สาธารณรัฐประชาชนจีน

People’s Republic of China

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Jan. 7, 2020, 12:54 p.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Feb. 15, 2020, 11:53 a.m.
ธงจีน
 


เมืองหลวง       ปักกิ่ง


ที่ตั้ง              ทิศตะวันออกของทวีปเอเชีย บริเวณริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ ระหว่างเส้นละติจูด 4-53 องศาเหนือกับเส้นลองจิจูด 73-135 องศาตะวันออก พื้นที่ประมาณ 9,597,000 ตร.กม. (1 ใน 4 ของทวีปเอเชีย) ความกว้างจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกประมาณ 5,000 กม. จากทิศเหนือจรดทิศใต้ประมาณ 5,500 กม. มีพรมแดนยาว 22,117 กม.


อาณาเขต       


                    ทิศเหนือ                    ติดกับรัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน และมองโกเลีย


                    ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ   ติดกับเกาหลีเหนือ และทะเลเหลือง


                    ทิศตะวันออก               ติดกับทะเลจีนตะวันออก


                    ทิศตะวันออกเฉียงใต้      ติดกับทะเลจีนใต้


                    ทิศตะวันตก                ติดกับอัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดีย


                    ทิศตะวันตกเฉียงใต้        ติดกับอินเดีย เนปาล และภูฏาน


                    ทิศใต้                        ติดกับเมียนมา ลาว และเวียดนาม


ภูมิประเทศ      2 ใน 3 ของพื้นที่เป็นภูเขาและที่ราบสูง โดยแบ่งเป็นเขตภูเขา 33% ที่ราบสูง 26% ที่ราบลุ่ม 19% และเนินเขา 10% ลักษณะภูมิประเทศเหมือนขั้นบันได จากที่ราบชิงไห่-ทิเบต ทางตะวันตกความสูง 4,000 . ขึ้นไป ลาดลงทางด้านตะวันออกเป็นที่ราบสูงที่มีความสูง 1,000-2,000 . มีเทือกเขากั้น ก่อนลดลงเป็นพื้นที่ที่มีความสูงระหว่าง 500-1,000 . และกลายเป็นที่ราบด้านตะวันออกจนถึงชายฝั่งและไหล่ทวีป เทือกเขาสำคัญ ได้แก่ เทือกเขาหิมาลัย (พรมแดนระหว่างจีน อินเดีย และเนปาล) เทือกเขาคุนหลุน และเทือกเขาเทียนซาน มีแม่น้ำลำคลองมากกว่า 1,500 สาย ที่สำคัญคือแม่น้ำแยงซี (ยาวที่สุดในจีน) แม่น้ำหวงเหอ แม่น้ำเฮยหลงเจียง และแม่น้ำจูเจียง นอกจากนี้ จีนยังเป็นต้นน้ำของแม่น้ำโขง แม่น้ำแดง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำพรหมบุตร


ภูมิอากาศ        อยู่ในเขตอบอุ่นเหนือ มี 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ (..-เม..) ฤดูร้อน (..-..) ฤดูใบไม้ร่วง  (..-..) และฤดูหนาว (..-..) การที่จีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ทำให้ภูมิอากาศแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ภาคใต้อากาศแบบเขตร้อน ฝนตกตลอดปี ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออากาศเย็นในฤดูร้อนและหนาวจัดในฤดูหนาว ภาคตะวันออกอากาศอบอุ่นมีฝนตก และภาคตะวันออกเฉียงใต้ฝนตกมาก ขณะที่อิทธิพลของลมทำให้อุณหภูมิในแต่ละฤดูแตกต่างกันมาก ฤดูร้อนและฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่างกันถึง 30 องศาเซลเซียส


ประชากร        1,435,377,460 คน (ปี 2562) เป็นชาวฮั่น 91.5% จ้วง 1.3% และ หุย 0.8% แมนจู 0.8% อุยกูร์ 0.7 ทิเบต 0.5% และอื่น ๆ 4.4 %  อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-15 ปี) 18.3% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 72.04% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 10.8% ประชากรจีนมีอายุขัยเฉลี่ย 76.0 ปี (ปี 2562) ประชากรหญิง 48.1% ประชากรชาย 51.9% ทั้งนี้ เมื่อ 1 .. 2559 รัฐบาลอนุญาตให้ประชาชนมีลูกได้ 2 คน แทนนโยบายลูกคนเดียวที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2522 ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index-HDI) ของจีนเมื่อปี 2561 อยู่ในอันดับ 86 จาก 189 ประเทศ สำหรับเมืองที่มีประชากรหนาแน่น 5 อันดับแรก ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เทียนจิน กวางโจว และเซิ่นเจิ้น จีนมีชนชั้นกลางประมาณ 400 ล้านคน ประชากรวัยแรงงานประมาณ 900 ล้านคน


ศาสนา           จีนไม่มีศาสนาประจำชาติ แต่มีชาวจีนนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน 18.2% ศาสนาคริสต์ 5.1% ศาสนาอิสลาม 1.8%


ภาษา             จีนกลางเป็นภาษาราชการ และใช้อักษรโรมันสะกดเทียบภาษาจีนกลางที่เรียกว่า Pinyin ภาษาท้องถิ่นที่สำคัญ เช่น ภาษากวางตุ้ง แคะ ฮกเกี้ยน


การศึกษา        อัตราการรู้หนังสือ 98.17% (ปี 2559) โดยให้ความสำคัญกับการศึกษาจากนโยบายพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และการศึกษาซึ่งแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน                ขั้นอุดมศึกษา และการศึกษาผู้ใหญ่ กฎหมายกำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในระบบโรงเรียนอย่างน้อย 9 ปี ประชากรได้รับการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง 170 ล้านคน และระดับอุดมศึกษามากกว่า 8 คนต่อปี


การก่อตั้งประเทศ      มีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มานับพันปี แต่ในช่วงศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เกิดความวุ่นวายในประเทศ ความอดอยาก การพ่ายแพ้ทางทหาร และการยึดครองของต่างชาติ จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์จีน นำโดยประธานเหมา เจ๋อตุงสามารถรบชนะกองทัพของพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งนำโดยจอมพลเจียง ไคเช็คและสถาปนาการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ เมื่อ 1 .. 2492 ต่อมาเมื่อปี 2521 นายเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนรุ่นที่ 2 ซึ่งสืบทอดอำนาจต่อจากประธานเหมา เจ๋อตุง ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศ จนทำให้เศรษฐกิจจีนในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาเติบโตในเกณฑ์สูงและรวดเร็ว รวมทั้งส่งผลให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนจีนดีขึ้น


วันชาติ           1 ..  


