทหาร  2) รวบรวมข่าวกรอง และ 3) พิสูจน์ทราบเป้าหมายต่างชาติและการปฏิบัติการโจมตีกลับ


สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ   ออสเตรเลียเป็นสมาชิกองค์การที่สำคัญ ได้แก่ UN, Commonwealth of Nations, ANZUS, OECD,  G-20,  WTO,  WB,  APEC,  ARF,  EAS,  ASEM และ Pacific Islands Forum


วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากรัฐบาลสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังผ่านศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมของออสเตรเลีย (Australian Commonwealth Scientific and Industrial Research Organization-CSIRO) โดยเน้นในสาขาที่สามารถนำผลการวิจัยและพัฒนามาใช้ และก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ อาทิ ด้านการเกษตร อุตสาหกรรม สารสนเทศ เหมืองแร่ พลังงาน การแพทย์สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ทรัพยากร เพื่อให้ออสเตรเลียสามารถแข่งขันได้ เป็นสังคมที่ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บุคลากรที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาประมาณ 84,000 คน ในจำนวนนี้อยู่ในมหาวิทยาลัย 40,000 คน อยู่ในภาคธุรกิจ 25,000 คน และอยู่ในภาครัฐ 19,000 คน ทั้งนี้ แม้การวิจัยของภาคเอกชนยังไม่เข้มแข็งนัก แต่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือและเพิ่มแรงจูงใจด้วยการลดภาษีให้เป็นพิเศษ ทำให้ธุรกิจด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนเติบโตอย่างรวดเร็ว


                 รัฐบาลออสเตรเลียมุ่งส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากรัฐบาลออสเตรเลียจัดสรรงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวน 9,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเมื่อปี 2562 เพื่อสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางอวกาศ นวัตกรรมเกมส์ การวิจัยและพัฒนาและ digital transformation ในออสเตรเลีย ทั้งนี้ เมื่อปี 2562 ออสเตรเลียมีศักยภาพด้านนวัตกรรมอยู่ในอันดับที่ 22 ของโลก (Global Innovation Index)


การขนส่งและโทรคมนาคม  มีความสำคัญมาก เส้นทางถนนมีความยาวรวมกันกว่า 873,573 กม. เส้นทางที่เชื่อมทิศเหนือกับทิศใต้เลียบชายฝั่งตะวันตกเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมทางบก ทางรถไฟมีโครงข่ายที่กว้างขวางมาก มีรางรถไฟความยาวรวม 33,343 กม. การคมนาคมทางรถไฟคิดเป็น 26% ของการคมนาคมในออสเตรเลีย สายหลักคือเส้นทางที่เชื่อมระหว่างทิศตะวันตกกับทิศตะวันออกของรัฐแถบภาคใต้ การขนส่งทางทะเลมีความสำคัญ เพราะเมืองหลวงของทุกรัฐตั้งอยู่ติดชายฝั่ง ออสเตรเลียมีท่าเรือพาณิชย์ที่สำคัญประมาณ 70 แห่ง ที่ใช้ติดต่อการค้ากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก 200 ประเทศ โดยมีสายการเดินเรือแห่งชาติดำเนินการในเส้นทางที่สำคัญ อาทิ ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิวซีแลนด์ ด้านโทรคมนาคมมีเครือข่ายโทรศัพท์พื้นฐานและบริการสัญญาณดาวเทียมครอบคลุมทั้งประเทศ โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นระบบ GSM และ 4G มีสายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อกับนิวซีแลนด์ ฟิจิ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี และมีโครงการขยายต่อไปเกาะกวมและฮาวาย


                 รหัสโทรศัพท์ระหว่างประเทศ +61 ด้านโทรทัศน์และวิทยุ Australian Broadcasting Corporation (ABC) ของรัฐมีบทบาทสำคัญในการแพร่ภาพและกระจายเสียงทั่วประเทศและต่างประเทศผ่าน Australia Network และ Radio Australia มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) ครอบคลุมประชากร 91% รหัสอินเทอร์เน็ต .au  เว็บไซต์การท่องเที่ยว www.australia.com


การเดินทาง   สายการบินไทยมีเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-ซิดนีย์ (ระยะเวลาในการบิน 9.05 ชม.) กรุงเทพฯ-เมลเบิร์น (ระยะเวลาในการบิน 8.50 ชม.) กรุงเทพฯ-บริสเบน (ระยะเวลาในการบิน 8.51 ชม.) และกรุงเทพฯ-เพิร์ท (ระยะเวลาในการบิน 6.45 ชม.) เวลาที่ออสเตรเลีย (แคนเบอร์รา) เร็วกว่ากรุงเทพฯ 3 ชม. คนไทยที่ต้องการเดินทางไปออสเตรเลีย (ไม่ว่าจะถือหนังสือเดินทางประเภทใด) จะต้องขอรับการตรวจลงตรา


สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม


                 การดำเนินมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย และการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงเพื่อปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น รวมถึงบทบาทของออสเตรเลียในการร่วมมือกับสหรัฐฯ ปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่ม Islamic State (IS)


                 ออสเตรเลียมีแนวโน้มเผชิญภัยคุกคามจากการก่อการร้ายมากขึ้น โดยเฉพาะจากการก่อความรุนแรงของผู้ก่อการร้ายในประเทศ (Homegrown terrorists) ซึ่งปฏิบัติการโดยเอกเทศ ภัยคุกคามจากนักรบต่างชาติ (Foreign fighters) ที่จะเดินทางกลับจากพื้นที่สู้รบ หลังจากกลุ่ม IS ใกล้สูญเสียฐานที่มั่นในอิรักและซีเรีย รวมทั้งการตกเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้าย ซึ่งมุ่งทำลายชีวิตและผลประโยชน์ของออสเตรเลียในต่างประเทศ อันเป็นผลจากมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายในประเทศที่เข้มข้นและการเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และยุโรป โดยเฉพาะการส่งทหาร และยุทโธปกรณ์ไปร่วมทำสงครามปราบปรามกลุ่ม IS ในอิรักและซีเรีย


                 ภัยคุกคามทางไซเบอร์ยังเป็นประเด็นที่ออสเตรเลียห่วงกังวลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในห้วงที่ผ่านมา ออสเตรเลียตรวจพบภัยคุกคามทางไซเบอร์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยรูปแบบของภัยคุกคามทางไซเบอร์มีพัฒนาการและดำเนินการอย่างเปิดเผยมากขึ้น นอกจากนี้ การต่อต้านการแทรกแซงจากต่างชาติและการต่อต้านการจารกรรมในออสเตรเลียยังเป็นประเด็นที่ควรติดตามอย่างต่อเนื่อง


ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย


                    สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 19 ธ.ค. 2495 ความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่นและใกล้ชิดทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยด้านเศรษฐกิจการค้าดำเนินการผ่าน Thailand-Australia Free Trade Agreement หรือ TAFTA (มีผลเมื่อ 1 ม.ค. 2548) ส่งผลให้การค้าสองฝ่ายขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าในระยะหลายปีที่ผ่านมา โดยออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทยเมื่อปี 2561 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่  536,567.99 ล้านบาท (สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์) ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 9 ของออสเตรเลียเมื่อปี 2561 โดยเมื่อปี 2560 การลงทุนของไทยในออสเตรเลียมีมูลค่า 3,100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และการลงทุนของออสเตรเลียในไทยมีมูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปออสเตรเลีย ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เม็ดพลาสติก ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย เช่น น้ำมันดิบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ถ่านหิน พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เคมีภัณฑ์ เป็นต้น โดยทั่วไปชาวออสเตรเลียมีทัศนคติที่ดีต่อคนไทย เมื่อปี 2561 มีชาวออสเตรเลียเดินทางมาประเทศไทย จำนวน 801,203 คน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ)


                ด้านการเมืองและความมั่นคง ต่างสนับสนุนบทบาทกันและกันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และการลักลอบเข้าเมือง ซึ่งออสเตรเลียให้ความร่วมมือและสนับสนุนไทยด้วยดี ในด้านการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไทยในด้านดังกล่าว รวมทั้งสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในการปฏิบัติการร่วม


                 ข้อตกลงที่สำคัญระหว่างไทยกับออสเตรเลีย ได้แก่ ความร่วมมือในการต่อต้านการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและการลักลอบค้ามนุษย์ (ปี 2544) ความตกลงว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (ปี 2544) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ (ปี 2545) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและการพัฒนาความร่วมมือของตำรวจ (ปี 2546) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงการป้องกันการลักลอบค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ปี 2546) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุง (ปี 2547) ความตกลงการค้าเสรี (ปี 2547) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (ปี 2547) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปี 2547) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา (ปี 2547) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ปี 2547) ความตกลงว่าด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา (ปี 2549) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและพัฒนาความร่วมมือของตำรวจเมื่อปี 2553 และเมื่อปี 2554 มีการร่วมลงนามความร่วมมืออีกครั้งกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษของไทย


----------------------------------------

 
 
 
 

ผู้นำออสเตรเลีย

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Dec. 16, 2019, 10:30 p.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำออสเตรเลีย
 


นายสก็อตต์ มอร์ริสัน


(Scott Morrison)


ตำแหน่ง              นรม.


