สหรัฐอเมริกา

United States of America

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Jan. 5, 2020, 1:13 p.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Jan. 6, 2020, 1:51 p.m.
ธงสหรัฐอเมริกา
 


เมืองหลวง       วอชิงตัน ดี.ซี.


ที่ตั้ง               อยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ระหว่างเส้นละติจูดที่ 25-49 องศาเหนือกับเส้นลองจิจูดที่ 67-124 องศาตะวันตก มีขนาดใหญ่เป็นลำดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและแคนาดา (ใหญ่กว่าไทยเกือบ 18-19 เท่า) มีพื้นที่ 9,631,420 ตร.กม. ชายฝั่งทะเลยาว 19,924 กม.


อาณาเขต       


                    ทิศเหนือ              ติดกับแคนาดา


                    ทิศใต้                 ติดกับเม็กซิโก


                    ทิศตะวันออก        ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก


                    ทิศตะวันตก          ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก


ภูมิประเทศ      ภาคตะวันตกเป็นแนวเทือกเขาสูงที่สลับซับซ้อนในรัฐอะแลสกา รัฐเนวาดาและรัฐแคลิฟอร์เนีย ภาคกลางเป็นที่ราบระหว่างเทือกเขาสูงทางตะวันตกกับที่ราบสูงทางตะวันออกภาคเหนือมีอาณาบริเวณกว้างขวางจากชายฝั่งมหาสมุทรอาร์กติกไปจนถึงชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก ภาคตะวันออกเป็นเขตหินเก่ามีเทือกเขาและที่ราบสูงจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทิศตะวันตกเฉียงใต้ ที่สำคัญ ได้แก่ ที่ราบนิวฟาวแลนด์และลาบราดอร์ และเทือกเขาแอพพาลาเชียน


ภูมิอากาศ        สหรัฐฯ มี 4 ฤดู อุณหภูมิในแต่ละรัฐแตกต่างกัน พื้นที่เกือบทั้งหมดอยู่ในเขตอบอุ่น            แต่รัฐฮาวายและรัฐฟลอริดามีอากาศร้อนชื้น รัฐอะแลสกามีอากาศหนาวจัด บริเวณที่ราบฝั่งตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปีมีอากาศกึ่งแห้งแล้ง ส่วนบริเวณ Great Basin ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศมีอากาศแห้งแล้ง สำหรับฤดูใบไม้ผลิ (มี..-..) อุณหภูมิ 9-23 องศาเซลเซียส ฤดูหนาว (..-..) อุณหภูมิ -12 ถึง -8 องศาเซลเซียส ฤดูร้อน (มิ..-..) อุณหภูมิ 20-34 องศาเซลเซียส ฤดูใบไม้ร่วง (..-..) อุณหภูมิ 7-25 องศาเซลเซียส


ประชากร        ประมาณ 329 ล้านคน (.. 2562) หรือ 4.39% ของประชากรโลกและมีมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและอินเดีย เป็นเชื้อสายลาติน 17.8% แอฟริกา 12.6% เอเชีย 4.8% รัฐที่มีประชากรมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย เทกซัส ฟลอริดา นิวยอร์ก และเพนซิลเวเนีย ทั้งนี้ สหรัฐฯ ประกอบด้วย 50 รัฐ และเขตปกครองพิเศษ District of Columbia ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง คือ วอชิงตัน ดี.ซี.


ศาสนา           คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ 46.6% โรมันคาทอลิก 20.8% มอร์มอน 1.6% ยิว 1.9% พุทธ 0.7% อิสลาม 0.9% ฮินดู 0.7% อื่น ๆ 4 % และไม่นับถือศาสนา 22.8% 


ภาษา             ภาษาประจำชาติ : ภาษาอังกฤษมีผู้ใช้ประมาณ 231.1 ล้านคน (78.2%) ภาษาสเปนประมาณ 37.4 ล้านคน (13.4%) ภาษาอื่นที่สำคัญ ได้แก่ ภาษาจีนประมาณ 2.8 ล้านคน ภาษาฝรั่งเศสประมาณ 2 ล้านคน ภาษาตากาล็อกประมาณ 1.6 ล้านคน ภาษาเวียดนามประมาณ 1.3 ล้านคน ภาษาเกาหลีประมาณ 1.1 ล้านคน และภาษาเยอรมันประมาณ 1.0 ล้านคน รัฐฮาวายใช้ภาษาฮาวายเป็นภาษาราชการ


การศึกษา        อัตราการรู้หนังสือ 99% งบประมาณด้านการศึกษา (ปีงบประมาณ 2562) เท่ากับ 59,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประชากรอายุ 25-29 ปี 92% จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา 36% จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า สหรัฐฯ กำหนดเป้าหมายจะเป็นผู้นำด้านการศึกษาของโลกในปี 2563 มียุทธศาสตร์มุ่งสร้างความแตกต่างของประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความสามารถที่จะส่งเสริมศักยภาพทางการแข่งขันและปรับปรุงนโยบายทางการศึกษา โดยจัดทำแผนการสร้างกลุ่มครูต้นแบบในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อพัฒนาบุคลากรรองรับสาขาอาชีพที่หลากหลาย