การเมือง         พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้กำหนดนโยบายทุกด้าน รัฐบาลและสภาประชาชนแห่งชาติมีหน้าที่ทำตามมติและนโยบายที่พรรคกำหนดเท่านั้น โครงสร้างทางการเมืองที่สำคัญของจีน คือ 1) พรรคคอมมิวนิสต์จีน ประกอบด้วยสมัชชาพรรค คณะกรรมการกลาง คณะกรรมาธิการทหารกลาง คณะกรรมาธิการตรวจสอบวินัย คณะกรรมการกรมการเมือง คณะกรรมการประจำกรมการเมือง และเลขาธิการพรรค 2) สภาประชาชนแห่งชาติ เป็นองค์กรสูงสุดในการใช้อำนาจรัฐ มาจากการเลือกตั้งของสภาประชาชนระดับท้องถิ่นต่าง ๆ มีอำนาจทั้งด้านนิติบัญญัติและการเลือกประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรี  3) ประธานาธิบดี เป็นประมุขของประเทศ 4) คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรบริหารสูงสุดของประเทศ ซึ่งบริหารงานตามมติของสภาประชาชนแห่งชาติ 5) คณะกรรมาธิการทหารกลาง ทำหน้าที่กำหนดนโยบายระดับสูงของกองทัพจีน 6) สภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนจีน เป็นองค์กรแนวร่วมที่ประกอบด้วยผู้แทนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน พรรคประชาธิปไตยต่าง ๆ ผู้แทนชนกลุ่มน้อย ตลอดจนผู้รักชาติจากไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า และชาวจีนโพ้นทะเล และ 7) ศาลประชาชน เป็นองค์กรสูงสุดในการพิพากษาและควบคุมตรวจสอบงานพิพากษาของศาลระดับท้องถิ่น


เศรษฐกิจ        ขยายตัว 6.3% ในครึ่งแรกของปี 2562 โดยรัฐบาลจีนคาดว่าจะขยายตัว 6-6.5% ในปี 2562 ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 6.2% ในปี 2562 และ 6.1% ในปี 2563 จากสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและความขัดแย้งทางการค้าที่ตึงเครียดมากขึ้น ซึ่งจีนต้องพึ่งการบริโภคภายในประเทศเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น รวมทั้งมาตรการทางการเงินและภาษี ทั้งจากส่วนกลางและท้องถิ่น โดยการใช้จ่ายงบประมาณของจีนที่จะเพิ่มมากขึ้น ในภาคสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคม จะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศได้อีกรวมทั้งปรับปรุงคุณภาพ การบริการตามนโยบายปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะที่การส่งออกของจีนเติบโตเพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อ ส.ค. 2562 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561


                    ภาคการเกษตรคิดเป็น 7.9% ของ GDP ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวสาลี มันฝรั่ง ข้าวโพด ถั่วลิสง ชา ผลไม้ และปศุสัตว์


                    ภาคอุตสาหกรรมคิดเป็น 40.5% ของ GDP อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ การทำเหมืองแร่ การผลิตเครื่องจักร สิ่งทอ อุตสาหกรรมปิโตรเลียม ซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาวุธ ยานยนต์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง


                    ภาคบริการคิดเป็น 51.6% ของ GDP


                        ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ ได้แก่ ถ่านหิน สินแร่เหล็ก น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ปรอท ยูเรเนียม และพลังงานน้ำ


 


                 สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน :  หยวน (CNY)    


                 อัตราแลกเปลี่ยนต่อดอลลาร์สหรัฐ :  7.06 หยวน : 1 ดอลลาร์สหรัฐ


                 อัตราแลกเปลี่ยนต่อบาท :  1 หยวน : 4.27 บาท (ต.ค.2562)


 


                    ทั้งนี้ ธนาคารกลางของจีนประกาศเมื่อ 11 .. 2558 ให้กำหนดอัตราอ้างอิงในแต่ละวัน เพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างหยวนกับดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น-ลดลงไม่เกิน 2 จากอัตราแลกเปลี่ยน ณ เวลาตลาดปิดในวันก่อนหน้า ปัจจุบันเงินหยวนของจีนเข้าสู่ระบบการเงินโลกมากขึ้น หลังจากที่ธนาคารกลางของ หลายประเทศรับรองเงินหยวนของจีนเป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้อย่างเป็นทางการ (official clearing currency) และเพิ่มอัตราส่วนการถือครองเงินหยวนในทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้น


ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (ปี 2562)


ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 15.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ


อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ : 6.1%


ดุลบัญชีเดินสะพัด : 164,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


ดุลการค้า : เกินดุล 396,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 8,690 ดอลลาร์สหรัฐ


แรงงาน : 900 ล้านคน


อัตราการว่างงาน : 3.61%


อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย : 3%


มูลค่าการส่งออก : 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ


สินค้าส่งออกสำคัญ : เหล็ก คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรศัพท์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร ยานพาหนะ สิ่งทอ และแผงไฟฟ้า


คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : สหรัฐฯ 19% ฮ่องกง 12.1% ญี่ปุ่น 5.9% เกาหลีใต้ 4.4% เวียดนาม 3.4%


มูลค่าการนำเข้า : 1.82 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ


สินค้านำเข้าสำคัญ : เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุเชื้อเพลิง ทองแดง หม้อไอน้ำและชิ้นส่วนเครื่องจักร อุปกรณ์การแพทย์ แร่เหล็ก ยานยนต์ และถั่วเหลือง


คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : เกาหลีใต้ 14.9% สหรัฐฯ 9% ญี่ปุ่น 8.9% เยอรมนี 5.5% ออสเตรเลีย 4.1%


การทหาร        พรรคคอมมิวนิสต์จีนควบคุมกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army-PLA)      ผ่านคณะกรรมาธิการทหารกลาง ซึ่งมีเลขาธิการพรรคเป็นประธาน และผ่านกรมการเมืองของกองทัพมีกองกำลังประจำการขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 2,035,000 ล้านคน (.. 2562)