เกิด                13 พ.ค. 2511 (อายุ 52 ปี/ปี 2563) ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลียนับถือศาสนาคริสต์นิกาย Pentecostal ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งในนิกายโปรเตสแตนต์ 


การศึกษา            ปริญญาตรีเกียรตินิยม (Honours Degree) ในสาขา Applied Economic Geography จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย


สถานภาพทางครอบครัว      สมรสกับนาง Jenny มีบุตรสาว 2 คน อาศัยอยู่ในพื้นที่ Sutherland Shire ทางตอนใต้ของซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์


ประวัติการทำงาน


ปี 2532-2538               ผู้จัดการแห่งชาติของสภานโยบายและทรัพย์สินทางการวิจัยแห่งออสเตรเลีย


ปี 2538-2539               รองผู้บริหารสูงสุดของคณะทำงานเฉพาะกิจการท่องเที่ยวออสเตรเลีย


ปี 2539-2541               ผู้จัดการใหญ่สภาการท่องเที่ยว


ปี 2541-2543               ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬานิวซีแลนด์


ปี 2543-2547               ผู้อำนวยการรัฐของพรรคลิเบอรัล ประจำรัฐนิวเซาท์เวลส์


ปี 2547-2549               กรรมการผู้จัดการการท่องเที่ยวออสเตรเลีย


ปี 2549-2550               ประธานบริษัท MSAS Pty Ltd.


 


ประวัติทางการเมือง


ปี 2550-ปัจจุบัน               สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต Cook รัฐนิวเซาท์เวลส์ พรรคลิเบอรัล


ปี 2556-2557               รมว. กระทรวงตรวจคนเข้าเมืองและการป้องกันเขตแดน


ปี 2557-2558               รมว. กระทรวงบริการสังคม


ปี 2558-23 ส.ค.2561               รมว. กระทรวงการคลัง


24 ส.ค.2561               หัวหน้าพรรคลิเบอรัลและนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของออสเตรเลีย


29 พ.ค.2562               สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากพรรคร่วมลิเบอรัล-เนชั่นแนลชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 18 พ.ค. 2562


 


-------------------------------------


 


 


-------------------------------------------

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี


คณะรัฐมนตรีออสเตรเลีย


นรม.                                                                       Scott Morrison


รอง นรม. และ รมว.กระทรวงโครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง                       Michael McCormack


และการพัฒนาภูมิภาค 


รมว.กระทรวงกิจการชนพื้นเมือง                                                 Ken Wyatt


รมว.กระทรวงทรัพยากรน้ำ ความแห้งแล้ง                                       David Littleproud


การเงินชนบทและการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ                  


รมว.กระทรวงประชากร เมืองและโครงสร้างพื้นฐานเมือง                        Alan Tudge               


รมว.กระทรวงการคลัง                                                             Josh Frydenberg


รมว.กระทรวงการคลังรับผิดชอบการบริหารการเงิน                            Mathias Cormann


รมว.กระทรวงการเกษตร                                                          Bridget McKenzie


รมว.กระทรวงการต่างประเทศและ รมว. กระทรวงกิจการสตรี         Marise Payne


รมว.กระทรวงการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน                              Simon Birmingham


อัยการสูงสุด                                                                        Christian Porter


รมว.กระทรวงสาธารณสุข                                                         Greg Hunt


รมว.กระทรวงมหาดไทย                                                  Peter Dutton


รมว.กระทรวงการสื่อสาร ความปลอดภัยทางไซเบอร์และศิลปะ                Paul Fletcher


รมว.กระทรวงศึกษาธิการ                                                         Daniel Tehan


รมว.กระทรวงธุรกิจครอบครัว/ธุรกิจขนาดเล็กและการจ้างงาน         Michaelia Cash


รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี                        Karen Andrews


รมว.กระทรวงพลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจก                              Angus Taylor


รมว. กระทรวงสิ่งแวดล้อม                                                        Sussan Ley


รมว.กระทรวงกลาโหม                                                             Linda Reynolds


รมว.กระทรวงครอบครัวและการบริการสังคม                           Anne Ruston


รมว.กระทรวงโครงการประกันด้านความพิการแห่งชาติ                         Stuart Robert


และ รมว.กระทรวงการบริการภาครัฐ


--------------------------------------



รัฐมนตรีวงนอก


(Outer Ministers)


รมว.กระทรวงการบริการในภูมิภาค การกระจายอำนาจและรัฐบาลท้องถิ่น    Mark Coulton


รมว.กระทรวงการเคหะ                                                            Michael Sukkar


รมว.การพัฒนาระหว่างประเทศและแปซิฟิก                             Alex Hawke


รมว.กระทรวงการดูแลผู้สูงอายุและ รมว.กระทรวงเยาวชนและกีฬา            Richard Colbeck


รมว.กระทรวงตรวจคนเข้าเมือง ความเป็นพลเมือง                              David Coleman


การบริการผู้อพยพและกิจการสหวัฒนธรรม


รมว.กระทรวงกิจการทหารผ่านศึกและบุคลากรทางทหาร                      Darren Chester


รมว.กระทรวงอุตสาหกรรมทางทหาร                                    Melissa Price


 


---------------------------------