สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน

Republic of South Sudan

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Jan. 5, 2020, 1:12 p.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Feb. 4, 2020, 10:59 p.m.
ธงเซาท์ซูดาน
 


เมืองหลวง       จูบา


ที่ตั้ง       ในเขต Sahel ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา อยู่ระหว่างละติจูด 3-13 องศาเหนือ กับลองจิจูด 24-36 องศาตะวันออก พื้นที่ 644,329 ตร.กม. มีชายแดนทางบกยาว 6,018 กม. และเป็นประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเล (landlocked)


อาณาเขต                                     


               ทิศเหนือ              ติดกับซูดาน 2,158 กม.  (ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสถานะเขตแดนพื้นที่ Abyei)


                 ทิศใต้                 ติดกับเคนยา 317 กม. ยูกันดา 475 กม. และคองโก 714 กม.


                 ทิศตะวันออก         ติดกับเอธิโอเปีย 1,299 กม.


                    ทิศตะวันตก               ติดกับสาธารณรัฐแอฟริกากลาง 1,055 กม.


ภูมิประเทศ       เป็นที่ราบทางตอนเหนือและภาคกลางของประเทศก่อนยกตัวขึ้นเป็นที่ราบสูงด้านพรมแดนที่ติดกับเคนยาและยูกันดา มีแม่น้ำ White Nile ไหลผ่านตอนกลางของประเทศจากภาคใต้ (ยูกันดา) ไปทางเหนือ ผ่านพรมแดนเข้าไปในซูดานเหนือ ทำให้เซาท์ซูดานมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก จุดที่สูงที่สุดของประเทศอยู่ที่ภูเขา Kinyeti มีความสูง 3,187 ม. เหนือระดับน้ำทะเล


ภูมิอากาศ       ตั้งอยู่ในเขตอากาศร้อนชื้น ทำให้อากาศอบอ้าวในช่วงฤดูร้อน ช่วงมรสุมมีฝนตกชุกในเขตที่ราบสูงในภาคใต้ และพื้นที่ชุ่มฝนจะลดลงในทางตอนเหนือของประเทศ


ประชากร       11,062,114 คน (ปี 2562 ประมาณการของสหประชาชาติ)


รายละเอียดประชากร       ชาว Dinka 35.8% ชาว Nuer 15.6% และชาว Shilluk, Azande, Bari, Kakwa, Kuku, Murle, Mandari, Didinga, Ndogo, Bviri, Lndi, Anuak, Bongo, Lango, Dungotona, Acholi, Bako และ Fertit อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 42.30% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 55.21% วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 2.49% อัตราการเกิดของประชากร 36.9 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 19.3 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการเพิ่มของประชากร-1.16%


ศาสนา       ส่วนใหญ่นับถือคริสต์ 60.5% ความเชื่อตามท้องถิ่น 32.9% อิสลาม 6.2% และอื่น ๆ 0.4% (ประมาณการปี 2553 โดย Pew Research Center ของสหรัฐฯ)


ภาษา       ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ มีการใช้ภาษาอาหรับสำเนียงชาว Juba และซูดาน นอกจากนี้ มีการใช้ภาษาถิ่น ได้แก่ Dinka, Nuer, Bari, Zande และ Shilluk


การศึกษา       อัตราการรู้หนังสือ 34.52% (ปี 2561 ของธนาคารโลก)