                    1)  ทบ. แบ่งเป็น 18 กรม กอง และหน่วยปฏิบัติการผสมที่แยกเป็นอิสระ โดยมีกำลังพล 975,000 นาย ขีปนาวุธข้ามทวีป 70 ลูก ยานเกราะ 3,860 คัน รถถัง 6,740 คัน ปืนใหญ่ 13,420 กระบอก


                    2)  ทร. มีกองเรือหลักประกอบด้วย กองเรือทะเลเหนือ กองเรือทะเลตะวันออก และกองเรือทะเลใต้ โดยมีกำลังพล 240,000 นาย เรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ เรือดำน้ำติดขีปนาวุปโจมตี 57 ลำ เรือสะเทินน้ำสะเทินบก 4 ลำ เรือฟริเกต/เรือพิฆาต 82 ลำ เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดตั้งขีปนาวุธ 40 ลำ


                    3)  ทอ. มีหน่วยบัญชาการกองทัพอากาศ ทั้ง 5 เขตยุทธศาสตร์ (Strategic Zone) มีกำลังพล 395,000 นาย มีเครื่องบินขับไล่ 1,700 เครื่อง เครื่องบินทิ้งระเบิด 162 เครื่อง เฮลิคอปเตอร์โจมตี 1,966 ลำ เฮลิคอปเตอร์ขนส่งขนาดใหญ่/กลาง 383 เครื่อง ยานบินไร้คนขับ 15 เครื่อง และดาวเทียม 77 ดวง


                    4)  กองกำลังขีปนาวุธ (Rocket Force) เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องการป้องปรามทางยุทธศาสตร์และพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ โดยประจำการอาวุธนำวิถีต่อสู้เรือพิสัยกลาง (Dongfeng-26) เมื่อ เม.. 2561


                    5)  กองกำลังสนับสนุนยุทธศาสตร์ (Strategic Support Force) มีภารกิจด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ อวกาศ โครงสร้างพื้นฐาน และอิเล็กทรอนิกส์ มีกำลังพลประมาณ 175,000 นาย


                    6)  กองกำลังตำรวจติดอาวุธ (Armed Police Force) มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ คุ้มครองบุคคลและสถานที่สำคัญ ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย และร่วมกับกองทัพในยามสงคราม ทั้งนี้ กองทัพจีนสั่งการให้กองกำลังรักษาชายฝั่ง (Coast Guard) ซึ่งรับผิดชอบกิจการทางทะเลและการบังคับใช้กฎหมายทางทะเลเป็นหน่วยงานภายใต้กองกำลังติดอาวุธตั้งแต่ ก.. 2561 เป็นต้นไป มีกำลังพล 660,000 นาย


                    7)  กองกำลังสำรอง (Reserve Force) มีหน้าที่จัดเตรียมและฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติภารกิจ ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนในภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัจจุบันกองทัพจีนมีกองกำลังสำรอง 510,000 นาย และมีแผนลดกองกำลังสำรองลง 300,000 นายเมื่อปี 2560 เพื่อเพิ่มกองกำลังใน ทร. ทอ. และกองกำลังขีปนาวุธ และปรับให้สอดคล้องกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นสงครามข้อมูลข่าวสารและการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่


                    จีนจัดตั้งฐานส่งกำลังบำรุงที่จิบูติ ประกอบกับการสร้างท่าเรือและลานจอดเฮลิคอปเตอร์มีทหารเรือประจำการประมาณ 26,000 นาย (2561) และวางแผนขยายเป็น 100,000 นาย โดยมีภารกิจสำคัญคือ การสนับสนุนการต่อต้านโจรสลัด การสร้างสันติภาพ การอพยพพลเรือน การปกป้องเส้นทางขนส่งทางทะเลการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินและการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม นอกจากนี้ จีนยังส่งกองกำลังในปฏิบัติการรักษาสันติภาพในกรอบของสหประชาชาติประมาณ 2,500 นาย ในพื้นที่สู้รบในประเทศมาลีและซูดานใต้


                    งบประมาณทางทหารของจีนปี 2562 จำนวน 177,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับลดลง 7.5% จากปี 2561 คิดเป็น 5.26% ของรายจ่ายของรัฐบาลทั้งหมด และคิดเป็น 1.28% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ


                    นโยบายทางทหารของจีนมุ่งเน้นการป้องกันประเทศเชิงรุกควบคู่กับหลักการพัฒนาอย่างสันติ รวมทั้งมุ่งเน้น 1) การพัฒนาทางทหารอย่างสันติ และการสร้างแสนยานุภาพทางทหาร มีเป้าหมายเพื่อป้องกันตนเอง 2) สร้างกลไกความมั่นคงร่วมกันกับนานาประเทศ และกลไกความเชื่อมั่นทางทหารที่มีความยุติธรรม และมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ทั่วโลก 3) สนับสนุนและเข้าร่วมการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ และส่งเสริมความร่วมมือกับกองทัพต่างชาติ ทั้งนี้ จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีด้านการทหาร และจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายกำลังและการป้องกันชายฝั่งตะวันออกถึงแนวเขตทะเลลึก (Blue Water Navy Capability)


                    ยุทธศาสตร์การป้องกันเชิงรุกในสถานการณ์ใหม่ จีนให้ความสำคัญกับการเอาชนะสงครามข่าวสาร การจัดการกับปัญหาทางทะเล การควบคุมภาวะวิกฤติและการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนและความมั่นคง นอกจากนั้น จีนให้ความสำคัญกับภารกิจในอวกาศและไซเบอร์มากขึ้น โดยจีนสนับสนุนการใช้ประโยชน์ในอวกาศอย่างสันติ คัดค้านการแข่งขันสะสมอาวุธ และขยายความร่วมมือด้านอวกาศกับต่างประเทศ ส่วนด้านไซเบอร์ จีนมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถการป้องกันสงครามอิเล็กทรอนิกส์และ                  กองกำลังไซเบอร์ การป้องกันทางไซเบอร์ การส่งเสริมความร่วมมือทางด้านไซเบอร์ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อป้องกันวิกฤติการณ์ทางไซเบอร์ ทั้งนี้ จีนกำลังพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม ด้วยการสร้างสถาบันวิจัยด้านควอนตัมที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อประยุกต์ใช้กับกองทัพจีน โดยเฉพาะการถอดรหัสลับและการสำรวจใต้ทะเลลึกของเรือดำน้ำ