การก่อตั้งประเทศ       เดิมเป็นดินแดนของชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง ตกเป็นเมืองขึ้นของสเปนและฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคม และเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักรที่เข้ามาขยายอิทธิพลในทวีปอเมริกา ทำสงครามแย่งชิงอาณานิคมกับฝรั่งเศสและสเปนจนเกิดสงคราม 7 ปี (ระหว่างปี 2299-2306) ต่อมาได้แยกตัวออกจากการปกครองของสหราชอาณาจักร เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ระหว่างอาณานิคมกับสหราชอาณาจักร จนนำไปสู่การปฏิวัติและประกาศอิสรภาพจากสหราชอาณาจักร โดยนายจอร์จ วอชิงตัน เป็นผู้บัญชาการสู้รบและประกาศอิสรภาพจากสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2319 ซึ่งต่อมานายจอร์จ วอชิงตันเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ เมื่อ 4 มี.. 2332


วันชาติ           4 .. (ประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อ 4 .. 2319) 


การเมือง         ระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐตั้งแต่ 4 มี.. 2332 และจากผลการเลือกตั้ง เมื่อ 8 .. 2559 ประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลคนปัจจุบัน คือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ สังกัดพรรครีพับลิกัน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ ม.. 2560


                    ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดีมาจากกระบวนการเลือกตั้งทางอ้อมจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) จำนวน 538 คน ซึ่งจัดขึ้นในวันอังคารหลังวันจันทร์แรกของ พ..ทุก 4 ปี โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง      4 ปี และจะดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 สมัย มีอำนาจในการร่างรัฐบัญญัติเสนอต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ยับยั้งรัฐบัญญัติ     ที่ผ่านการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ ออกคำสั่งผู้บริหาร (Executive Order) ทำหน้าที่ Commander-in-chief แต่งตั้งผู้พิพากษา ออท. และตำแหน่งต่าง ๆ ของฝ่ายบริหารตั้งแต่ระดับรองรัฐมนตรีขึ้นไป


                    ฝ่ายนิติบัญญัติ : รัฐสภาเป็นระบบ 2 สภา 1) วุฒิสภามีสมาชิก 100 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงรัฐละ 2 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี ทุก 2 ปี จะมีการเลือกตั้งสมาชิกจำนวน 1 ใน 3 วุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอขอแต่งตั้งรวมทั้ง ครม. และให้สัตยาบันสนธิสัญญา 2) สภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละรัฐ เช่น ประชากร 575,000 คน    ต่อ ส.. 1 คน ปัจจุบันมี ส.. 435 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 2 ปี มีอำนาจหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมายต่าง ๆ การกล่าวโทษเพื่อถอดถอนเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายบริหาร ตุลาการและวุฒิสภา


                    ฝ่ายตุลาการ : โครงสร้างศาลสหรัฐฯ เป็นระบบศาลคู่ คือ ศาลของรัฐบาลกลางและศาลของรัฐ ศาลของรัฐบาลกลางแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ศาลชั้นต้นหรือประจำเขต ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาหรือศาลสูงสุดแห่งสหรัฐฯ มีอำนาจที่จะล้มเลิกกฎหมายใด ๆ และการกระทำของฝ่ายบริหารที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลของรัฐบาลกลาง มีอำนาจเกี่ยวกับกฎหมายและสนธิสัญญาคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายทะเล คดีที่มีผลกระทบถึงเจ้าหน้าที่ทางการทูตของต่างประเทศในสหรัฐฯ ความขัดแย้งที่รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นคู่คดี และความขัดแย้งระหว่างรัฐหรือประชาชนของรัฐกับต่างประเทศหรือประชาชนของรัฐต่างประเทศ ศาลของรัฐจัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญและฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ เช่นเดียวกับศาลของรัฐบาลกลาง คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลสูงสุดของรัฐ แต่อำนาจหน้าที่ในการดำเนินงานจะเป็นเรื่องภายในแต่ละรัฐ


                    องค์กรอิสระ : คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับการทำงานของธนาคารด้านอสังหาริมทรัพย์ คณะกรรมการด้านการป้องกันแก้ไขข้อขัดแย้งแรงงาน และคณะกรรมาธิการควบคุมการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ เป็นต้น


                    พรรคการเมืองสำคัญ : ระบบหลายพรรค แต่มีพรรคใหญ่ 2 พรรค คือ พรรคเดโมแครตและ  พรรครีพับลิกัน ผลัดเปลี่ยนกันบริหารประเทศทั้งระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐ ส่วนพรรคการเมืองอื่นไม่มีบทบาททางการเมืองมากนัก


เศรษฐกิจ        ระบบเศรษฐกิจแบบเสรี โดยใช้กลไกตลาดรายได้ส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ 79.5% รองลงมา คือ ภาคอุตสาหกรรม 19.4% ส่วนภาคเกษตรกรรมมีเพียง 1.1% อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัย การปิโตรเลียม เหล็ก ยานยนต์ อวกาศ และการสื่อสาร รองลงมา คือ ภาคอุตสาหกรรม โทรคมนาคม เคมีภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์อาหาร สินค้าบริโภค ผลิตภัณฑ์ไม้ และเหมืองแร่ ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าวโพด ธัญพืชต่าง ๆ ผลไม้ ฝักฝ้าย ปศุสัตว์และเนื้อสัตว์ ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ ได้แก่ แร่ธาตุ เหล็ก ถ่านหิน ทองคำ น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ


                    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2562 ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2561 แม้ว่าสหรัฐฯ เผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจในประเทศ และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก สหรัฐฯ มีขนาด GDP เป็นอันดับ 1 ของโลก มีรายได้ประชาชาติต่อหัวสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก (เมื่อปี 2561) อัตราการว่างงานในปี 2562 ลดลงจากปี 2561 เหลือ 3.6% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% ในปี 2563 อัตราว่างงานลดลงจากนโยบายการสร้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานของประธานาธิบดีทรัมป์ การบังคับใช้รัฐบัญญัติ Tax Cuts and Jobs เมื่อ ธ.. 2560 เพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อเนื่องถึงปี 2563 อย่างไรก็ดี การใช้มาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้า เพื่อแก้ไขการเสียเปรียบดุลการค้ากับประเทศคู่ค้าเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การทำสงครามการค้า (Trade War) ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม รวมทั้งการบริโภคภายในสหรัฐฯ ที่ต้องพึ่งพาสินค้านำเข้า นอกจากนี้ สหรัฐฯ บรรลุการแก้ไขความตกลงการค้ากับต่างประเทศแบบทวิภาคี โดยให้ความสำคัญกับการรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นอันดับแรกตามนโยบาย America First อาทิ ข้อตกลงสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (United States-Mexico-Canada Agreement-USMCA) และข้อตกลงการค้าเบื้องต้นสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น (Japan–US Trade Agreement on Goods-TAGs) เป็นต้น อย่างไรก็ดี การทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ


                    สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ดอลลาร์สหรัฐ (USD)


                    อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท 30.16 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ม.ค.2563) 


ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ    


ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 21.43 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2562)


อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 3.1% (ปี 2561) คาดการณ์ 2.1% ในปี 2562


หนี้สาธารณะ : 22.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (..62)


ดุลงบประมาณ : ขาดดุล 4.0% ของ GDP (ปี 2561)


ดุลบัญชีเดินสะพัด : ขาดดุล 488,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2561)


รายได้ประชาชาติต่อหัว : 62,605 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2561)


อัตราการว่างงาน : 3.7% (ปี 2562)


อัตราเงินเฟ้อ : 2.4% (ปี 2561)


ดุลการค้าสินค้าและบริการระหว่างประเทศ : ขาดดุล 621,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2561)


มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ : 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2561)


สินค้าส่งออก : ชิ้นส่วนรถยนต์และรถยนต์โดยสาร อากาศยานพลเรือนและเครื่องยนต์ ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์โทรคมนาคม วัสดุพลาสติก เคมีภัณฑ์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ส่วนสินค้าเกษตรที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ถั่วเหลืองและเนื้อสัตว์


มูลค่าการนำเข้าสินค้าและบริการ : 3.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2561)


สินค้านำเข้า : รถยนต์โดยสาร น้ำมันดิบ ยารักษาโรค ชิ้นส่วนยานพาหนะ โทรศัพท์เคลื่อนที่ สินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือน อุปกรณ์โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน เครื่องจักรอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ส่วนสินค้าเกษตรที่นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ สินค้าประมงและผลไม้


คู่ค้าสำคัญ : จีน แคนาดา เม็กซิโก ญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อินเดีย ไต้หวัน และอิตาลี         


การทหาร        กองทัพสหรัฐฯ ประกอบด้วย ทบ. ทร. ทอ. หน่วยนาวิกโยธิน และหน่วยยามฝั่ง จัดกำลังในรูปแบบกองบัญชาการร่วมตามภารกิจและสภาพภูมิรัฐศาสตร์ 10 แห่ง และมีกองบัญชาการอวกาศ (Space Command) 1 แห่ง ประธานาธิบดีเป็น Commander-in-chief รมว.กห.เป็นผู้บัญชาการฝ่ายพลเรือนรองจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ : จำนวน 718,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปีงบประมาณ 2563) เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ประมาณ 3% แบ่งเป็น 1) งบประมาณ กห.สหรัฐฯ ประมาณ 545,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับปฏิบัติการ ซ่อมบำรุง ตอบแทนบุคลากร และจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นต้น 2) งบประมาณปฏิบัติการฉุกเฉินในต่างประเทศ (Overseas Contingency Operation-OCO) ประมาณ 194,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 3) งบประมาณฉุกเฉิน 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีนี้ สหรัฐฯ จัดสรรงบประมาณสูงขึ้น มีเป้าหมายสำคัญ คือ เพิ่มกำลังพลประมาณ 15,600 นาย เพิ่มรายได้และค่าตอบแทนพิเศษแก่ทหาร 2.6% (สูงสุดในรอบ 9 ปี) จัดซื้อ บ.ต่อต้านรุ่น F-35 จำนวน 77 เครื่อง (ประมาณ 7,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และต่อเรือรบจำนวน 13 ลำ (ประมาณ 24,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เป็นต้น


                    กำลังพลรวม 1,378,840 นาย : ทบ. 476,250 นาย ทร. 323,950 นาย ทอ. 322,800 นาย หน่วยนาวิกโยธิน 184,400 นาย หน่วยยามฝั่ง 41,000 นาย (เป็นพลเรือน 8,500 นาย) กำลังพลสำรอง 857,950 นาย