การก่อตั้งประเทศ       


                    อียิปต์พยายามยึดครองพื้นที่ที่เป็นเซาท์ซูดานในช่วงทศวรรษ 1870 แต่เกิดเหตุการณ์ Islamic Mahidist Revolution ในพื้นที่เมื่อ พ.ย. 2428 และสหราชอาณาจักรเข้าปราบปรามกลุ่ม Mahidist ได้เมื่อปี 2441 และตั้งประเทศซูดานภายใต้การปกครองร่วมระหว่างสหราชอาณาจักรกับอียิปต์เมื่อปี 2442 ในช่วงดังกล่าวนักบวชชาวคริสต์ได้เข้าเผยแผ่ศาสนาและนำภาษาอังกฤษเข้าไปใช้อย่างแพร่หลาย เมื่อซูดานได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2499 เซาท์ซูดานจะได้ปกครองตนเอง แต่รัฐบาลซูดานไม่ยินยอม  ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองถึง 2 ครั้ง ระหว่างปี 2498-2515 และระหว่างปี 2526-2548 ส่งผลให้ประชาชนเผชิญกับความอดอยากและความแห้งแล้ง และต้องเสียชีวิตมากกว่า 2.5 ล้านคน จนกระทั่งมีการลงนามความตกลง Comprehensive Peace Agreement (CPA) เมื่อ ม.ค. 2548 ทำให้สงครามกลางเมืองยุติลง ความตกลง CPA ยังกำหนดให้เซาท์ซูดานได้สิทธิในการปกครองตนเองระหว่างปี 2548-2554 ก่อนจัดการ   ลงประชามติให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะรวมอยู่กับซูดานต่อไปหรือไม่ ซึ่งการลงประชามติเมื่อ ม.ค. 2554 ประชาชน 98% เลือกที่จะปกครองตนเอง นำมาสู่การประกาศเอกราชเมื่อ 9 ก.ค. 2554


                    ต่อมา ใน ธ.ค. 2556 มีการแย่งชิงอำนาจระหว่างประธานาธิบดี Salva Kiir Mayardit ซึ่งเป็นชนเผ่า Dinka (เป็นชนส่วนใหญ่ของเซาท์ซูดาน) กับรองประธานาธิบดี Riek Machar ซึ่งเป็นชนเผ่า Nuer (มีมากเป็นลำดับ 2 ในเซาท์ซูดาน) โดยประธานาธิบดี Kiir กล่าวหาว่ารองประธานาธิบดี Riek พยายามจะยึดอำนาจ ทำให้เกิดการสู้รบระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยมีทหารยูกันดาเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี Kiir เพื่อต่อสู้กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่นำโดยรองประธานาธิบดี Riek ต่อมาในช่วงปี 2557-2558 มีการเจรจาสันติภาพระหว่างสองฝ่ายหลายครั้ง โดยมีองค์กรด้านการค้าของประเทศในแอฟริกาตะวันออก (Inter-Governmental Authority On Development-IGAD) ช่วยไกล่เกลี่ย ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงที่แอดดิสอาบาบา เอธิโอเปีย และนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพเมื่อ ส.ค. 2558 ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้รองประธานาธิบดี Riek เป็นรองประธานาธิบดีต่อไป แต่ความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดี Salva Kiir Mayardit และรองประธานาธิบดี Riek ยังคงมีอยู่ ต่อมาประธานาธิบดี Salva Kiir Mayardit ได้ปลดนาย Riek ออกจากตำแหน่งรองประธานาธิบดี เมื่อ 10 ก.ค. 2559 และแต่งตั้งนาย Taban Deng Gai เป็นรองประธานาธิบดีแทน โดยนาย Riek หลบหนีออกนอกประเทศ จากนั้น เมื่อ 7 พ.ย. 2562 มีการเจรจาระหว่าง ประธานาธิบดี Salva Kiir Mayardit กับ นาย Riek แต่ไม่บรรลุผล 


วันชาติ       9 ก.ค. วันประกาศเอกราชจากซูดานเมื่อปี 2554 


การเมือง         ปกครองแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขและหัวหน้ารัฐบาล มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ดำรงตำแหน่งได้ 2 สมัยติดต่อกัน ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Salva Kiir Mayardit ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อ 9 ก.ค. 2554


                    ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีมีอำนาจควบคุมฝ่ายบริหาร แต่งตั้ง นรม. และ ครม. โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดเมื่อ 11-15 เม.ย. 2554 นาย Salva Kiir Mayardit ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียง 93% การเลือกตั้งครั้งถัดไป ซึ่งเดิมกำหนดเมื่อปี 2558 เลื่อนมาเป็นปี 2561 และกำหนดเลื่อนอีกเป็นปี 2564