                    จีนเร่งสร้างกองทัพจีนยุคใหม่ให้ทันสมัยภายในปี 2578 และยกระดับกองทัพจีนให้อยู่ในระดับ                   ชั้นนำของโลกภายในกลางศตวรรษที่ 21 (ปี 2583-2593) โดยมุ่งใช้มาตรการหลัก 2 ประการ ได้แก่ 1) การพัฒนาบุคลากรและการพัฒนายุทโธปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และ 2) การพัฒนายุทโธปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม โดยให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนาในกองทัพมากขึ้น ที่สำคัญ คือ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทหารของจีน (Chinese Academy of Military Science) ซึ่งให้ความสำคัญด้านการพัฒนาและวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีควอนตัม ปัจจุบันจีนประสบผลสำเร็จในการพัฒนาอาวุธใหม่โดยใช้เทคโนโลยีเรดาร์ไมโครเวฟ  หรือโครงการ Microwave Active Denial System ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานของตำรวจ และหน่วยยามชายฝั่งในภารกิจต่อต้านการก่อการร้าย การคุ้มครองบุคคลสำคัญ การรักษาความปลอดภัยทางทะเลและพรมแดนทางบก ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวได้รับการทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพสูง และไม่ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บในระยะยาว 


ปัญหาด้านความมั่นคง


                    ปัญหาด้านความมั่นคงหลักของจีน คือ ภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม แบ่งเป็นภัยคุกคามภายในประเทศ ได้แก่ 1) ความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนจากจีน ทั้งฮ่องกง ทิเบต ไต้หวัน และเขตปกครองตนเองซินเจียงที่ชาวอุยกูร์บางส่วนเดินทางไปตะวันออกกลาง ซึ่งอาจได้รับความคิดนิยมความรุนแรงและกลับมาก่อเหตุในจีน 2) กลุ่มลัทธิฝ่าหลุนกงซึ่งจีนถือเป็นลัทธิผิดกฎหมาย 3) ปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติและโรคระบาด อาทิ อหิวาต์แอฟริกาในสุกร สำหรับภัยคุกคามจากภายนอก 4) การละเมิดน่านน้ำและน่านฟ้าของจีน และ 5) การสกัดกั้นการปิดล้อมจีนของสหรัฐฯ 6) การขยายบทบาททางทหารของญี่ปุ่น 7) ปัญหาคาบสมุทรเกาหลี และ 8) สถานการณ์วุ่นวายในตะวันออกกลาง รวมทั้งความไม่สงบในอัฟกานิสถาน นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการปกป้องผลประโยชน์ของจีนในต่างประเทศ ซึ่งอาจได้รับความเสี่ยงจากกลุ่มก่อการร้าย โจรสลัด และความไม่สงบในภูมิภาค


สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ  เป็นสมาชิกและผู้สังเกตการณ์ในองค์การระหว่างประเทศ อาทิ ADB, APEC, APT, ARF, ASEAN (ประเทศคู่เจรจา), BIS, CDB, CICA, EAS, FAO, FATF, G-20, G-77, IAEA, IBRD, ICAO, ICC, ICRM, IDA, IFAD, IFC, IFRCS, IHO, ILO, IMF, IMO, IMSO, Interpol, IOC, IPU, ISO, ITSO, ITU, LAIA (observer), MIGA, MINURSO, MONUC, NSG, OPCW, PCA, SCO, UN, UN Security Council, UNAMID, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, UNIDO, UNIFIL, UNITAR, UNMIL, UNMIS, UNMIT, UNOCI, UNTSO, UNWTO, UPU, WCO, WFTU, WHO, WIPO, WMO, WTO, ZC และเป็นผู้สังเกตการณ์ G-24, IOM, LAIA, OAS, SICA, NAM, SAARC


วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  จีนมีแผนส่งเสริมยุทธศาสตร์ Made in China 2025 เป็นแผนระยะ 10 ปี เพื่อยกระดับการผลิตที่เน้นแรงงานและเครื่องจักรเพื่อให้ปริมาณตามที่ต้องไปสู่การผลิตที่เน้นคุณภาพด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคการผลิตของจีนให้มีมาตรฐานในระดับชั้นนำของโลก โดยพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง 10 ประเภท ดังนี้ 1) อุตสาหกรรมสารสนเทศ 2) Numerical Control Robot และหุ่นยนต์ 3) อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนทางอวกาศ 4) อุตสาหกรรมการต่อเรือขั้นสูง 5) อุตสาหกรรมการผลิตรถไฟ 6) อุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ 7) อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์พลังงานใหม่ 8) อุปกรณ์การผลิตวัตถุดิบใหม่ (new materials) 9) อุตสาหกรรมยาชีวภาพและอุปกรณ์การผลิต และ 10) อุตสาหกรรมเครื่องมือทางการเกษตรที่ทันสมัย  นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ระยะ 5 ปีภายในปี 2563 โดยตั้งเป้าผลิตหุ่นยนต์อย่างน้อย 100,000 ตัว/ปี เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ และแข่งขันกับประเทศชั้นนำด้านเทคโนโลยี เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐฯ ทั้งนี้ ปัจจุบันจีนผลิตหุ่นยนต์มากที่สุดในโลกมูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


                    จีนส่งเสริมการวิจัยและประยุกต์ใช้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ โดยมีเป้าหมายจะเป็นมหาอำนาจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำของโลกภายในปี 2592 และมีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระยะ 5 ปี (ปี 2559-2563) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวให้มีศักยภาพในการแข่งขันและอำนวยประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมขีดความสามารถทางนวัตกรรมให้อยู่ในระดับชั้นนำ 15 อันแรกของโลก