                    ยุทโธปกรณ์สำคัญ : ทบ. ได้แก่ รถถัง MBT M1A1/M1A2 Abrams 3,993 คัน ASLT M1128 Stryker MGS 134 คัน RECCE M3A2/A3 Bradley 1,745 คัน M1127 Stryker RV 545 คัน IFV M2A2/A3 Bradley 2,834 คัน และ M7A3/SA BFIST 334 คัน รถยานเกราะ APC 10,746 คัน และ AUV 9,016 คัน .ATK 603 เครื่อง SAR 244 เครื่อง TPT 2,807 เครื่อง และ TRG 86 เครื่อง บ.UAV 661 เครื่อง เรดาร์ภาคพื้นดินมากกว่า 209 เครื่อง เครื่องยิงขีปนาวุธจากพื้นสู่พื้น 168 เครื่อง ระบบต่อต้านขีปนาวุธ THAAD 42 เครื่อง ปืนใหญ่ SP 947 กระบอก TOWED 1,339 กระบอก MRL 600 กระบอก และ MOR 2,507 กระบอก


                    ทอ. ได้แก่ เครื่องยิงขีปนาวุธจากพื้นสู่พื้น เช่น ขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์รุ่น LGM-30G Minuteman III 400 ลูก บ.รบ 1,478 เครื่อง ฮ.CSAR 75 เครื่อง TPT 62 เครื่อง บ.UAV 350 เครื่อง


                    ทร. ได้แก่ เรือดำน้ำ 68 ลำ แบ่งเป็นเรือดำน้ำยุทธศาสตร์ชั้น Ohio 14 ลำ ติดตั้งขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์รุ่น UGM-133A Trident D-5/D-5LE 24 ลูก และเรือดำน้ำยุทธวิธี 54 ลำ Principal Surface Combatants 107 ลำ เช่น เรือบรรทุก บ.ประจำการทั่วโลก 11 ลำ เรือลาดตระเวน 23 ลำ เรือพิฆาต 64 ลำ เรือฟริเกต 9 ลำ เรือตรวจการณ์ 57 ลำ เรือต่อต้านทุ่นระเบิด 11 ลำ


                    หน่วยนาวิกโยธิน ได้แก่ รถถัง MBT M1A1 Abrams 447 คัน IFV LAV-25 502 คัน APC 207 คัน ปืนใหญ่ 1,501 กระบอก ระบบเรดาร์ภาคพื้นดิน 23 เครื่อง บ.UAV 160 เครื่อง บ.รบ 455 เครื่อง ฮ.ATK 153 เครื่อง SAR 4 เครื่อง TPT 280 เครื่อง


                    หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้แก่ เรือตรวจการณ์ 158 ลำ เรือส่งกำลังบำรุง 79 ลำ บ.SAR 20 เครื่อง                        .SAR 154 เครื่อง


                    สหรัฐฯ มี ดาวเทียม 134 ดวง แบ่งเป็น ดาวเทียมสื่อสาร 42 ดวง ดาวเทียมนำทาง 31 ดวง ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา 6 ดวง ดาวเทียมข่าวกรองทางสัญญาณ/ข่าวกรองทางอิเล็กทรอนิกส์ 27 ดวง ดาวเทียมเฝ้าระวังทางอวกาศ 6 ดวง และดาวเทียม เตือนภัย 7 ดวง  


ปัญหาด้านความมั่นคง  สหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ให้ความสำคัญกับภัยคุกคามจากคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้แก่ จีนและรัสเซีย ซึ่งมีความเคลื่อนไหวที่มุ่งเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกและท้าทายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงประจำปี 2560 ยุทธศาสตร์ด้านการทหารประจำปี 2561 และการทบทวนยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ประจำปี 2561 ของสหรัฐฯ ที่มุ่งสกัดกั้นอิทธิพลของจีนและรัสเซียเป็นอันดับแรก รองลงมา ได้แก่ ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ อิหร่าน และการก่อการร้าย (ทั้งกลุ่ม homegrown และกลุ่มก่อการร้ายสากล) รวมทั้งเชื่อมโยงการก่อการร้ายกับอาชญากรรมข้ามชาติ และการสะสมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับภัยคุกคามทางชีวภาพและภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั้งที่กระทำโดยรัฐและกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ โดยมีการออกยุทธศาสตร์การป้องกันทางชีวภาพประจำปี 2561 และยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ประจำปี 2561 รวมถึงให้ความสำคัญกับปัญหาการต่อต้านข่าวกรอง ภัยคุกคามด้านอวกาศ กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด การอพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายภัยธรรมชาติ และความมั่นคงของมนุษย์ สำหรับมาตุภูมิ สหรัฐฯ เผชิญความท้าทายเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติจากผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย และการควบคุมอาวุธปืนและการป้องกันเหตุกราดยิงในพื้นที่สาธารณะ และปัญหา fake news  


สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ  สหรัฐฯ เป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ APEC, ADB, ARF, AfDB, Australia Group, BIS, BSEC, CBSS, CD, CERN, CICA, CP, EAPC, EBRD, FAO, FATF, G-20, G-5, G-7, G-8, G-10, IADB, IAEA, IBRD, ICAO, ICC, ICCt, ICRM, IDA, IEA, IFAD, IFC, IFRCS, IHO, ILA, IMF, IMO, IMSO, Interpol, IOC, IOOM, ISO, ITSO, ITU, ITUC, MIGA, MINUSTAH, NAFTA, NATO, NEA, NSG, OAS, OECD, OPCW, OSCE, Paris Club, PCA, PIF, SAARC, SECI, SPC, UN, UNSC, UNCTAD, UNHCR, UNITAR, UNMIL, UNRWA, UNTSO, UPU, WCO, WFTU, WHO, WIPO, WMO, WTO และ ZC


วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สหรัฐฯ มุ่งรักษาความเป็นผู้นำโลกทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเพิ่มพูนศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาในสาขาทางการแพทย์ พลังงาน เทคโนโลยีอวกาศ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เพื่อกระตุ้นการลงทุนใหม่และสร้างงานที่ดี รวมทั้งรักษาฐานการผลิตและการลงทุนให้อยู่ในสหรัฐฯ โครงการวิจัยและพัฒนาที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ การวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ พลังงานสะอาด นวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันและก๊าซจากหินดินดาน (Shale oil/gas) ทำให้มีศักยภาพเป็นผู้ผลิตน้ำมันได้มากอันดับ 1 ของโลก และประสบความสำเร็จในการลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ


การขนส่งและโทรคมนาคม  สหรัฐฯ มีท่าอากาศยานมากที่สุดในโลกรวม 19,536 แห่ง (ปี 2559) เส้นทางรถไฟ 224,792 กม. ยาวที่สุดในโลก ถนน 6,506,204 กม. และเส้นทางคมนาคมทางน้ำรวมระยะทาง 41,009 กม. โดยเป็นเส้นทางพาณิชย์ 19,312 กม. ท่าเรือสำคัญคือ Baton Rouge, Corpus Christi, Houston, และ Long Beach การโทรคมนาคม : โทรศัพท์พื้นฐานให้บริการประมาณ 327.57 ล้านเลขหมาย (ปี 2557) โทรศัพท์เคลื่อนที่ 302.5 ล้านเลขหมาย ระบบเครือข่าย GSM และ CDMA ผู้ให้บริการสำคัญคือ Verizon Wireless, AT&T, Sprint, T-Mobile, และ Tracfone รหัสโทรศัพท์ -1 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 286.9 ล้านคน (ปี 2560) รหัสอินเทอร์เน็ต .us เว็บไซต์การท่องเที่ยว : http://www.usa.gov    


การเดินทาง  บริษัทการบินไทยยกเลิกเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-ลอสแองเจลิส ซึ่งมีระยะเวลาการบินประมาณ 16 ชม. และจนถึงปัจจุบัน (..2562) ยังไม่มีการเปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ-สหรัฐฯ ขณะที่สายการบินสหรัฐฯ ที่มีเที่ยวบินมาไทย ได้แก่ ยูไนเต็ดแอร์ไลน์และเดลตาแอร์ไลน์ (แวะเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่น) เวลาที่สหรัฐฯ แตกต่างกันไปตามภาคต่าง ๆ ของสหรัฐฯ เช่น ฝั่งตะวันออกช้ากว่าไทย 12 ชม. ฝั่งตะวันตกช้ากว่าไทย 15 ชม.


สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม


                    การดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ที่มุ่งรักษาผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรกตามนโยบาย America First โดยมุ่งลดภาระด้านค่าใช้จ่ายของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ ลดจำนวนทหารอเมริกันในการทำสงครามในต่างประเทศ และลดการเสียดุลการค้ากับคู่ค้าสหรัฐฯ ประกอบกับการกำหนดนโยบายต่างประเทศแข็งกร้าวกับจีน รัสเซีย และอิหร่าน รวมทั้งการกดดันเกาหลีเหนือให้ปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ ทำให้ประชาคมระหว่างประเทศควรให้ความสำคัญและติดตาม เนื่องจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะทำให้สถานการณ์ในต่างประเทศเผชิญความตึงเครียดมากขึ้น


                   สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะลดภาระความรับผิดชอบในความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หากไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เช่น การลดบทบาทด้านการทหารในซีเรีย และการทยอยถอนทหารออกจากอัฟกานิสาน เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ด้านก่อการร้ายรุนแรงขึ้นในพื้นที่ขัดแย้ง อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรในแต่ละภูมิภาค และมีแนวโน้มจะกระตุ้นให้มีส่วนร่วมในการรักษาบรรยากาศด้านความมั่นคงในแต่ละภูมิภาคมากขึ้น เพื่อลดภาระของสหรัฐฯ


                    สถานการณ์การเมืองภายในของสหรัฐฯ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ครอบครัว และบุคคลใกล้ชิดที่ดำเนินนโยบายตามความต้องการของประธานาธิบดีทรัมป์ ผูกขาดในการดำเนินนโยบาย มีผลประโยชน์ทับซ้อน รวมทั้งมีประเด็นอื้อฉาวจากกรณีใช้อำนาจโดยมิชอบสั่งการให้รัฐบาลยูเครนตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของบุตรชายนายโจเซฟ ไบเด็น คู่แข่งทางการเมือง จนนำไปสู่การยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดี (Impeachment) โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ เผชิญความท้าทายในการเพิ่มความนิยมทางการเมือง นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวมปรับตัวดีขึ้น และการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มการจ้างงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การดึงดูดการลงทุนกลับประเทศ และการฟื้นฟูอุตสาหกรรม


