ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน

Hashemite Kingdom of Jordan

บันทึกข้อมูลเมื่อ: Jan. 7, 2020, 1:55 p.m.
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: Jan. 14, 2020, 10:25 p.m.
ธงจอร์แดน
 

เมืองหลวง         อัมมาน


ที่ตั้ง                ภูมิภาคตะวันออกกลาง ทางตอนเหนือของคาบสมุทรอาระเบีย ระหว่างเส้นละติจูด 29 องศา 11 ลิปดา-33 องศา 22 ลิปดาเหนือกับลองจิจูด 34 องศา 59 ลิปดา-39 องศา 18 ลิปดาตะวันออก พื้นที่ 89,342 ตร.กม. (พื้นดิน 88,802 ตร.กม. น่านน้ำ 540 ตร.กม.) ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 113 ของโลก และเล็กกว่าไทยประมาณ 5.7 เท่า อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 6,830 กม.


อาณาเขต               


ทิศเหนือ             ติดกับซีเรีย 379 กม.


ทิศใต้                 ติดกับทะเลแดง 26 กม. และซาอุดีอาระเบีย


ทิศตะวันออก       ติดกับซาอุดีอาระเบีย 731 กม. และอิรัก 179 กม.


ทิศตะวันตก         ติดกับอิสราเอล 307 กม. ทะเลสาบ Dead Sea 50 กม. เขตเวสต์แบงก์ (ปาเลสไตน์) 148 กม.       


ภูมิประเทศ          ทางตะวันออกส่วนใหญ่เป็นที่ราบทะเลทราย ทางตะวันตกเป็นที่ราบสูงและป่าเมดิเตอร์เรเนียน มีหุบเขา Great Rift กั้นระหว่างจอร์แดนกับเขตเวสต์แบงก์ของปาเลสไตน์และอิสราเอล มีพื้นที่ต่ำสุดของโลก คือ ทะเลสาบ Dead Sea ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 1,378 ฟุต (408 ม.) จุดที่สูงที่สุดในประเทศคือ ภูเขา Umm adDami สูง 1,854 ม. พื้นที่เพาะปลูก 11.4%


ภูมิอากาศ                แบบผสมระหว่างเมดิเตอร์เรเนียนกับแห้งแล้งแบบเขตทะเลทราย โดยทางตอนเหนือและตะวันตกสภาพอากาศเป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียน มี 2 ฤดู คือ ฤดูหนาว ช่วง พ.ย.-มี.ค. มีฝนตกและมีหิมะตกในอัมมาน อุณหภูมิเฉลี่ย 13 องศาเซลเซียส และฤดูร้อนในช่วงที่เหลือของปี อากาศร้อนและแห้งแล้ง อุณหภูมิเฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส ภัยธรรมชาติที่เคยประสบ ได้แก่ ภัยแล้งและแผ่นดินไหว


ประชากร                10,526,805 คน (ปี 2562 สำนักงานสถิติจอร์แดน)


รายละเอียดประชากร                เป็นชาวอาหรับ 97.4% (ชาวจอร์แดน 69.3% แรงงานและผู้อพยพชาวซีเรีย 13.3% ชาวปาเลสไตน์ 6.7% ชาวอียิปต์ 6.7% ชาวอิรัก 1.4%) และอื่น ๆ 2.6%  (เซอร์คัสเซียนและอาร์เมเนียน) อัตราส่วนประชากรจำแนกตามอายุ : วัยเด็ก (0-14 ปี) 34.14% วัยรุ่นถึงวัยกลางคน (15-64 ปี) 62.34% และวัยชรา (65 ปีขึ้นไป) 3.51% อายุขัยเฉลี่ยของประชากร 75 ปี อายุขัยเฉลี่ยเพศชาย 73.6 ปี และอายุขัยเฉลี่ยเพศหญิง 76.6 ปี อัตราการเกิด 22.3 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตาย 6 คนต่อประชากร 1,000 คน (อัตราการเกิดและอัตราการตาย ปี 2561 สำนักงานสถิติจอร์แดน) อัตราการเพิ่มของประชากร 2.02%