                    จีนประกาศใช้มาตรการภาษีส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี โดยจะลดอัตราภาษีให้แก่บริษัทผู้ผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ IT ซึ่งรวมถึงบริษัทหัวเว่ย  โดยบริษัทจีนที่ผลิตชิ้นส่วน/อุปกรณ์ดังกล่าว จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ใน 2 ปีแรกหากบริษัทนั้นมีผลกำไรก่อนสิ้นปี 2561 และจ่ายภาษีในปีที่ 3-5 ด้วยอัตราที่ลดลงจาก 25% เป็น 12.5% ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาและวิจัยของอุตสาหกรรม IT และรองรับผลกระทบจากกรณีรัฐบาลสหรัฐฯ ห้ามผู้ประกอบการถ่ายโอนเทคโนโลยีโทรคมนาคมให้แก่บริษัทต่างชาติที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง ทั้งนี้ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์พกพาที่ผลิตในจีนส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการนำเข้าแผงวงจรและชิปจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไต้หวัน


                    จีนพัฒนาโครงการด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยการจัดตั้งศูนย์วิจัยซึ่งทำงานภายใต้การดูแลของสถาบันวิจัยแห่งชาติระดับสูง และศูนย์วิจัยในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ควบคู่กับการพัฒนาเชิง  กลยุทธ์ในภาคอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่มีความสำคัญต่อประเทศ รวมถึงปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานและการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยรัฐบาลให้ความช่วยเหลือทางการเงินในระยะยาว กับทั้งดำเนินการปฏิรูประบบการบริหารจัดการและการพัฒนาบุคลากรในสายงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อกำหนดระบบการทำงานที่ทันสมัยให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในระดับโลก จีนยังมีบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและด้านการวิจัยจำนวนมาก และมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ เช่น ปล่อยดาวเทียมสื่อสารดวงแรกได้เมื่อปี 2527 เป็นประเทศที่ 3 ของโลก (ต่อจากรัสเซียและสหรัฐฯ) ที่สามารถส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ ปล่อยดาวเทียมเพื่อศึกษาเรื่องสสารมืด (dark matter satellite) (.. 2558) ดาวเทียมแรงโน้มถ่วงต่ำ (เม.. 2559) ส่งดาวเทียมควอนตัมดวงแรกของโลกขึ้นสู่อวกาศ (.. 2559) ส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอ็กซ์ขึ้นสู่วงโคจร  (มิ.. 2560) นอกจากนี้ จีนยังพัฒนาโครงการ BeiDou หรือ COMPASS ซึ่งเป็นระบบบอกตำแหน่งบนพื้นโลก เพื่อลดการพึ่งพาระบบ GPS ของสหรัฐฯ ซึ่งอ่อนไหวต่อความมั่นคงของชาติ และมีแผนงานด้านอวกาศที่สำคัญ เช่น การส่งยานสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อ 4 เมื่อปี 2561 การส่งยานสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อ 5 ในปี 2562 การเริ่มให้บริการระบบนำทางด้วยดาวเทียม BeiDou-2 แก่ประเทศตามเส้นทาง Belt and Road เมื่อปี 2561 สร้างเครือข่ายดาวเทียม 35 ดวง เพื่อให้บริการระบบนำทางด้วยดาวเทียม BeiDou ให้ครอบคลุมทั่วโลกภายในปี 2563 และการส่งยานสำรวจดาวอังคารภายในปี 2563 ขณะที่ในอนาคตจีนมีแผนจะสร้างสถานีอวกาศเพื่อยกระดับความเจริญก้าวหน้าทางอวกาศ โดยมีเป้าหมายจะเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศในปี 2573


เทคโนโลยีการสื่อสารเคลื่อนที่  จีนส่งดาวเทียม Long March-3B เข้าสู่วงโคจรเมื่อ 17 ต.ค. 2562 เพื่อทดสอบเทคโนโลยีการสื่อสารแบบ Multi-Band และความเร็วสูง และพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 5G (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสุด 10 กิกะไบต์/วินาที) ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบระบบ โดยจีนตั้งเป้าเป็นประเทศที่มีผู้ใช้งานเทคโนโลยี 5G รายใหญ่ที่สุดในโลกภายในปี 2568 หรือมีผู้ใช้งาน 430 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน  1 ใน 3 ของผู้ใช้เทคโนโลยี 5G ของโลกในปี 2562 มีผู้ใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์มากกว่า 330 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 70% ของโลก ในปี 2562 จีนมีผู้ใช้บริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์ประมาณ 600 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดิม 474 ล้านคน เมื่อปี 2559 โดย Alipay เป็นช่องชำระเงินออนไลน์ที่มีจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุดประมาณ 520 ล้านคน ส่วนจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในจีนเมื่อปี 2561 เพิ่มขึ้น 7.3% เป็น 829 ล้านคน หรือมากกว่าจำนวนประชากรของสหรัฐฯ ถึง 2 เท่า โดยผู้ที่ใช้โทรศัพท์อัจฉริยะ (smart phone) ในการเข้าอินเทอร์เน็ตมีจำนวน 817 ล้านคน หรือ 98.6% ของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 63% มีการศึกษาในระดับมัธยมปลายหรือต่ำกว่า 36.7% มีรายได้ระหว่าง 2,001-5,000 หยวนต่อเดือน ส่วนผู้ที่มีรายได้มากกว่า 5,000 หยวนต่อเดือนคิดเป็น 24% ขณะที่ชาวจีนที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีจำนวน 562 ล้านคน ทั้งจากการอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ขาดศักยภาพทางเศรษฐกิจและทักษะในการใช้เทคโนโลยี


เทคโนโลยีแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ  จีนประสบปัญหามลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่หลายแห่ง เช่น เซี่ยงไฮ้ จี้หนาน กวางโจว เป็นต้น จึงกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหามลพิษอย่างเข้มงวด เช่น การควบคุมปริมาณการปล่อยควันพิษจากโรงงานเหล็กและโรงงานถ่านหิน การติดตั้งดาวเทียมสำรวจระยะไกล อากาศยานไร้คนขับ และ big data ตรวจจับการปล่อยควันพิษประมาณ 1,000 แห่ง ใน 25 เมืองใหญ่ เพื่อสังเกตทิศทางการแพร่กระจายของฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) และแหล่งมลพิษอื่น ๆ  นอกจากนี้จีนยังกำหนดแผนปฏิบัติการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลในประเทศภายในปี 2563 เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและส่งเสริมการพัฒนาภาคการเกษตรของจีน และลดปริมาณธัญพืชสำรองที่มีมากในปัจจุบัน ด้วยการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี เครื่องมือและอุปกรณ์ในการผลิตเอทานอล โดยมีเป้าหมายจะเป็นประเทศที่มีการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลมากที่สุดในโลกภายในปี 2568 และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ


การขนส่งและโทรคมนาคม  ทางบกระยะทาง 4,577,300 กม. ขยายสัดส่วนเส้นทางถนนกว้างขึ้นและครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาค ทางรถไฟระยะทาง 191,270 กม. มีรถไฟความเร็วสูงกว่า 10 เส้นทางทั่วประเทศระยะทางประมาณ 29,000 กม. (ปี 2561) ซึ่งคิดเป็น 60% ของเส้นทางรถไฟความเร็วสูงของโลก จีนมีแผนจะก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายพิเศษหลัก 127 เส้นทางภายในปี 2563 ระยะทางรวม 1,586 กม. ซึ่งจะช่วยลดจำนวนเส้นทางรถรับ-ส่งระยะสั้น เสริมสร้างเครือข่ายการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจและสังคม โดยเส้นทางรถไฟดังกล่าวจะเข้าถึงนิคมอุตสาหกรรม เหมือง และศูนย์กลางการคมนาคมตามเมืองท่าชายฝั่งที่สำคัญของจีนถึง 80% ของเมืองท่าทั้งหมดของจีนภายในปี 2563 และจะเพิ่มเป็น 85% ภายในปี 2568 โดยมุ่งเน้นที่เมืองท่าหลักต่าง ๆ บนแม่น้ำฮวงโห ซึ่งในปี 2568 คาดว่าจะมีเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพิ่มขึ้นประมาณ 38,000 กม. ส่วนทางน้ำมีการปรับปรุงเส้นทางขนส่งทางน้ำหลายแห่ง เช่น การเดินเรือน้ำลึกปากแม่น้ำแยงซีระยะที่ 3 เส้นทางเดินเรือออกทะเลที่ปากแม่น้ำจูเจียง ทางอากาศมีสนามบินพาณิชย์ 210 แห่ง เมืองท่าสำคัญ อาทิ Dalian, Ningbo, Qingdao, Qinhuangdao, Shanghai, Shenzhen และ Tianjin ด้านโทรคมนาคมมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1,524.33 ล้านเลขหมาย และโทรศัพท์พื้นฐาน 206.624 ล้านเลขหมาย และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลกประมาณ 772 ล้านคน รหัสอินเทอร์เน็ต .cn นอกจากนี้ จีนเร่งดำเนินการแผนพัฒนาระบบคมนาคมระยะ 3 ปี (ปี 2561-2563) เพื่อปรับปรุงคุณภาพระบบการขนส่งคมนาคมทั่วประเทศให้บรรลุเป้าหมายการเป็นสังคมที่เจริญรุ่งเรืองในทุกด้านตามที่กำหนดไว้ โดยจีนจะต้องมีระบบรถไฟความเร็วสูงรวม 30,000 กม. ครอบคลุม 80% ของเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ และท่าเทียบเรือน้ำลึกแห่งใหม่ 180 แห่งที่สามารถรองรับเรือขนาด 10,000 ตันได้ รวมทั้งการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมระหว่าง ปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทางให้เหลือ 1 ชม. และการเดินจากปักกิ่งไปจางเจี่ยโกว สถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 2565


การเดินทาง     กรุงเทพฯ-ปักกิ่ง ระยะเวลาในการบิน 4 ชม. 35 นาที สายการบินของไทยที่มีเที่ยวบินตรง ได้แก่ การบินไทย สายการบินของจีนที่มีเที่ยวบินตรง ได้แก่ Air China, Hainan Airlines และ Shanghai Airlines สายการบินต่างชาติที่มีเที่ยวบินตรงได้แก่ Ural Airlines เวลาของจีนเร็วกว่าไทย 1 ชม.


                    การเดินทาง : กรุงเทพฯ-เซี่ยงไฮ้ ระยะเวลาในการบิน 4 ชม. 20 นาที สายการบินของไทยที่มีเที่ยวบินตรง ได้แก่ การบินไทย ไทยไลออนแอร์ และไทยแอร์เอเชีย สายการบินของจีนที่มีเที่ยวบินตรง ได้แก่ China Eastern Airlines, Shanghai Airlines, Junyao Airlines และ Spring Airlines


                    การเดินทาง : กรุงเทพฯ-คุนหมิงระยะเวลาในการบิน 2 ชม. 10 นาที สายการบินของไทยที่มีเที่ยวบินตรง ได้แก่ การบินไทย และไทยแอร์เอเชีย สายการบินของจีนที่มีเที่ยวบินตรง ได้แก่ China Eastern Airlines, Shandong Airlines และ Lucky Air


                    คนไทยที่ถือหนังสือเดินทางธรรมดาควรขอรับการตรวจลงตราก่อนที่จะเดินทางเข้าจีนที่ศูนย์รับคำร้องของวีซ่า จีน/กรุงเทพฯ หรือ สกญ.จีนที่เปิดให้บริการด่านการตรวจลงตรา แต้องมีภูมิลำเนาในจังหวัดที่ทาง สกญ.กำหนด การตรวจลงตราสำหรับนักท่องเที่ยวแบบเข้าออกครั้งเดียวเสียค่าธรรมเนียม 1,650 บาท ใช้เวลาดำเนินการ 4 วันทำการ ผู้ที่ถือหนังสือเดินทางราชการและทูตได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา โดยสามารถอยู่ในจีนได้ไม่เกิน 30 วัน


                    มณฑลไห่หนานมีนโยบายยกเว้นการตรวจลงตรานักท่องเที่ยวจาก 59 ประเทศ รวมทั้งไทย โดยนักท่องเที่ยวทั้ง 59 ประเทศ ต้องยื่นจดทะเบียนล่วงหน้าอย่างน้อย 48 ชม. ผ่านบริษัทท่องเที่ยวที่ก่อตั้งในมณฑลไห่หนาน  สามารถพักได้ไม่เกิน 30 วัน  


สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม 


                    1)  สถานการณ์ด้านการเมืองและความมั่นคงภายใน เช่น การแต่งตั้งและโยกย้ายบุคคลสำคัญทางการเมืองและในพรรคคอมมิวนิสต์ และมาตรการของจีนต่อประเด็นที่เป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของจีน อาทิ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเขตปกครองตนเองซินเจียง ทิเบต ไต้หวัน และฮ่องกง รวมทั้งการอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้


                    2)  สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาและปฏิรูปเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาฉบับที่ 13 ของจีนจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษนำร่อง บทบาทของจีนในองค์การการค้าโลก (World Trade Organization-WTO) บทบาททางการเงินของจีนผ่านทางธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank-AIIB) ธนาคารพัฒนาใหม่ (New Development Bank-NDB) และกองทุนเส้นทางสายไหม (Silk Road Fund)


                    3)  บทบาทของจีนในการแก้ไขปัญหาคาบสมุทรเกาหลี


              4)  การผลักดันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership-RCEP)


                  5)  การผลักดันให้เงินหยวนมีบทบาทด้านการค้า-การลงทุนในภูมิภาคต่าง ๆ หลังจากประสบผลในการเป็น 1 ในสกุลเงินหลักในระบบตะกร้าเงิน SDR ของ IMF


                    6)  ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับมหาอำนาจอื่น ๆ เช่น สหรัฐฯ รัสเซีย สหภาพยุโรป อินเดีย และญี่ปุ่น รวมทั้งการแข่งขันอิทธิพลกับสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ แอฟริกา และภูมิภาคอื่น ๆ


                    7)  ยุทธศาสตร์และการเป็นมหาอำนาจทางทะเลของจีน


                  8)  การพัฒนาเส้นทางสายไหมใหม่ทั้งทางบกและทางทะเล (Belt and Road Initiative) โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือในต่างประเทศ


                    9)  การแข่งขันอิทธิพลระหว่างประเทศในภูมิภาค


                  10)  การขยาย Soft power ของจีนในภูมิภาคต่าง ๆ


ความสัมพันธ์ไทย-จีน


                    นับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อ 1 ก.ค. 2518 ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทั้งในกรอบทวิภาคีในรูปแบบหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ที่ครอบคลุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า การลงทุน การคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม การทหารที่มีผลประโยชน์ต่างตอบแทน  ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีในหลายระดับ ในระดับสูง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงทูลเกล้าถวายเครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในโอกาสครบรอบ 70 ปี                   การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ 1 ต.ค. 2562 ในฐานะที่ทรงสร้างคุณูปการสำคัญในการส่งเสริมมิตรภาพและความร่วมมือกับจีน และในระดับรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม.เข้าร่วมการจัดประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation ระหว่าง 26-27 เม.ย. 2562  โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องผลักดันการเชื่อมโยงระหว่างกัน Belt and Road Initiative (BRI) กับเส้นทางรถไฟไทย-จีน และ Greater Bay Area กับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (East Economic Corridor-EEC) นอกจากนี้ ไทย-จีน-ลาว ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีน ร่วมกัน รวมทั้งสนับสนุนการสร้างความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคกับจีน ภายใต้แผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (Master Plan on Asean Connectivity-MPAC) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy-ACMECS) กับจีน


                    ด้านเศรษฐกิจ-การค้าในห้วง ม.ค.-ส.ค. 2562 จีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น 15.86% มูลค่า 1,633,376 ล้านบาท ไทยส่งออกมูลค่าเพิ่มขึ้น 11.43% มูลค่า 594,960 ล้านบาท                  นำเข้าเพิ่มขึ้น 20.40% มูลค่า 1,038,417 ล้านบาท ไทยเสียดุลการค้า 443,457 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญจากไทยไปจีน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ผลไม้ อัญมณีและเครื่องประดับ ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญจากจีนมาไทย ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์และส่วนประกอบ


                    ด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจีนเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 1 ของไทย ในห้วง ม.ค.-ส.ค. 2562 มีจำนวน 7,665,901 คน ลดลง 0.79% จากช่วงเดียวกันปี 2561 ส่วนการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนในไทยมีประมาณ 381,875 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.36% จากช่วงเดียวกันของปี 2561


                    ข้อตกลงที่สำคัญ ข้อตกลงทางการค้า (31 มี.. 2521) พิธีสารว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-จีน (9 .. 2521) ข้อตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน (12 มี.. 2528) ข้อตกลงความร่วมมือด้านวัฒนธรรมไทย-จีน (28 .. 2544) ความตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ไทย-จีน (18 มิ.. 2546) ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (18 .. 2546) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจ (.. 2546) นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงของภาคเอกชนที่สำคัญ ได้แก่ ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย) กับสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งชาติจีน (27 .. 2536) ข้อตกลง                 ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าและวิชาการระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับหอการค้ามณฑลเหอเป่ย (28 มี.. 2543) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-จีน และสภาธุรกิจจีน-ไทย (28 .. 2544) แผนปฏิบัติการร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีนฉบับที่ 2 (ปี 2555-2559) การขยายความร่วมมือภายใต้ทวิภาคีทางเศรษฐกิจและการค้า (ปี 2555) การลงนามความตกลงภาครัฐ 6 ฉบับ (11 ..2556) ได้แก่ 1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วย Governmental Cooperation Project on the Infrastructure Development in Thailand in Connection with Agricultural Products Payment 2) ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริม 4 โครงการความร่วมมือภายใต้โครงการหุ้นส่วนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาเซียน - จีน 3) แผนปฏิบัติการ 5 ปีสำหรับความร่วมมือทางทะเลไทย-จีน 4) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา  5) บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานและ 6) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทยและธนาคารเพื่อการพัฒนาของจีน ความร่วมมือ 4 ฉบับ (22 .. 2557) ได้แก่ 1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งธนาคารชำระดุลเงินหยวนในประเทศไทย 2) ความตกลงทวิภาคีแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลหยวนและบาท 3) บันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการทรัพยากรน้ำและการชลประทาน และ 4) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและธนาคารแห่งประเทศจีน จำกัด (Bank of China Limited) ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-จีน ว่าด้วยการกระชับความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ (.. 2558 และ ส.. 2559) บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงดิจิทััลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและภาคเอกชนจีน 5 ฉบับเพื่อส่งเสริมโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้แก่ 1) บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมเพื่อการศึกษาร่วมกันในโครงการร่วมก่อสร้างระบบเคเบิลใต้น้ำเชื่อมโยงระหว่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของไทย และเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง 2) บันทึกข้อตกลงเพื่อการศึกษาร่วมกันในโครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 3) ความร่วมมือในการพัฒนาสนามทดสอบและพันธมิตรเพื่อนำเทคโนโลยี 5G ไปใช้ในช่วงต้น 4) ความร่วมมือพหุภาคีในการพัฒนา EEC Startup Hub ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก และ 5) ความร่วมมือในการพัฒนาสถาบันไอโอทีและดิจิทัลพาร์คประเทศไทย  บันทึกความร่วมมือโครงการรถไฟระหว่างไทย-ลาว-จีน (เม.ย. 2562)