                    ฝ่ายนิติบัญญัติ : ประกอบด้วย 2 สภา คือ 1) สภา Council of State มีสมาชิกจำนวน 50 คน ตั้งขึ้นตามคำสั่งประธานาธิบดี เมื่อ ส.ค. 2554 มีหน้าที่สำคัญคือ ให้ความเห็นชอบกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารประเทศ ออกข้อมติและคำสั่งที่เป็นการแนะนำรัฐบาล กำกับดูแลและติดตามกระบวนการฟื้นฟูประเทศและสวัสดิการสังคมที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง และ 2) สภา National Legislative Assembly มีสมาชิกจำนวน 400 คน โดยมาจากการเลือกตั้ง 170 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยมีสิทธิออกเสียงไม่ไว้วางใจรองประธานาธิบดีและ รมว. อนุมัติแผน นโยบาย และงบประมาณแผ่นดิน ให้สัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างประเทศ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อ 11-15 เม.ย. 2553 ส่วนการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นเมื่อปี 2558 ถูกเลื่อนออกไปเป็น 9 ก.ค. 2561 เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบและความรุนแรงภายในประเทศในห้วงปี 2557-2558 และเลื่อนออกไปอีกครั้งเป็น ก.ค. 2564


                    ฝ่ายตุลาการ : ใช้ระบบศาลคู่ ซึ่งเป็นระบบที่มีทั้งศาลยุติธรรมและศาลพิเศษ โดยเซาท์ซูดาน มีศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้น และศาลจารีตประเพณี


                    พรรคการเมืองสำคัญ : พรรค Sudan People’s Liberation Movement (SPLM) ของประธานาธิบดี Kiir เป็นพรรครัฐบาลปัจจุบันและครองเสียงข้างมากในรัฐสภา (มี ส.ส.ของพรรคได้รับเลือกตั้งเมื่อ เม.ย. 2553 จำนวน 160 คน จากทั้งหมด 170 คน) พรรค Democratic Change (DC) เดิมคือพรรค Sudan People’s Liberation Movement-Democratic Change (มี ส.ส.ของพรรคได้รับเลือกตั้ง 4 คน) ส.ส.ที่เหลืออีก 6 คน ไม่สังกัดพรรคการเมือง และพรรค South Sudan People’s Liberation Movement In Opposition (SPLM-IO) ของอดีตประธานาธิบดี Riek


เศรษฐกิจ        เศรษฐกิจของเซาท์ซูดานยังคงเชื่อมโยงกับซูดาน โดยสินค้าและเงินทุนหลักของประเทศส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากซูดานและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ยูกันดา และเคนยา ส่วนการส่งออกน้ำมันทางท่อของเซาท์ซูดานยังต้องพึ่งพาท่าเรือซูดาน  นอกจากนี้ การที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง (ปี 2556-2558) และการสู้รบระหว่างชนเผ่ามาเป็นเวลานาน ทำให้มีผู้พลัดถิ่นมากถึง 2.2 ล้านคน และประชาชนจำนวนมากเสียชีวิตนอกจากนี้ รัฐบาลใช้งบประมาณส่วนใหญ่ในการพัฒนากองทัพ จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ได้รับการพัฒนา เช่น เส้นทางคมนาคมในประเทศ ระบบไฟฟ้าต้องใช้เครื่องปั่นไฟฟ้าจากน้ำมันดีเซล ทำให้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ และระบบน้ำประปามีจำกัด ดังนั้น เซาท์ซูดานจึงต้องเปิดรับการลงทุนและความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยได้รับความช่วยเหลือด้านงบประมาณในการลงทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และการพัฒนาด้านเกษตรกรรมจากธนาคารโลกและประเทศต่าง ๆ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ มาตั้งแต่ปี 2548 คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ รัฐบาลเซาท์ซูดานต้องการลดการพึ่งพาซูดานในการส่งออกน้ำมัน จึงใช้นโยบายการขยายความร่วมมือด้านการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เอธิโอเปีย ยูกันดา และเคนยา โดยได้ร่วมกับเคนยาผ่านการรับความช่วยเหลือทางการเงินจากจีนและญี่ปุ่น ในการวางแผนสร้างระบบท่อขนส่งน้ำมันดิบระยะทางประมาณ 1,400 กม. จากเซาท์ซูดานมายังท่าเรือเมืองลามู ทางตอนเหนือของเคนยา