ศาสนา                อิสลาม (ส่วนใหญ่เป็นซุนนี) 97.2% คริสต์ 2.2% (ส่วนใหญ่นิกายกรีกออร์ทอดอกซ์) อื่น ๆ (พุทธ ฮินดู ยูดาย และไม่มีศาสนา) 0.6%


ภาษา                ภาษาราชการคือภาษาอาหรับ ภาษาอังกฤษใช้อย่างแพร่หลายในการติดต่อธุรกิจ ราชการ และในกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นสูง


การศึกษา            อัตราการรู้หนังสือ 95.4% จำนวนปีเฉลี่ยของการเข้ารับการศึกษาของประชาชนคือ 13 ปี


การก่อตั้งประเทศ         หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 และการสิ้นสุดของจักรวรรดิออตโตมาน (อุษมานียะฮ์) สหราชอาณาจักรซึ่งได้อาณัติในการปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคตะวันออกกลาง แบ่งเขตกึ่งปกครองตนเอง Transjordan ออกจากปาเลสไตน์ ต่อมาสหราชอาณาจักรร้องขอต่อสันนิบาตชาติเพื่อให้เอกราช Transjordan เมื่อปี 2489 และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นราชอาณาจักร “จอร์แดน” ตั้งแต่ปี 2493 โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 1 เป็นผู้ปกครองพระองค์แรก อนึ่ง ความพ่ายแพ้ในสงคราม 6 วันกับอิสราเอลเมื่อปี 2510 ส่งผลให้จอร์แดนต้องสูญเสียดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน (เขตเวสต์แบงก์) ให้อิสราเอล ก่อนที่จะตัดสินใจประกาศสละการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าวเป็นการถาวรตั้งแต่ปี 2531


วันชาติ        25 พ.ค. (วันได้รับเอกราชจากอาณัติของสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2489)


การเมือง         ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ อำนาจการปกครองแบ่งเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ แต่ในทางปฏิบัติ กษัตริย์มีอำนาจสูงสุดทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ กษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน คือ สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ 7 ก.พ. 2542 เจ้าชายฮุเซน พระราชบุตรองค์โตทรงได้รับการสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมารอย่างเป็นทางการ เมื่อ 2 ก.ค. 2552


                    ฝ่ายบริหาร : สมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีอำนาจแต่งตั้ง นรม. และ นรม.แต่งตั้ง ครม.
โดยผ่านความเห็นชอบของสมเด็จพระราชาธิบดี นรม.คนปัจจุบัน คือ นายอุมัร  เราะซาซ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 4 มิ.ย. 2561


                    ฝ่ายนิติบัญญัติ : มี 2 สภาได้แก่ 1) วุฒิสภา (Majlis al-Ayan หรือ House of Notables) สมาชิก 65 คน แต่งตั้งโดยสมเด็จพระราชาธิบดี มีวาระ 4 ปี 2) สภาผู้แทนราษฎร (Majlis al-Nuwaab หรือ House of Representatives) สมาชิก 130 คน วาระ 4 ปี โดยมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบสัดส่วน/บัญชีรายชื่อ 115 คน (ในจำนวนนี้มีโควตาที่สงวนไว้สำหรับชนกลุ่มน้อย 12 คน แบ่งเป็น ชาวคริสต์  9 คน และผู้ที่มีเชื้อสายเชเชนหรือ Circassian อีก 3 คน) ที่เหลือเป็นโควตาที่สงวนไว้สำหรับสตรี 15 คน การเลือกตั้งครั้งหลังสุดเมื่อ 20 ก.ย. 2559 (กำหนดการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2563)


                   ฝ่ายตุลาการ : ระบบกฎหมายมีพื้นฐานจากหลักกฎหมายอิสลามและระบบกฎหมายแบบ Civil Law มีศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุดของประเทศ สมเด็จพระราชาธิบดีทรงแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ส่วนผู้พิพากษาคนอื่น ๆ มาจากการเสนอชื่อของสภาตุลาการสูงสุดให้สมเด็จพระราชาธิบดีทรงพิจารณารับรอง นอกจากนี้ ยังมีศาลศาสนา และศาลพิเศษอื่น ๆ เช่น ศาลภาษี ศาลทหาร และศาลคดีความมั่นคง