                    การดำเนินนโยบาย America First ทำให้นโยบายด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เน้นปกป้องทางการค้า เพื่อลดการเสียเปรียบดุลการค้าให้มากที่สุด ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์จะเร่งทำผลงานก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปี ๒๕๖๓ ทำให้สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะขัดแย้งทางการค้ากับประเทศคู่ค้ามากขึ้น โดยเฉพาะกับจีน ซึ่งต้องติดตามการทำสงครามการค้าและการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อลดผลกระทบจากการทำสงครามการค้าระหว่างกัน แม้จะมีการยุติการขึ้นอัตราภาษีระหว่างกันชั่วคราว และอาจลงนามในข้อตกลงระยะแรก (phase one) ในปี 2562 นอกจากนี้ ควรติตดามการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป ที่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเช่นกัน


                    ประธานาธิบดีทรัมป์ กำหนดยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก เพื่อรักษาอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย โดยมุ่งทำให้อินโด-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีเสรีและเปิดกว้างทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ เป้าหมายหลักยังคงเป็นการสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของจีนที่เป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และการรักษาเครือข่ายพันธมิตรและหุ้นส่วนหลักด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทของญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย ในกรอบความร่วมมือ 4 ฝ่าย (สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย) รวมทั้งกระชับความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย และเวียดนาม นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการปฏิบัติการค้ำประกันเสรีภาพในการเดินเรือ การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล การส่งเสริมการลงทุนของชาวอเมริกันในอินโด-แปซิฟิก การให้ความช่วยเหลือด้านการทหาร และการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์หลังเกิดภัยพิบัติ ประเด็นท้าทายในเอเชียที่ดึงดูดความสนใจของสหรัฐฯ ได้แก่ ความคืบหน้าในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ การขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็วของจีนภายใต้ความริเริ่ม Belt and Road Initiative (BRI) โดยเฉพาะในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมทั้งการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ ความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาคและกลุ่มก่อการร้ายสากล และการผลักดันอาเซียนให้เป็นกลไกในการกดดันจีน


ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ


                    ความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐฯ กลับมาใกล้ชิด หลังจากไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดย         ความร่วมมือด้านความมั่นคงราบรื่นกว่าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ ต้องการลดการเสียเปรียบดุลการค้ากับไทย โดยพยายามกดดันให้ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่ม การเดินหน้าสานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคงและด้านการค้าจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศไปในเชิงบวกมากขึ้น รวมทั้งมีความคืบหน้าในความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับอาเซียน นอกจากนี้ พล.. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม. ยังเยือนสหรัฐฯ เมื่อ ก.. 2562 และได้พบกับประธานาธิบดีทรัมป์


                    ประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน ได้แก่ การเมืองภายในสหรัฐฯ ที่เข้มข้นขึ้นในปี 2563 ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเอเชีย รวมทั้งไทย ประเด็นเศรษฐกิจและการค้า การที่นโยบาย America First ให้ความสำคัญอันดับแรกต่อชาวอเมริกัน อาจทำให้แรงกดดันที่สหรัฐฯ ต้องการลดการเสียเปรียบดุลการค้าของไทยยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยอาจต้องการให้ไทยเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น ควบคู่ไปกับการเข้มงวดการนำเข้าสินค้าจากไทย การระงับสิทธิพิเศษทางศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preference-GSP) ให้สินค้าไทย และลดอุปสรรคที่ขัดขวางการค้าและการลงทุนของสหรัฐฯ ในไทย เช่น เข้มงวดกับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และเปิดเสรีภาคบริการ


                    ประเด็นด้านความมั่นคง การดำเนินนโยบายต่อภูมิภาคเอเชียที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการกับภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ทำให้สหรัฐฯ จะคงขอความร่วมมือจากไทยในเรื่องนี้มากขึ้นไปกว่ามาตรการของ UNSC นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อจีนยังเป็นทั้งความร่วมมือและการแข่งขันควบคู่กัน แต่การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินนโยบายกดดันจีนมากขึ้นทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ การเมือง และสิทธิมนุษยชนก็อาจส่งผลกระทบต่อไทยทางอ้อมได้ เช่น การที่ไทยใกล้ชิดกับจีนมากเกินไปทั้งการซื้ออาวุธจากจีนและมีการซ้อมรบระหว่างกัน การที่สหรัฐฯ ต้องการลดการเสียเปรียบดุลการค้ากับจีน (สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนมากเป็นอันดับ 1 อาจส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยที่ส่งออกไปจีน เพื่อนำไปผลิตเพื่อการส่งออก) การกดดันไทยไม่ให้ร่วมมือในการส่งตัวชาวมุสลิมอุยกูร์กลับไปให้จีน


                    สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกและนำเข้าอันดับที่ 2 ของไทยเป็นมูลค่า 30,475 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 24 เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 26 และนำเข้าอันดับที่ 16 ของสหรัฐฯ ปริมาณการค้าในห้วง ม..-.. 2562 ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 21,9855 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 8,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ 13,235 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ น้ำมันดิบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ เครื่องมือแพทย์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ


                    การค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มีประเด็นที่น่าห่วงกังวล คือ การกีดกันไทยด้านการค้าและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยใช้ค่านิยมการปกป้องสิทธิมนุษยชนในเรื่องการค้ามนุษย์ สิทธิแรงงาน การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การใช้แรงงานเด็ก สตรี และการบังคับใช้แรงงานตามมาตรฐานของสหรัฐฯ ในลักษณะที่เชื่อมโยงกับการพิจารณาให้สิทธิพิเศษทางการค้าของไทย เช่น การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preference-GSP) รวมทั้งนำประเด็นการค้ามนุษย์กดดันผลประโยชน์ด้านการค้าและเศรษฐกิจของไทยซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและภาพลักษณ์สินค้าของไทยในสายตาผู้บริโภคทั่วโลก ขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นส่งออกสินค้าแข่งขันกับไทยได้มากขึ้น โดยสินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ สินค้าประมง       


                    ข้อตกลงสำคัญ : หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี (ลงนามเมื่อ 20 มี.. 2376) หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีการค้าและพิกัด (29 .. 2399) สนธิสัญญาทางไมตรีพาณิชย์และการเดินเรือ (13 .. 2480) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและทางเทคนิค (19 .. 2493) สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยและสหรัฐฯ (29 .. 2509) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดให้โทษ (28 .. 2514) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (2 มิ.. 2520) ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ (7 .. 2522) สนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา (29 .. 2525) สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (14 .. 2526) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (13 เม.. 2527) สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา (19 มี.. 2529) ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ (8 .. 2539) อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงภาษีในส่วนที่เกี่ยวกับเงินได้ (29 .. 2539) ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย (30 .. 2541) ) กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (14 .. 2544) ข้อตกลงกรอบการค้าและการลงทุน (23 .. 2545) บันทึกความตั้งใจตามโครงการติดตั้งศูนย์ข้อมูลบุคคล (11 มี.. 2547) และความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการ (6 .. 2556)


                        ความตกลงการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องเทศบาลนครเชียงใหม่-เมืองซาน ราฟาเอล รัฐแคลิฟอร์เนีย (13 มี.. 2533) ปฏิญญาแห่งมิตรภาพเทศบาลนครอุดรธานี-เมืองรีโน รัฐเนวาดา (18 .. 2535) ประกาศสัมพันธภาพเทศบาลตำบลแหลมฉบัง-เมืองคาร์สันซิตี้ รัฐเนวาดา (26 .. 2536) ความตกลงการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องเทศบาลเมืองภูเก็ต-เทศบาลนครลาสเวกัส (10 .. 2540) การสถาปนาความสัมพันธ์เทศบาลเมืองลำพูน-เทศบาลเมืองโอรินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย (14 .. 2541


-----------------------------------------------


 

 
 
 
 

ผู้นำสหรัฐอเมริกา

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Jan. 5, 2020, 1:13 p.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำสหรัฐอเมริกา
 


นายโดนัลด์ จอห์น ทรัมป์


Donald John Trump


ตำแหน่ง                 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 สังกัดพรรครีพับลิกัน


เกิด                       14 มิ.. 2489 (อายุ 74 ปี/ปี 2563) ที่นิวยอร์ก ปัจจุบันอาศัยที่ทรัมป์ทาวเวอร์  แมนแฮตตัน นิวยอร์ก


บิดามารดา              เป็นบุตรชายของนาย Fred Trump นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเจ้าของบริษัท Elizabeth Trump & Son และนาง Mary Anne MacLeod 


ครอบครัว               เคยมีภริยา 3 คน ภริยาคนแรกชื่อ Ivana Trump ภริยาคนที่ 2 คือ Marla Maples และภริยาคนปัจจุบันคือ นาง Melania Trump อดีตนางแบบชาวสโลวีเนีย ซึ่งได้รับสัญชาติอเมริกันเมื่อปี 2549 สมรสเมื่อ 22 .. 2548 มีบุตร 5 คน เกิดจากภริยาในอดีต ได้แก่ Donald Trump Jr. (อายุ 43 ปี/ปี 2563) Ivanka Trump (อายุ 39 ปี/ปี 2563) Eric Trump (อายุ 36 ปี/ปี 2563) Tiffany Trump (อายุ 24 ปี/ปี 2563) และบุตรที่เกิดจากภริยาคนปัจจุบัน คือ Barron Trump (อายุ 14 ปี/ปี 2563) 


ศาสนา                   ศาสนาคริสต์ นิกาย Presbyterian


การศึกษา


ปี 2514                  วอร์ตันสคูลแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย


ไม่ระบุปี                 มหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม 


ประวัติการทำงาน


                           -   ช่วยกิจการบริษัท Elizabeth Trump & Son ของบิดาระหว่างยังศึกษาในระดับอุดมศึกษา และต่อมาเข้าบริหารกิจการต่อจากบิดา และเปลี่ยนชื่อเป็น The Trump Organization โดยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และได้ขยายเครือข่ายกิจการโดยทำธุรกิจสนามกอล์ฟ คาสิโน และโรงแรม รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ  


                           -   เป็นผู้ดำเนินรายการเรียลลิตี้โชว์ The Apprentice ทางสถานีโทรทัศน์ NBC ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2547-2558