                    เซาท์ซูดานเป็นผู้ผลิตน้ำมันสำคัญของแอฟริกา และไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) จึงสามารถผลิตน้ำมันได้อย่างอิสระโดยปราศจากการถูกจำกัดเพดานการผลิตและมีประเทศต่าง ๆ เช่น แคนาดา ฝรั่งเศส จีน อินเดีย มาเลเซีย เข้าลงทุนในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันในเซาท์ซูดาน โดยการผลิตน้ำมันดิบของเซาท์ซูดานเป็นแหล่งที่มาของรายได้ภาครัฐถึง 98% เดิมเคยผลิตได้วันละ 350,000 บาร์เรล แต่เมื่อ ส.ค. 2561 เหลือเพียงวันละ 120,000 บาร์เรล  อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ห้วงปี 2555-2556 เซาท์ซูดานมีปัญหาพิพาทกับซูดานเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าขนส่งน้ำมันผ่านทางท่อไปยังทะเลแดง ทำให้การขนส่งน้ำมันของเซาท์ซูดานถูกระงับเป็นเวลา 15 เดือน ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เมื่อปี 2555 ลดลงถึง 48% ล่าสุดเมื่อ ก.พ. 2562 เซาท์ซูดานผลิตน้ำมันได้วันละ 145,000 บาร์เรลต่อวัน และน้ำมันยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของเซาท์ซูดาน ปัจจุบัน มูลค่าการส่งออกน้ำมันคิดเป็น 97% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของเซาท์ซูดาน


สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน :  ปอนด์เซาท์ซูดาน (South Sudanese Pounds) หรือ SSP
อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ :  1 ดอลลาร์สหรัฐ : 130.26 ปอนด์เซาท์ซูดาน
อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท :  1 บาท : 4.32 ปอนด์เซาท์ซูดาน (ต.ค. 2562)


ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ


ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) :  4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2561 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ


อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ :  3.4% (ประมาณการปี 2561 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ)


รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 1,811.67 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2559 ของธนาคารโลก)


แรงงาน : 4,663,980 คน (ประมาณการปี 2561 ของธนาคารโลก)


อัตราการว่างงาน : 13.7% (ปี 2551 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ)


อัตราเงินเฟ้อ : 131% (ปี 2561 ของธนาคารโลก)



ผลผลิตทางการเกษตร : ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ข้าว ลูกเดือย ข้าวสาลี กัมอาหรับ อ้อย มะม่วง มะละกอ กล้วย


สินค้าส่งออก : น้ำมันดิบ


ทรัพยากรธรรมชาติ : น้ำมันดิบ


การทหารและความมั่นคง


                   การทหาร  :  งบประมาณด้านการทหาร 82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.56% ของ GDP (ปี 2561) กำลังพลรวม ทหาร 185,000 นาย ปัจจุบัน กกล.รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (UN Mission in the Republic of South Sudan-UNMISS) ยังประจำการในเซาท์ซูดาน โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ขยายระยะเวลาของ UNMISS ออกไปจนถึง 15 มี.ค. 2563 UNMISS มีกำลังพลประมาณ 17,000 คน โดยเมื่อ ธ.ค. 2561 ไทยส่งกำลังของกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจเข้าร่วมภารกิจของ UNMISS จำนวน 273 คน พื้นที่ปฏิบัติงานหลักอยู่ที่จูบาและรัมเบค