---------------------------------------

 
 
 
 

ผู้นำจีน

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Jan. 7, 2020, 12:54 p.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำจีน
 


นายสี จิ้นผิง


(Xi Jinping)


ตำแหน่ง         ประธานาธิบดี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง


เกิด               มิ.. 2496 (อายุ 67 ปี/ปี 2563) มณฑลส่านซี


การศึกษา        -   ปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเคมี มหาวิทยาลัยชิงหวา


                    -   ปริญญาตรีด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (วิชาเอกทฤษฎีมาร์กซ์และการศึกษา)            มหาวิทยาลัยชิงหวา


                    -   ปริญญาเอกทางกฎหมาย มหาวิทยาลัยชิงหวา


สถานภาพทางครอบครัว  สมรสกับนางเผิง ลี่หยวน (นักร้องอุปรากรจีนชื่อดัง) มีบุตรสาว 1 คนชื่อสี หมิงเจ๋อ


ประวัติการทำงานทางการเมือง


ปี 2517          - สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน


ปี 2525 - 2526 - รองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองเจิ้งติง มณฑลเหอเป่ย


ปี 2526 - 2528 - เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองเจิ้งติง มณฑลเหอเป่ย


ปี 2528 - 2531 - สมาชิกคณะกรรมการประจำพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรองผู้ว่าการเมืองเซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน


ปี 2531 - 2533 - เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองหนิงเต๋อ มณฑลฝูเจี้ยน


ปี 2533 - 2536 - เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประธานคณะกรรมการประจำสภาประชาชนเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน


ปี 2536 - 2538 - คณะกรรมการประจำคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลฝูเจี้ยน


ปี 2539 - 2542 - รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลฝูเจี้ยน


ปี 2542 - 2543 - รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลฝูเจี้ยน และรักษาการผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยน


ปี 2543 - 2545 - รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลฝูเจี้ยน และผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยน


ปี 2545          - รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเจ้อเจียง และรักษาการผู้ว่าการมณฑลเจ้อเจียง


ปี 2545 - 2546 - เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเจ้อเจียง และรักษาการผู้ว่าการมณฑลเจ้อเจียง


ปี 2546 - 2550 - เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเจ้อเจียง ประธานคณะกรรมการประจำสภาประชาชนมณฑลเจ้อเจียง


มี.. 2550       - เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมหานครเซี่ยงไฮ้


.. 2550          -  กรรมการประจำกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 17 และเลขาธิการสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการกลาง


มี.. 2551       - กรรมการประจำกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรองประธานาธิบดี


.. 2553       - กรรมการประจำกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน รองประธานาธิบดี และรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง


มี.. 2556       - ประธานาธิบดีจีน


มี.ค. 2561       - รับตำแหน่งประธานาธิบดีจีน สมัยที่ 2


--------------------------------------

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี


คณะรัฐมนตรีจีน


ประธานาธิบดี                                                      Xi Jinping


รองประธานาธิบดี                                                  Wang Qishan


นรม.                                                                 Li Keqiang


รอง นรม.                                                           Han Zheng


                                                                       Sun Chunlan


                                                                       Hu Chunhua


                                                                       Liu He


มนตรีแห่งรัฐ                                                        Wei Fenghe


                                                                       Wang Yong


                                                                       Wang Yi


                                                                       Xiao Jie


                                                                       Zhao Kezhi


เลขาธิการคณะรัฐมนตรี                                           Xiao Jie


รมว.กระทรวงการต่างประเทศ                                    Wang Yi


รมว.กระทรวงกลาโหม                                             Wei Fenghe


รมว.กระทรวงศึกษาธิการ                                         Chen Baosheng


รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี                       Wang Zhigang


รมว.กระทรวงอุตสาหกรรมและข้อมูลข่าวสาร                  Miao Wei


รมว.กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว                      Luo Shugang


รมว.กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ                              Zhao Kezhi


รมว.กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ                                 Chen Wenqing


รมว.กระทรวงกิจการพลเรือน                                     Huang Shuxian


รมว.กระทรวงยุติธรรม                                             Fu Zhenghua


รมว.กระทรวงการคลัง                                             Liu Kun


รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ                                Lu Hao


รมว.กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงทางสังคม      Zhang Jinan


รมว.กระทรวงนิเวศและสิ่งแวดล้อม                              Li Ganjie


รมว.กระทรวงการเคหะและการก่อสร้างเขตเมือง-ชนบท      Wang Menghui


รมว.กระทรวงคมนาคม                                            Li Xiaopeng


รมว.กระทรวงพาณิชย์                                             Zhong Shan


รมว.กระทรวงทหารผ่านศึก                                       Sun Shaocheng


รมว.กระทรวงจัดการภาวะฉุกเฉิน                                Wang Yupu


กระทรวงทรัพยากรน้ำ                                             E Jingping


กระทรวงเกษตรและกิจการชนบท                                Han Changfu


คณะกรรมาธิการกำกับดูแล                                       Yang Xiaodu


 


คณะกรรมาธิการปฏิรูปและการพัฒนาแห่งชาติ                 He Lifeng


คณะกรรมการสุขอนามัยแห่งชาติ                                Ma Xiaowei


ผู้อำนวยการตรวจสอบบัญชีแห่งชาติ                             Hu Zejun


ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติ                                          Yi Gang


คณะกรรมการกิจการเชื้อชาติแห่งชาติ                           Bater


 --------------------------------------------


(ต.ค.2562)