ประวัติทางการเมือง


                            เคยเป็นสมาชิกสังกัดพรรคการเมืองต่างๆ ดังนี้


                            -   ปี 2530-2542 พรรครีพับลิกัน            


                            -   ปี 2544-2552 พรรคเดโมแครต


                            -   ปี 2552-2554 พรรครีพับลิกัน


                            -   ปี 2554-2555 นักการเมืองอิสระ


                            -   ปี 2555 พรรครีพับลิกัน


                            -   16 มิ.. 2558 ประกาศสมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันเพื่อลงสมัครเลือกตั้ง                       เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ


                            -   9 .. 2559 ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 


ประเด็นสำคัญอื่น ๆ   


                            -   นโยบายทางการเมือง “Make America Great Again” ต่อต้านการทำแท้งต่อต้านผู้อพยพและลักลอบเข้าเมือง คัดค้านการให้สัญชาติอเมริกันแก่เด็กแรกเกิด และการคุ้มครองสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ แก่ผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ต่อต้านการค้าเสรี โดยเห็นว่าการทำข้อตกลงการค้าเสรีใด ๆ จะต้องส่งเสริมการสร้างงานแก่ชาวอเมริกันเป็นสำคัญ จะเพิ่มภาษีธุรกิจสหรัฐฯ ในต่างประเทศเพราะไม่ช่วยจ้างงานในประเทศ สนับสนุนการเพิ่มงบประมาณทางทหารของกองทัพสหรัฐฯ แต่เห็นว่าสหรัฐฯ ควรลดงบประมาณที่ให้แก่เนโต คัดค้านการแทรกแซงทางทหารสนับสนุนการปราบปรามการก่อการร้ายกลุ่ม IS


                            -   ขัดแย้งกับบุคคลในพรรครีพับลิกันและถูกวิจารณ์จากสื่อมวลชนบ่อยครั้งเนื่องจากมักแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างรุนแรงและใช้ถ้อยคำที่หวือหวา มักแสดงทัศนะทางการเมืองในประเด็นที่เป็นไปได้ยากเพื่อกระตุ้นความสนใจจากสื่อและชาวอเมริกัน เช่น การประกาศนโยบายจะขับผู้อพยพ 1 ล้านคนออกจากสหรัฐฯ จะขยายแนวรั้วกั้นพรมแดนติดเม็กซิโก และใช้มาตรการแข็งกร้าวเพื่อจัดการกับผู้ลักลอบเข้าเมืองชาวเม็กซิโก


                            -   เคยแสดงทัศนะสนับสนุนให้อิสราเอลสร้างนิคมพักอาศัยในเขตเวสต์แบงก์ สนับสนุนการพัฒนาความสัมพันธ์กับอินเดียเพื่อให้ช่วยตรวจสอบปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่อันตรายที่สุดในโลก เพราะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งเป็นปัญหาที่ร้ายแรง


                            -   สื่อตะวันตกมักวิจารณ์ว่านายทรัมป์เป็นเพียงสีสันทางการเมือง ไม่สามารถเป็นผู้นำสหรัฐฯ ได้ และมักตั้งคำถามว่าหากนายทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี สหรัฐฯ จะดำเนินบทบาทไปในทิศทางใด


                            -   เคยแสดงความคิดเห็นว่าประธานาธิบดีบิล คลินตัน เป็นประธานาธิบดีที่ดีที่สุด และเคยบริจาคเงินให้แก่ Clintons’ Foundation ประมาณ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ


                            -   เคยประกาศล้มละลายทางธุรกิจ 4 ครั้ง เพื่อสะสางปัญหาหนี้สินทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในกิจการโรงแรม Taj Mahal ปี 2534, Trump Plaza Hotel ปี 2535 Trump Hotels and Casino Resorts ปี 2547 และ Trump Entertainment Resorts ปี 2552


                            -   นิตยสารฟอร์บส์ รายงานว่าปี 2558 มีสินทรัพย์ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


                            -   เป็นเจ้าของการประกวดนางงามมิสยูนิเวอร์ส มิสยูเอสเอ และมิสทีนยูเอสเอ 


------------------------------------------------ 


 

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี


คณะรัฐมนตรีสหรัฐฯ


(หมดวาระใน 20 .. 2564)


ประธานาธิบดี                                                      Donald J. Trump      


รองประธานาธิบดี                                                  Michael R. Pence 


รมว.กระทรวงการต่างประเทศ                                    Michael Pompeo


รมว.กระทรวงเกษตร                                              Sonny Perdue


รมว.กระทรวงศึกษาธิการ                                         Elisabeth Prince DeVos


รมว.กระทรวงพลังงาน                                             James Richard Perry


รมว.กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ                            Kirstjen Nielsen


รมว.กระทรวงการคลัง                                             Steven T. Mnuchin


รมว.กระทรวงสาธารณสุข                                         Alex Azar


รมว.กระทรวงกิจการภายใน                                      David Bernhardt


รมว.กระทรวงยุติธรรม                                             William Pelham Barr


รมว.กระทรวงแรงงาน                                             Alexander Acosta


รมว.กระทรวงกลาโหม                                             Mark Esper


รมว.กระทรวงพาณิชย์                                             Wilbur L. Ross, Jr.


รมว.กระทรวงคมนาคม                                            Elaine L. Chao


รมว.กระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมือง                   Benjamin S. Carson, Sr.


รมว.กระทรวงกิจการทหารผ่านศึก                               Robert Wilkie


------------------------------------------------


(ต.ค. 2562)