                   ยุทโธปกรณ์สำคัญ  :  รถหุ้มเกราะอย่างน้อย 80 คัน บ. 2 ลำ ฮ. 17 ลำ


ปัญหาด้านความมั่นคง


                    1. ความขัดแย้งภายในของเซาท์ซูดานระหว่างรัฐบาลและกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ซึ่งยังไม่สามารถทำให้ปฏิบัติตามข้อตกลงได้อย่างเป็นรูปธรรม หลังจากลงนามกันเมื่อ ก.ย. 2561 ทำให้ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองยังคงน่ากังวล


                    2. ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เซาท์ซูดานพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นรายได้หลักของประเทศ และพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศทั้งทางด้านการเงิน อาหาร และยา ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Refugees: UNHCR) ระบุว่าเงินบริจาคที่เซาท์ซูดานได้รับในปี 2562 ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ


สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ  :  AU, FAO, G-77, IBRD, ICAO, ICRM, IDA, IFAD, IFC, IFRCS, ILO, IMF, Interpol, IOM, IPU, ITU, MIGA, UN, UNCTAD, UNESCO, UPU, WCO, WHO และ WMO 


การขนส่งและโทรคมนาคม  :  ท่าอากาศยาน 85 แห่ง ท่าอากาศยานนานาชาติที่สำคัญ ได้แก่ ท่าอากาศยานจูบา ในจูบา เส้นทางรถไฟ 248 กม. ถนนระยะทาง 7,000 กม. (ทั้งทางรถไฟและถนน ซึ่งชำรุดเป็นส่วนใหญ่) การโทรคมนาคม : ไม่ปรากฏข้อมูลการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1.5 ล้านเลขหมาย (ปี 2560) รหัสโทรศัพท์ระหว่างประเทศ +211 รหัสอินเทอร์เน็ต .ss 


การเดินทาง  :  ไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปเซาท์ซูดาน โดยสามารถเดินทางได้ด้วยสายการบินที่หลากหลาย เช่น Ethiopian Airways และ Kenya Airways ใช้เวลาเดินทางอย่างน้อย 14 ชม. เวลาที่เซาท์ซูดานช้ากว่าไทย 4 ชม.


สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม  : 


                    1. การจัดการสถานการณ์ความขัดแย้งภายในของเซาท์ซูดาน โดยการนำข้อตกลง Revitalised Agreement on the Resolution of Conflict in the Republic of South Sudan (R-ARCSS) ที่ลงนามเมื่อ ก.ย. 2561 มาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ตามที่ได้เจรจาไว้ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่หนึ่ง Pre-Transitional Phase (PTP) กรอบเวลา 8 เดือน ระยะที่สอง Implementation Phase กรอบเวลา 3 ปี นับต่อจาก PTP โดยมี Revitalised Transnational Government of National Unity (RTGoNU) บริหารประเทศ จากนั้นจึงจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่เมื่อครบกำหนดของระยะที่หนึ่ง เมื่อ พ.ค. 2562 ยังไม่ปรากฏความคืบหน้ามากนัก


                    2. การฟื้นฟูประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมือง ปัญหาสู้รบแย่งชิงอำนาจทางการเมือง และความขัดแย้งจากความแตกต่างด้านชาติพันธุ์ ทำให้เกิดวิกฤติด้านมนุษยธรรมและการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพทั้งในด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ และเมื่อ 30 ก.ย. 2562 รายงาน UNHCR ระบุว่ามีผู้ลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ซูดาน ยูกันดา เอธิโอเปีย เคนยา และคองโก เป็นจำนวน 2,244,397 คน


                    3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นการสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันและความพยายามหาเส้นทางส่งออกน้ำมันที่ไม่พึ่งพาเฉพาะท่าเรือของซูดาน


ความสัมพันธ์ไทย-เซาท์ซูดาน :


                    ความสัมพันธ์ด้านการทูต


                    ไทยรับรองเซาท์ซูดานอย่างเป็นทางการตามมติ ครม. เมื่อ 6 ก.ย. 2554 โดยไทยและเซาท์ซูดานสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อ 5 ธ.ค. 2556 และฝ่ายไทยมอบหมายให้ สอท.ไทย/ไนโรบี เคนยา เป็นจุดติดต่อกับเซาท์ซูดาน โดยกำหนดให้มีเขตอาณาครอบคลุมเซาท์ซูดาน ส่วนเซาท์ซูดานมอบหมายให้ สอท.เซาท์ซูดาน/เคนยา เป็นจุดติดต่อกับไทย