                    ฝ่ายการเมือง : แบ่งเป็น 5 ฝ่ายหลัก ได้แก่ ฝ่ายอิสลามนิยม อนุรักษ์นิยม สังคมนิยม ชาตินิยมอาหรับ และสายกลาง พรรคการเมืองสำคัญ เช่น 1) Jordanian Arab Socialist Ba’ath Party 2) Arab Progressive Ba’ath Party 3) Jordanian Democratic People’s Party 4) Jordanian Democratic Popular Unity Party 5) Islamic Action Front นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มพลังทางการเมืองที่สำคัญ เช่น 1) Anti-Normalization Committee 2) Jordan Bar Associ-ation 3) Jordanian Press Association และ 4) Jordanian Muslim Brotherhood


เศรษฐกิจ        แบบเสรีนิยม เศรษฐกิจมีขนาดเล็กที่สุดประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง ขาดแคลนน้ำ น้ำมัน และทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ รายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคบริการและการพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างชาติ สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 2 ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและปรับปรุงภาคการเงินการธนาคาร เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้น แก้ไขปัญหาความยากจน การว่างงาน เงินเฟ้อ และขาดดุลงบประมาณ อย่างไรก็ตามการที่จอร์แดนกู้เงินจาก IMF เป็นจำนวน 723 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2558 ทำให้ต้องดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจตามเงื่อนไขของ IMF  โดยเฉพาะการที่รัฐบาลเห็นชอบร่างกฎหมายเกี่ยวกับการขึ้นราคาเชื้อเพลิงและเพิ่มอัตราการเก็บภาษีเงินได้บุคคลและบริษัท จนเกิดการประท้วงของประชาชนในเมืองต่าง ๆ เป็นเหตุให้ นรม.ฮานี อัลมุลกี ลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 4 มิ.ย. 2561 ทั้งนี้ จอร์แดนเป็นประเทศที่จัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มากที่สุดในตะวันออกกลาง โดยจัดทำกับสหรัฐฯ แคนาดา สิงคโปร์ มาเลเซีย สหภาพยุโรป (EU) ตูนิเซีย แอลจีเรีย ลิเบีย อิรัก ตุรกี และซีเรีย                 


                     สกุลเงิน ตัวย่อสกุลเงิน : ดีนารจอร์แดน (Jordanian dinar:JOD)


                   อัตราแลกเปลี่ยนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ :  0.709 ดีนารจอร์แดน


                   อัตราแลกเปลี่ยนต่อ 1 บาท :  0.02 ดีนารจอร์แดน (ต.ค.2562)


ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 42,291 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2561 ของธนาคารโลก)
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : 1.94% (ประมาณการปี 2561 ของธนาคารโลก)
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี : 9,347.9 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2561 ของธนาคารโลก)
แรงงาน : 2,631,115 คน (ประมาณการปี 2562 ของธนาคารโลก)
อัตราการว่างงาน : 19.2% (ปี 2562 สำนักงานสถิติจอร์แดน)
อัตราเงินเฟ้อ : 2% (ประมาณการปี 2562 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ)
ผลผลิตทางการเกษตร : ส้ม มะเขือเทศ แตงกวา มะกอก อินทผลัม
ผลผลิตอุตสาหกรรม : การท่องเที่ยว เทคโนโลยีสารสนเทศ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ปุ๋ย โพแทซ เหมืองแร่ฟอสเฟต เวชภัณฑ์ ปิโตรเลียมกลั่น เคมีภัณฑ์ และการผลิตหลอดไฟ
ดุลการค้าระหว่างประเทศ : ขาดดุล 8,918 ล้านดีนารจอร์แดน (ปี 2561 สำนักงานสถิติจอร์แดน) หรือประมาณ 12,578 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการส่งออก : 5,502 ล้านดีนารจอร์แดน (ปี 2561 สำนักงานสถิติจอร์แดน) หรือประมาณ 7,760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : สิ่งทอ ปุ๋ย โพแทช ฟอสเฟต พืชผัก เวชภัณฑ์
คู่ค้าส่งออกที่สำคัญ : สหรัฐฯ 24.9%, ซาอุดีอาระเบีย 12.8%, อินเดีย 8.2%, อิรัก 8.2%, คูเวต 5.4%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4.6%
มูลค่าการนำเข้า : 14,420 ล้านดีนารจอร์แดน (ปี 2561 สำนักงานสถิติจอร์แดน) หรือประมาณ 20,338 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม เครื่องจักร อุปกรณ์การขนส่ง เหล็ก และธัญพืช
คู่ค้านำเข้าที่สำคัญ : จีน 13.6%, ซาอุดีอาระเบีย 13.6%, สหรัฐฯ 9.9%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4.9%, เยอรมนี 4.4%
คู่ค้าสำคัญ : สหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ทรัพยากรธรรมชาติ : ฟอสเฟต โพแทซ น้ำมันจากหินดินดาน (shale oil)


การทหารและความมั่นคง


                    การทหาร : งบประมาณด้านการทหาร 1,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 3.9% ของ GDP (ปี 2561)


                  ยุทโธปกรณ์สำคัญ : รถหุ้มเกราะอย่างน้อย 880 คัน บ.โจมตี 59 เครื่อง ฮ.ประมาณ 74 เครื่อง เรือตรวจการณ์ 7 ลำ


                    กำลังพลรวม : ทหาร 100,500 นาย (เป็น ทบ. 86,000 นาย ทร. 500 นาย และ ทอ. 14,000 นาย) ตำรวจ (Gendarmerie) 15,000 นาย กำลังสำรอง 65,000 นาย โดยเป็นกำลังสำรอง ทบ. 60,000 นาย กำลังสำรองร่วม 5,000 นาย


ปัญหาด้านความมั่นคง


                    1.  ผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศใกล้เคียงที่มีพรมแดนติดกัน ได้แก่ อิรักและซีเรีย ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิที่ดึงดูดนักรบต่างชาติไปเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ทำให้มีผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจำนวนมากหลั่งไหลไปยังจอร์แดนและประเทศใกล้เคียงอื่น ๆ


                    2.  การโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายและเซลล์ของกลุ่มก่อการร้ายในจอร์แดน เฉพาะอย่างยิ่ง เหตุโจมตีของกลุ่มคนร้ายซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม IS ที่ยิงนักท่องเที่ยวบริเวณ Karakh Castle ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจอร์แดน เมื่อ 18 ธ.ค. 2559 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 คน เป็นนักท่องเที่ยวชาวแคนาดา 1 คน เหตุยิงและระเบิดที่เมือง Al-Salt เมื่อ 10 ส.ค. 2561 ทำให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงจอร์แดนเสียชีวิต 4 คน


                    3. จอร์แดนแบกรับภาระผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้านที่หลั่งไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่องกว่า 2,800,000 คน โดยเป็นชาวปาเลสไตน์กว่า 2,100,000 คน (นับเฉพาะที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการกับ UNRWA) และอื่น ๆ เช่น ซีเรีย อิรัก เยเมน กว่า 740,160 คน (นับเฉพาะที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการกับ UNHCR) นอกจากนี้ ในห้วงที่การสู้รบในซีเรียใกล้กับพรมแดนจอร์แดนตึงเครียด จอร์แดนยังเผชิญความกดดันจากองค์กรระหว่างประเทศที่เรียกร้องให้จอร์แดนรับผู้อพยพและผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่ได้รับ