                    ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ


                    บริษัทก่อสร้างไทยและแรงงานไทยเข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนนในดินแดนของเซาท์ซูดานตั้งแต่ก่อนการประกาศเอกราชจากซูดานจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ บริษัทขายเครื่องขุดเจาะน้ำบาดาลของไทยซึ่งมีสำนักงานอยู่ในไนโรบี เคนยา เข้าไปขายเครื่องขุดเจาะน้ำบาดาลในเซาท์ซูดานแล้ว


                    เมื่อปี 2561 การค้าระหว่างไทย-เซาท์ซูดาน มีมูลค่า 20.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (673.41 ล้านบาท) ไทยส่งออกไปเซาท์ซูดาน 20.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (672.97 ล้านบาท) และนำเข้าจากเซาท์ซูดาน 0.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (0.44 ล้านบาท) โดยไทยได้เปรียบดุลการค้าเซาท์ซูดาน 20.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (672.52 ล้านบาท) และในช่วง ม..-.. 2562 การค้าไทย-เซาท์ซูดาน มีมูลค่า 4.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (154.10 ล้านบาท) ไทยส่งออก 4.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (153.87 ล้านบาท) และนำเข้า 0.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (0.24 ล้านบาท)


                    สินค้าที่ไทยส่งออกไปเซาท์ซูดาน เมื่อปี 2561 ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ยานพาหนะอื่น ๆ และส่วนประกอบ อาวุธ กระสุน รวมทั้งส่วนประกอบ และในช่วง ม..-.. 2562 ได้แก่ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ยานพาหนะอื่น ๆ และส่วนประกอบ


                    สินค้าที่ไทยนำเข้า ได้แก่ วงจรพิมพ์ ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ และในช่วง ม..-.. 2562 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด สิ่งพิมพ์ รองเท้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ  ทั้งนี้ ปรากฏข้อมูล มีคนไทยในเซาท์ซูดานรวม 19 คน เป็นแรงงาน 10 คน (ปลายปี 2560)


                    ด้านการท่องเที่ยว ปี 2561 นักท่องเที่ยวเซาท์ซูดานเดินทางมาไทย มีจำนวน 31 คน และในช่วง ม..-.. 2562 มีจำนวน 34 คน 


----------------------------------------------

 
 
 
 

ผู้นำเซาท์ซูดาน

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Jan. 5, 2020, 1:12 p.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำเซาท์ซูดาน
 


Salva Kiir Mayardit


ตำแหน่ง                         ประธานาธิบดีเซาท์ซูดาน 


เกิด                               13 ก.ย. 2494 (อายุ 69 ปี/ปี 2563) ที่เขต Gogrial รัฐ Warrap ทางตอนเหนือของเซาท์ซูดาน เป็นชนเผ่า Dinka นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก


การศึกษา                        วิทยาลัยการทหารซูดาน     


สถานภาพทางครอบครัว      สมรสกับนาง Mary Ayen Mayardit มีบุตรสาวชื่อ Adut Mayardit และบุตรชายชื่อ Munuti Salva Kiir


ประวัติการทำงาน


ปี 2498-2515                   -   เข้าร่วมรบในสงครามกลางเมืองครั้งแรกในซูดานโดยร่วมกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทางใต้ของซูดาน “The Anya Nya”


ปี 2515                          -   เป็นทหารระดับจ่าในกองทัพของซูดาน


ปี 2524                          -   กลับมารับตำแหน่งในหน่วยพลร่ม และรับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์


ปี 2526                          -   เข้าร่วมกับกลุ่มกบฏของนาย John Garang ผู้นำกลุ่ม Sudan People’s Liberation Move-ment (SPLM) และลาออกจากกองทัพซูดาน ต่อมาเมื่อมีการตั้ง the Sudan People’s Liberation Army (SPLA) จึงเข้าร่วมภายหลังได้รับตำแหน่ง ผบ.สส. ของ กกล. SPLA