                    4. ปัญหาด้านความมั่นคงดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่น ส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจของจอร์แดน ซึ่งพึ่งพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมาก โดยรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคิดเป็น 10% ของ GDP จอร์แดน แม้ว่าในระยะไม่กี่ปีมานี้จะเริ่มฟื้นฟูความเชื่อมั่นขึ้นมาได้บ้าง แต่ยังปรากฏเหตุที่นักท่องเที่ยวตกเป็นเป้าหมายการโจมตี เช่น การก่อเหตุใช้มีดแทงผู้อื่นบริเวณเมืองโรมันโบราณ ในเมือง Jerash ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในจอร์แดน เมื่อ 6 พ.ย. 2562 มีผู้บาดเจ็บ 8 คน เป็นชาวเม็กซิโก 3 คน ชาวสวิส 1 คน ชาวจอร์แดน 4 คน ซึ่งเป็น จนท.ตร. 2 คน ไกด์นำเที่ยว 1 คน และคนขับรถ 1 คน แต่พบว่าผู้ก่อเหตุกระทำการโดยลำพัง


สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ        ABEDA, AFESD, AMF, CAEU, CD, CICA, EBRD, FAO, G-11, G-77, IAEA, IBRD, ICAO, ICC, ICCt, ICRM, IDA, IDB, IFAD, IFC, IFRCS, ILO, IMF, IMO, IMSO, Interpol, IOC, IOM, IPU, ISO, ITSO, ITU, ITUC (NGOs), LAS, MIGA, MI-NUSTAH, MINUSMA, MONUSCO, NAM, OIC, OPCW,  PCA, UN, UNAMID, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, UNIDO, UNMIL, UNMISS, UNOCI, UNRWA, UNWTO, UPU, WCO, WFTU (NGOs), WHO, WIPO, WMO, WTO และเป็นคู่เจรจาของ OSCE


วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี        สนับสนุนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมาก เนื่องจากขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ โดยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สมาคมวิทยาศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สนับสนุนให้บริษัทเอกชนเป็นตัวหลักในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี รวมทั้งการสร้างงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


การขนส่งและโทรคมนาคม        ท่าอากาศยาน 18 แห่ง ท่าอากาศยานสำคัญคือ ท่าอากาศยานนานาชาติ Queen Alia ที่อัมมาน และท่าอากาศยานนานาชาติ King Hussein ที่อะกาบา ท่าเรือ 1 แห่ง คือ ท่าเรือ Aqaba ทางใต้ของประเทศ ถนน 7,499 กม. (ข้อมูลสำนักงานสถิติจอร์แดน ปี 2561) ทางรถไฟ 509 กม. โดยมีรถไฟ 1 สายเชื่อมตอนเหนือกับตอนใต้ของประเทศไปจนถึงซาอุดีอาระเบียและซีเรีย อีก 1 สายเชื่อมระหว่างภาคตะวันออกกับตะวันตก มีนโยบายจะสร้างทางรถไฟต่อไปยังอิรักและอิสราเอล การโทรคมนาคม มีโทรศัพท์พื้นฐานให้บริการประมาณ 404,112 เลขหมาย โทรศัพท์เคลื่อนที่ 9.8 ล้านเลขหมาย (ปี 2559) รหัสโทรศัพท์ระหว่างประเทศ +962 สื่อสารมวลชน โทรทัศน์และวิทยุอยู่ในการควบคุมของรัฐมี Jordan Radio and Television Corporation (JRTV) เป็นแม่ข่าย และมีโทรทัศน์ระบบดาวเทียมซึ่งสามารถรับสัญญาณโทรทัศน์อิสราเอลและซีเรียได้ มีสถานีวิทยุประมาณ 30 สถานี จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 5.09 ล้านคน (ปี 2559) รหัสอินเทอร์เน็ต .jo


การเดินทาง        สายการบินของไทยไม่มีเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ-อัมมาน แต่มีสายการบินของจอร์แดนที่บินตรงมาไทย ได้แก่ สายการบิน Royal Jordanian มีเที่ยวบินตรงมาไทยทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน ระยะเวลาในการบิน 8 ชั่วโมง 45 นาที เวลาที่จอร์แดนช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าจอร์แดนต้องขอรับการตรวจลงตรา ใช้เวลาประมาณ 5 วันทำการ เว็บไซต์ท่องเที่ยว www.visitjordan.com


สถานการณ์สำคัญที่น่าติดตาม :


                    1.  ความท้าทายสำคัญและเร่งด่วนที่สุดของจอร์แดน ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจอร์แดนต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามพันธกรณีที่มีต่อความตกลงซึ่งจัดทำไว้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขณะนี้จอร์แดนเผชิญวิกฤติหนี้สาธารณะ อยู่ที่ประมาณ 95% ของ GDP และจะต้องลดลงเหลือ 70% ของ GDP ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งตามข้อตกลงความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF มูลค่า 723 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจกล่าวได้ว่าจอร์แดนไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐได้อีก เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


                    2.  ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งปัญหาหลักด้านเศรษฐกิจของจอร์แดนคือการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำและการสร้างงานที่ไม่เพียงพอ โดยมีอัตราว่างงานถึง 18.5% และประชากร 20% อยู่ในภาวะยากจน แม้ว่ารัฐบาลจอร์แดนพยายามดำเนินมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างงานเพิ่มขึ้นและการสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ แต่ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเริ่มน่าห่วงกังวล โดยจากการสำรวจเมื่อ มิ.ย. 2562 (หลังจาก นรม.Razzaz ดำรงตำแหน่ง ครบ 1 ปี) มีประชาชนเพียง 32% ที่เชื่อว่ารัฐบาลจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนความนิยมต่อ นรม.Razzaz ลดลงจาก 62% เมื่อ มิ.ย. 2561 เป็น 40% เมื่อ มิ.ย. 2562


                    3.  ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมจากการแบกรับผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบ


                4.  การดำเนินบทบาทของจอร์แดนต่อปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะปัญหาขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์


                    5.  การแก้ไขปัญหาพลังงาน โดยสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 2 ทรงประกาศแผนการพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์เมื่อปี 2550 และลงนามในข้อตกลงกับรัสเซีย (บริษัท Rosatom) เมื่อ มี.ค. 2558 โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งแรกของจอร์แดนก่อสร้างที่ Qasr Amra เมื่อปี 2559 แบ่งเป็น 2 ยูนิต ยูนิตแรกจะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ในปี 2567 และยูนิตที่สองจะเริ่มในปี 2569 ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์จะสามารถเปลี่ยนจอร์แดนจากประเทศผู้นำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานได้ในปี 2573


ความสัมพันธ์ไทย-จอร์แดน :


                    ความสัมพันธ์ด้านการทูต


                    ไทยและจอร์แดนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 10 พ.ย. 2509 จนกระทั่งในช่วงก่อนเกิดสงครามสหรัฐฯ บุกโจมตีอิรักเมื่อ มี.ค. 2546 เจ้าหน้าที่ สอท.ไทย ณ แบกแดด ได้อพยพออกจากอิรัก และตั้งสำนักงานชั่วคราวในอัมมาน จอร์แดน ภายหลังไทยได้เปิด สอท.ไทย ณ อัมมาน เป็นการถาวรและมีภารกิจครอบคลุมอิรัก


                    ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ


                    เมื่อปี 2561 การค้าระหว่างไทย-จอร์แดน มีมูลค่า 159.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (5,127.42 ล้านบาท) ไทยส่งออกไปจอร์แดน 152.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,872.91 ล้านบาท) และนำเข้าจากจอร์แดน 7.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (254.51 ล้านบาท) ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าจอร์แดน 144.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,618.39 ล้านบาท) และในช่วง ม..-.. 2562 การค้าไทย-จอร์แดน มีมูลค่า 107.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,369.09 ล้านบาท) ไทยส่งออก 102.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,221.24 ล้านบาท) และนำเข้า 4.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (147.85 ล้านบาท)


                    สินค้าที่ไทยส่งออกไปจอร์แดน ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผ้าผืน และในช่วง ม..-.. 2562 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ


                    สินค้าที่ไทยนำเข้า ได้แก่ เคมีภัณฑ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ และในช่วง ม..-.. 2562 ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ ทั้งนี้ ปรากฏข้อมูล มีคนไทยในจอร์แดนประมาณ 556 คน เป็นนักเรียน/นักศึกษา 410 คน (ปี 2560)


                    ด้านการท่องเที่ยว ปี 2561 นักท่องเที่ยวจอร์แดนเดินทางมาไทย มีจำนวน 11,959 คน และในช่วง ม..-.. 2562 มีจำนวน 7,768 คน


                    ข้อตกลงสำคัญ : กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ลงนามเมื่อ 30 ก.ค. 2547) บันทึกความเข้าใจด้านการบิน (24 ส.ค. 2548) ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (15 ธ.ค. 2548) และความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม (19 มิ.ย. 2549) 


------------------------------------------------

 
 
 
 

ผู้นำจอร์แดน

 
บันทึกข้อมูลเมื่อ: Jan. 7, 2020, 1:55 p.m.
เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ: None |
รูปผู้นำจอร์แดน
 


สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 2


(His Majesty King Abdullah lbn al Hussein)


ตำแหน่ง             ประมุขของประเทศ    


ประสูตร              30 ม.ค. 2505 (พระชนมายุ 58 พรรษา/ปี 2563) ที่อัมมาน เป็นพระราชโอรสองค์โต ของสมเด็จพระราชาธิบดีฮุเซน บิน เฏาะลาลกับเจ้าหญิงมุนา อัลฮุเซน (สามัญชนชาวอังกฤษซึ่งมีพระนามเดิมว่า น.ส. Antoinette Avril Gardiner)  


ศาสนา               อิสลาม (ซุนนี) 


การศึกษา            -   ปี 2509 เข้าศึกษาชั้นประถมที่วิทยาลัยอิสลาม (Islamic Educational College)
                            ในอัมมาน จากนั้นศึกษาที่โรงเรียน
St. Edmund’s ในสหราชอาณาจักร
โรงเรียน Eaglebrook และ Deerfield Academy ในสหรัฐฯ ตามลำดับ


                        -   ปี 2523 ศึกษาต่อที่ Royal Military Academy Sandhurst ในสหราชอาณาจักรและได้ประดับยศร้อยตรี


                        -   สำเร็จการศึกษาเพิ่มเติมด้านตะวันออกกลางศึกษาจาก Pembroke College
                            มหาวิทยาลัย Oxford ในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2526 และจาก Edmund A. Walsh
                            School of Foreign Service มหาวิทยาลัย Georgetown ในสหรัฐฯ เมื่อปี 2531
 


สถานภาพทางครอบครัว    อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชินีราเนีย (สามัญชนชาวปาเลสไตน์ มีพระนามเดิมว่า น.ส.ราเนีย อัลยาซีน) เมื่อ 10 มิ.ย. 2536 มีพระราชโอรสและพระราชธิดา 4 พระองค์ ได้แก่ มกุฎราชกุมารฮุเซน (28 มิ.ย. 2537) เจ้าหญิงอีมาน (27 ก.ย. 2539) เจ้าหญิงซัลมา (26 ก.ย. 2543) และเจ้าชายฮาชิม (30 ม.ค. 2548) 


ประวัติการทำงาน


ปี 2536              -   ผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษของจอร์แดน     


ปี 2539              -   ปรับโครงสร้างกองกำลังพิเศษเพื่อทำเป็นหน่วยชั้นยอด (elite units) และจัดตั้ง Special Forces Command


ปี 2541              -   ประดับยศเป็นพลตรี


มิ.ย.-ก.ค. 2541     -   เข้าร่วมหลักสูตร Administering defense resources ที่สถาบันเอกชน Naval Postgraduate School ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ


ปี 2542-ปัจจุบัน    -   ครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งจอร์แดนหลังการสวรรคตของสมเด็จพระราชาธิบดีฮุเซน พระราชบิดา (ขึ้นครองราชย์เมื่อ 7 ก.พ. 2542)