ปี 2548                          -   หลังจากนาย John Garang เสียชีวิต นาย Kiir ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีซูดาน และผู้นำพรรค SPLM แทน


ปี 2553                          -   ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเขตซูดานทางใต้


9 ก.ค. 2554                    -   ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของเซาท์ซูดาน


ปี 2556                          -   ระบุว่ารองประธานาธิบดี Riek Machar มีแผนก่อรัฐประหาร สั่งปลด และเป็นจุดเริ่มต้นสงครามกลางเมือง ถึงปี 2558 จึงมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพแต่มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในเวลาต่อมา

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี


คณะรัฐมนตรีเซาท์ซูดาน


ประธานาธิบดี                                                               Salva Kiir Mayardit


รองประธานาธิบดีคนที่ 1                                                   Taban Deng Gai


รองประธานาธิบดี                                                           James Wani Igga


รมว.สำนักประธานาธิบดี                                                   Mayik Ayii Deng


รมว.กระทรวงเกษตรและป่าไม้                                            Onyoti Adigo Nyikwec


รมว.กระทรวงปศุสัตว์ และประมง                                         James Jenga Duku


รมว.กระทรวงกิจการคณะรัฐมนตรี                                        Martin Elia Lomuro, Dr.


รมว.กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และการลงทุน                       Paul Mayom Akec


รมว.กระทรวงวัฒนธรรม เยาวชน และกีฬาฯ                             Nadia Arop Dudi


รมว.กระทรวงกลาโหมและกิจการทหารผ่านศึก                          Kuol Manyang Juuk, Gen.


รมว.กระทรวงพลังงานไฟฟ้าและเขื่อน                                    Dhieu Mathok Diing, Dr.


รมว.กระทรวงสิ่งแวดล้อม                                                  Josephine Napon


รมว.กระทรวงการคลัง และแผนเศรษฐกิจ                                Salvatore Garang Mabiordit


รมว.กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือนานาชาติ              Awut Deng Acuul


รมว.กระทรวงเพศสภาพ เด็ก และกิจการสังคม                          Jemma Nunu Kumba


รมว.กระทรวงการศึกษาขั้นพื้นฐานและการอบรม                       Deng Deng Hoc


รมว.กระทรวงสาธารณสุข                                                  Riek Gai Kok, Dr.


รมว.กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี                  Yien Oral Lam Tut


รมว.กระทรวงการเคหะ ผังเมือง และสิ่งแวดล้อม                        Alfred Lado Gore, Lt.Gen.


รมว.กระทรวงกิจการมนุษยธรรมและบริหารจัดการภัยพิบัติ            Hussein Maar Nyuot  


รมว.กระทรวงข้อมูล และการออกอากาศ                                 Michael Makuei Lueth


รมว.กระทรวงมหาดไทย                                                    Michael Changjiek Geay, Lt.Gen.


รมว.กระทรวงทรัพยากรน้ำและการชลประทาน                         Sophia Pal Gai


รมว.กระทรวงยุติธรรม                                                      Paulino Wanawilla Onango


รมว.กระทรวงแรงงาน สาธารณูปโภค และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ James Hoth Mai, Gen.


รมว.กระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ                                         Isaac Obuto Mamur Mete, Lt.Gen.


รมว.กิจการสภาผู้แทนราษฎร                                              Peter Bashir Gbandi


รมว.กระทรวงปิโตรเลียมและเหมืองแร่                                   Awow Daniel Chuang


รมว.กระทรวงถนนและสะพาน                                            Simon Mijok Mijak


รมว.กระทรวงคมนาคม                                                     John Luk Jok


รมว.กระทรวงการอนุรักษ์สัตว์ป่า การรักษาและการท่องเที่ยว         Alfred Akuoch Omoli


ผู้ว่าการธนาคารชาติ                                                        Dier Tong Ngor