ข้อมูลที่น่าสนใจ


                        -   ทรงได้รับการจัดอันดับโดย Royal Islamic Strategic Studies Centre ของจอร์แดนให้เป็นมุสลิมที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดอันดับ 1 ของโลกประจำปี 2559 อันดับ 2 ของโลกประจำปี 2560 และอันดับ 3 ของโลกประจำปี 2561


                        -   ทรงหลงใหลกีฬาหลายประเภทโดยเฉพาะการแข่งขันรถแข่ง ดำน้ำ และกีฬาโดดร่ม (skydiving) 


------------------------------------------------

#8c7b75 - right
 

คณะรัฐมนตรี


คณะรัฐมนตรีจอร์แดน


มกุฎราชกุมาร                                                                Crown Prince Hussein bin Abdullah


นรม.                                                                          Omar Al-Razzaz, Dr.


รมว.กระทรวงกลาโหม                                                      Omar Al-Razzaz, Dr.


รมว.กระทรวงการอุดมศึกษาและการวิจัยวิทยาศาสตร์                  Mohieldin Shaaban Touq, Dr.


รมว.กระทรวงการคลัง                                                      Mohamad Al-Ississ, Dr.


รมว.กระทรวงการต่างประเทศ                                             Ayman Al Safadi


รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม การค้าและการจัดหา                        Tariq Mohammad Hammouri, Dr.


รมว.กระทรวงมหาดไทย                                                    Salamah Hammad Al- Sahaim


รมว.กระทรวงยุติธรรม                                                      Bassam Samir Talhouni, Dr.


รมว.กระทรวงการปกครองท้องถิ่น                                        Walid Masri


รมว.กระทรวงการวางแผนและความร่วมมือระหว่างประเทศ           Wissam Adnan Rabadi, Dr.


รมว.กระทรวงโยธาธิการและการเคหะ                                    Falah Abdullah Al-Omoush


รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคม                                             Basma Mousa Ishaqat


รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณคดี                               Majd Mohammad Shweikeh


รมว.กระทรวงคมนาคม                                                     Khalid Walid Saif, Dr.


รมว.กระทรวงน้ำและการชลประทาน                                     Raed Muzaffar Abu Al-Saud


รมว.กระทรวงแรงงาน                                                      Nedal Faisal El-Batayneh


รมว.กระทรวงสาธารณสุข                                                  Saad Fayez Jaber, Dr.


รมว.กระทรวงเกษตร                                                        Ibrahim Subhi Al-Shehadeh


รมว.กระทรวงกิจการศาสนาอิสลามและศาสนสมบัติ                     Mohammed Ahmed Al-Khalayleh


รมว.กระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลและความเป็นผู้ประกอบการ             Mothanna Gharaibeh


รมว.กระทรวงวัฒนธรรม                                                   Bassem Mohammed Al-Tuwaisi, Dr.


รมว.กระทรวงพลังงานและทรัพยากรสินแร่                               Hala Adel Zawati


รมว.กระทรวงศึกษาธิการ                                                  Tayseer Menezel Al Nuaimi, Dr.


รมว.กระทรวงสิ่งแวดล้อม                                                  Saleh Ali Al-Kharabsheh, Dr.


รมว.กระทรวงการเมืองและกิจการรัฐสภา                                Musa Maaytah


รมว.กระทรวงเยาวชน                                                      Faris Abdul Hafez Al-Buraizat, Dr.


รอง นรม. และ รมต.แห่งรัฐ                                                Rajai’ Muasher, Dr.


รมต.แห่งรัฐกำกับดูแลกิจการสารนิเทศ                                   Amjad Ouda


รมต.แห่งรัฐกำกับดูแลกิจการกฎหมาย                                    Mubarak Abu Yamin


รมต.แห่งรัฐกำกับดูแลกิจการเศรษฐกิจ                                   Mohammad Eses, Dr.


รมต.แห่งรัฐกำกับดูแลการพัฒนาสถาบัน                                  Yasera Ghosheh


รมต.แห่งรัฐกำกับดูแลกิจการ นรม.                                                  Sami Daoud


------------------------------------------------


          (ต.ค. 2562)